โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ประเสริฐ – จเรตำรวจแห่งชาติ’ แถลงผลการดำเนินงานปราบแก๊งคอลเซนเตอร์

The Reporters

อัพเดต 17 มี.ค. 2568 เวลา 07.44 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2568 เวลา 07.44 น.

ชี้ เห็นผลชัด หลังใช้ยาแรง ด้าน ‘พล.ต.อ. ธัชชัย‘ ยันชาวต่างชาติ สมัครใจไปทำงาน 100% ไม่มีใครถูกบังคับ ชี้ ฝั่งกัมพูชา สามารถปิดช่องว่าง อ้างเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เก็บหลักฐานจนออกหมายจับ ”อั้งยี่ - ซ่องโจร - อาชญากรรมข้ามชาติ“ ได้ เตรียมคุย UNODC บ่ายนี้ รู้แน่ BGF ปราบได้ 99% จริงหรือไม่

วันนี้ (17 มี.ค.68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และพลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวผลการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์ ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

นายประเสริฐ กล่าวว่า ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้จัดการเรื่องการปราบปรามแก๊งคอลเซนเตอร์อย่างเด็ดขาด ซึ่งวันนี้จะเห็นได้ชัดว่า ยาแรงที่ได้ใช้ไปเริ่มเห็นผลอย่างชัดเจน

โดยมาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต บริเวณแนวชายแดนประเทศกัมพูชา ในเขตอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 และเป็นไปตลอดจน กำลังส่งของคลื่นสัญญานมือถือที่ส่งข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ให้อยู่ในเขตพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้น
สำหรับศูนย์ AOC 1441 กระชับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กำกับประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารในพื้นทำการลาดตระเวน เพื่อช่วยเหลือ กวดขัน จับกุม บริเวณชายแดนไม่ให้มีการลักลอบคนเข้าเมืองหรือขนส่งอุปกรณ์ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซนเตอร์ ในแนวตะเข็บชายแดน ที่ลักลอบเดินเสาสายสัญญานอินเทอร์เน็ต ข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

โดยสถิติการรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมดของประเทศไทยพบว่า ระหว่างวันที่ 1 - 31 มกราคม 2568 มีการแจ้งความทั้งสิ้น 31,159 คดี แต่หลังจากมาตรการตัดน้ำ - ตัดไฟ และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จนถึงปัจจุบัน มีจำนวนคดีลดลงอย่างมีนัยยะ เหลือ 25,487 คดี ลดลงเฉลี่ยประมาณ 20% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่เดิมมีการรับแจ้งมากกว่า 1,000 คดีต่อวัน โดยเฉพาะคดีคอลเซ็นเตอร์ที่มิจฉาชีพเข้าถึงเหยื่อได้ง่ายที่สุด ลดลงจากเดิมร้อยละ 67 ซึ่งการลดลงของสถิติคดีอาชญากรรมดังกล่าว เป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการเข้มข้นของรัฐบาลและการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จาก AOC 1441 พบว่าประชาชนที่โทรเข้ามา มีจำนวนมูลค่าความเสียหายที่ลดลงในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ประมาณ 200 ล้านบาท และเมื่อเทียบมูลค่าความเสียหายในเดือน ม.ค.-ก.พ.ของปี 2567 กับปี 2568 แล้วพบว่าความเสียหายลดลงถึง 30%

1.คดีหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ ลดลงร้อยละ 88.64 มูลค่าความเสียหายลดลงประมาณร้อยละ 94.24 หรือ แอปพลิเคชันดูดเงิน ที่แถบไม่พบปัญหาแล้ว หรือเหลือน้อยมาก

2.คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มีจำนวนระงับบัญชีลดลงร้อยละ 17.51 มูลค่าความเสียหายลดลงประมาณร้อยละ 55.49

3.คดีหลอกลวงให้ลงทุนที่เป็นความผิดทางพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน มีจำนวนระงับบัญชีลดลงร้อยละ 62.22 มูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 97.21 นอกจากนี้ ประชาชนเองก็เริ่มตระหนักถึงภัยจากการหลอกลวงมากขึ้น โดยผ่านการให้ความรู้และการแจ้งเตือนจากภาครัฐ

