โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

วธ. ยืนยันปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เป็นโบราณสถานของไทย มอบกรมศิลป์เดินหน้าบูรณะ

สวพ.FM91

อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 09.05 น.

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวการบูรณะปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือนและโบราณสถานตามแนวชายแดน ไทย – กัมพูชา โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานร่วมบูรณาการด้านความมั่นคงของชาติ เข้าร่วมฯ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีกัมพูชายื่นหนังสือประท้วง ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมของไทยหยุดดำเนินการเกี่ยวกับการบูรณะปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน โดยอ้างว่าเป็นของกัมพูชานั้น กระทรวงวัฒนธรรมขอชี้แจงว่า ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นโบราณสถานของไทย ทั้งนี้ ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะ ระหว่างปี พ.ศ. 2533 - 2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วง หรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา

สำหรับปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 – 2545 มีการจัดทำรายงานการสำรวจทางโบราณคดีเป็นหลักฐาน ซึ่งขณะดำเนินการสำรวจครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรยืนยันได้ว่า ไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกัมพูชาอยู่ในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินแดนประเทศไทย สภาพในเวลานั้น ตัวปราสาทตาควายยังมีความสมบูรณ์ กรมศิลปากรจึงไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบูรณะ แต่ได้บรรจุในบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้

สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน กระทรวงวัฒนธรรมจึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

“กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถาน ซึ่งมีผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับร่วมกัน ทำให้โบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรม ที่สำคัญของมวลมนุษยชาติต้องถูกทำลายลง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันถึงความจำเป็นและความชอบธรรม ในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสถานะเป็นโบราณสถานของไทย และตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศไทย” นางสาวซาบีดา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...