พล.ต.อ. ธัชชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่ามีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี โดยไปตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ไม่ไปหลอกคนในประเทศนั้น ๆ และใช้ช่องทางนี้มาหลอกคนไทย เมื่อมีการกระทำความผิด และมีการจับกุมโดยประเทศนั้น ๆ ส่วนใหญ่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาลักลอบหลบหนีเข้าเมือง หรือทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากมาตรการ 3 ตัดของรัฐบาล ทางการไทยได้ร่วมมือกับรัฐบาลเมียนมา และชนกลุ่มน้อยในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ได้พบว่า สถิติในการกวาดล้างเบื้องต้น จนถึงปัจจุบันมีทั้งสิ้น 5,251 ราย โดยจะมีการคัดแยกอีกครั้งว่า ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดที่ทางการเมียนมาได้มีการดำเนินการ มีการส่งกลับประเทศไปดำเนินการแล้ว 3,533 ราย เหลืออีก 1,718 ราย ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนจีน และคนอินเดีย และคงมีการดำเนินการกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณประเทศเพื่อนบ้านฝั่งเมียนมาให้หมดไป แม้ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในทางอ้อม ทั้งภาพลักษณ์ และใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

จากมาตรการของรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาตรการ 7 ข้อ ในการควบคุมคนต่างชาติที่เข้าพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยจากสถิติพบว่า จำนวนทั้งสิ้น 3,652 ราย ที่ผ่านช่องทางบก และทางอากาศเข้าพื้นที่อำเภอแม่สอด ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. - 26 ก.พ. 68 พบว่า คนต่างชาติทั้งหมดที่เข้าไปสมัครใจ 100% และมีประมาณเกือบ 5% คือ 164 ราย ที่สมัครใจเดินทางกลับ หลังถูกเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลและซักถามต่างๆ

ดังนั้น จึงยืนยันได้ว่า คนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย ไม่มีใครถูกบังคับ ขู่เข็ญ หรือมีการวางยาสลบ และนำพาข้ามไปที่อำเภอแม่สอด และข้ามแม่น้ำไปที่เมืองเมียวดีแต่อย่างใด จากสถิติตัวนี้ เราเชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามา นอกจากสมัครใจแล้ว มีความประสงค์ที่จะข้ามช่องทางธรรมชาติไปเมียวดี ซึ่งอาจเข้าไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อนออนไลน์ หรืองานประเภทอื่น ๆ และต่อมาบางคนถูกบังคับ หรือถูกทำร้าย จะเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์หรือ Forced Criminality ในฝั่งเมียวดี ซึ่งไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

“จากสถิติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถยืนยันได้ว่า คนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย 100% ไม่มีใครถูกบังคับ ขู่เข็ญ ให้ไปในพื้นที่อำเภอแม่สอด และข้ามไปฝั่งเมียวดี ประเทศเมียนมา ทุกคนสมัครใจไป” จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าว

ส่วนฝั่งกัมพูชา การเดินทางไปของตนเองเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ได้พูดคุยกับทางกัมพูชา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ จัดตั้งศูนย์ประสานงาน แต่ที่เราเสนอกัมพูชาไป คือเราต้องการเอาคนไทยที่ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด กลับมาลงโทษที่ประเทศไทย โดยกัมพูชามีการส่งตัวกลับมา ก็ได้เข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อ และมีมติว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และในวันถัดมาทางการกัมพูชากวาดล้างคอลเซ็นเตอร์ฝั่งปอยเปรต ตรงข้ามอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และมีการส่งตัวคนไทยกลับมา 119 คน โดยพบว่าเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี 4 คน และจนถึงตอนนี้ทั้ง 115 คนถูกดำเนินคดีทั้งหมด ในข้อหาการมีส่วนร่วมก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ที่มีโทษจำคุกถึง 15 ปี ร่วมกันฉ้อโกง อั้งยี่ ซ่องโจร โดยกลุ่ม 15 คนหลัง ไม่ได้ถูกดำเนินคดี เกี่ยวกับเรื่องร่วมกันฉ้อโกง เพราะเกี่ยวข้องกับบ่อนพนันออนไลน์

“นี่เป็นครั้งแรกที่เราสามารถปิดช่องว่าง ในเรื่องที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ จะใช้ช่องทางเหยื่อกันค้ามนุษย์ ที่เข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี“

พล.ต.อ. ธัชชัย ย้ำว่า ส่วนนี้เรามีการดำเนินคดี และเพิ่มเติมการตรวจสอบข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในการการคัดแยกเหยื่อ การตรวจร่างกาย ตรวจข้อมูลทางโทรศัพท์ ธนาคาร และข้อมูลพยานหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งสามารถยืนยัน จนกระทั่งศาลเชื่อ และอนุมัติการออกหมายจับทั้ง 115 คน ซึ่งยังไม่รวมคนจีนอีก 2 คน

พล.ต.อ. ธัชชัย เชื่อว่า การดำเนินการต่อจากนี้ สามารถเอาคนไทยที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายมาดำเนินคดีได้ในข้อหาหนัก รวมทั้งเรื่องของการยึดทรัพย์ด้วย

พล.ต.อ. ธัชชัย ระบุว่า ส่วนการเดินทางไปประเทศกัมพูชาในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 13 - 14 มี.ค. ตนเองได้พบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และกสทช. ของทางกัมพูชา โดยครั้งนี้ได้ขอบคุณเรื่องที่กัมพูชาให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นคนไทย ซึ่งทั้งสองประเทศจะมีการร่วมมือกันอย่างแน่นในการปราบปรามคนไทยที่ลักลอบตั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา และนำมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดที่ตั้งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่สามารถเปิดเผยได้ และทางการกัมพูชาจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เมื่อถามว่า ทางกลุ่ม BGF ของเมียนมา ได้แถลงว่าสามารถปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดีได้กว่า 99% แล้วนั้น จเรตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ตนเองขอให้เป็นข้อมูลที่ยืนยันได้อีกครั้ง เพราะเราเชื่อว่าฝั่งเมียวดียังมีมากกว่า 10,000 คนขึ้นไป ที่ทำงานอยู่ในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอีกส่วนหนึ่ง จะมีประชุมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime หรือ UNODC) ในช่วงบ่ายวันนี้ ตนเองจะให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่มีคนถูกหลอกมาที่เมียวดี เพื่อดูว่าจากนี้ไป ยังมีคนในประเทศนั้นถูกหลอกจากฝั่งเมียวดีหรือไม่ ซึ่งตัวเลขส่วนนั้นจะยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากฝั่งเมียวดีได้หมดไปจริงหรือไม่

พล.ต.อ. ธัชชัย ยืนยันว่า ตัวเลขที่ BGF แถลงว่าจับกุมได้กว่า 7,000 คน และตัวเลขที่เราแถลงนั้น ไม่ตรงกัน โดยตัวเลขที่เราแถลง เป็นตัวเลขจากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ 5,251 คน โดยตัวเลขนอกเหนือจากนั้น ตนเองเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการยืนยันตัวบุคคลของประเทศนั้น ๆ ก่อนว่าเป็นใครบ้าง ซึ่งตัวเลขอาจเหลื่อมกันบ้าง แต่ตัวเลขที่เราแถลงคือคนที่ได้รับการยืนยันจากกระทรวงการต่างประเทศและเป็นข้อมูลอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่กลุ่ม BGF แถลงว่าอาจดูแลชาวต่างชาติจำนวนมากไม่ไหว พล.ต.อ. ธัชชัย ระบุว่า ตนเองได้พูดคุยกับทาง UNODC และสถานทูตต่าง ๆ ว่าในการระบุตัวบุคคลว่าเป็นคนประเทศไหนเป็นเรื่องแรก และเป็นเรื่องสำคัญ อีกส่วนคือการเร่งระบาย โดยหัวใจสำคัญของการทำงานของฝั่งเมียวดี คือการทำอย่างไรให้คนที่ตรวจสอบพบ และมีการจับกุมมา มีการเร่งระบายกลับประเทศอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ชนกลุ่มน้อย และฝั่งเมียนมา ได้ขับเคลื่อนการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง โดยทางการไทย จะช่วยเหลือเรื่องการเร่งระบาย หากต้องการใช้เส้นทางผ่านไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่เราต้องช่วยทางฝั่งเมียวดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...