โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก “กฎ 2+2” ที่ Strava ใช้ปั้นแอปให้แมส คนใช้พากันอวดเพซวิ่ง

TODAY

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

เชื่อว่าคนที่กดเข้ามาอ่านบทความนี้น่าจะเคยเห็นคนบนโซเชียลมีเดีย โพสต์รูปหรือวิดีโอของตัวเองกำลังวิ่ง หรือไม่ก็ปั่นจักรยาน

พร้อมแปะตัวเลขระยะทาง, เส้นทาง และความเร็ว สีขาว ๆ ส้ม ๆ ของแอปที่ชื่อว่า ‘Strava’ ผ่านตากันมาบ้าง

โดย Strava เป็นแอปสายออกกำลังกายที่มาแรงมาก ๆ มีความสามารถหลักคือ เราจะสามารถกดเปิดแอปเพื่อบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างออกกำลังกายได้กว่า 40 ชนิดกีฬา
และเรายังสามารถแชร์สถิติตรงนี้ ให้เพื่อน ๆ บนโลกโซเชียลของเราดูได้

Strava มีผู้ใช้งานระดับ 100 ล้านคนทั่วโลกแล้ว

ที่เจ๋งมาก ๆ คือ มีข้อมูลว่า Strava มียอดดาว์นโหลดเติบโตมาจาก “การบอกต่อ” มากถึง 96% โดยแทบไม่ต้องพึ่งโฆษณา ด้วยสูตรที่เรียกว่า “2+2”

เรื่องราวของ Strava เป็นอย่างไร ? TODAYBizview จะเล่าเรื่อง Strava ให้ฟังสนุก ๆ

ย้อนกลับไปในปี 1995 Mark Gainey และ Michael Horvath สองนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มีความคิดอยากทำพื้นที่ให้คนสามารถมาแชร์ผลการออกกำลังกายกันได้คล้าย ๆ กับโซเชียลมีเดีย

เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอยากออกกำลังกาย เหมือนกับเวลาที่เราเห็นเพื่อนทำสถิติอะไรบางอย่างได้ดีเราจะเริ่มอยากลุกไปออกกำลังกายบ้าง

แต่ไอเดียตรงนี้ยังล้ำเกินไปสำหรับเทคโนโลยีในปี 1995 ทำให้ทั้งคู่ต้องพับไอเดียนี้ไปก่อน

จนกระทั่งในปี 2009 พอเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างเริ่มพร้อม โดยเฉพาะ “GPS” ที่ทำให้คนสามารถเก็บข้อมูลการออกกำลังกายของตัวเองได้ง่ายขึ้น ประกอบกับเทรนต์โซเชียลมีเดียที่เริ่มเติบโต

แอป Strava จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โดยใช้พื้นฐานจากเทคโนโลยีตรงนี้

ในช่วงแรกของ Strava จะเน้นโฟกัสไปที่คนกลุ่มเล็กมาก ๆ แทบจะเรียกว่า “Niche Marketing” ก็ได้

เพราะในยุคนั้นเครื่องมือที่สามารถใช้สัญญาณ GPS มาจับข้อมูลการออกกำลังกายได้ยังมีราคาสูงอยู่

และทีมผู้สร้าง Strava มองว่ากลุ่มคนปั่นจักรยานนี่แหละที่มีกำลังซื้อพอจะซื้ออุปกรณ์พวกนี้ได้

ถ้า Strava เจาะกลุ่มคนปั่นจักรยานได้สำเร็จ จะเอาโมเดลแบบเดียวกันนี้ไป
ต่อยอดไปกีฬาอื่น ๆ รวมถึง “กีฬาวิ่ง” เพื่อ Scale แอปให้ใหญ่ขึ้น

วันเวลาผ่านไปปรากฏว่า Strava ทำสำเร็จ

แต่พอจะขยายฐานลูกค้ามาจับกลุ่มนักวิ่งทางแอปกลับต้องเจอปัญหาหลาย อย่าง โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมการออกกำลังกายที่ต่างกันพอสมควรระหว่าง “นักวิ่ง” และ “นักปั่น”

ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาด้านประชากรศาสตร์ โดยนักปั่นในแอป Strava จะมีสัดส่วนเป็นชาย/หญิง 90:10 ในขณะที่นักวิ่งจะมีสัดส่วนเป็น ชาย/หญิง 50:50

ทำให้แอปต้องปรับฟีเจอร์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายด้วย

เช่น เพิ่มฟีเจอร์ในการซ่อน Pace หรือความเร็วในการวิ่งจากอินไซต์ว่าผู้หญิงจะไม่ค่อยชอบเวลาที่กด Strava แล้ว แอปจะโชว์ Pace ในการวิ่งทุกครั้ง เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกบีบให้ต้องแข่งขันตลอดเวลา

หรือปัญหาในเรื่องของโมเดลธุรกิจของ Strava ที่ตอนแรกจะเป็นแบบ Supcription ให้ผู้ใช้จ่ายเงินเพื่อใช้ฟีเชอร์ในแอปได้ ซึ่งนักปั่นชอบแต่นักวิ่งไม่ชอบ

Strava เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นแบบ Freemuim ที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้ฟีเจอร์พื้นฐานได้ฟรี แต่ถ้าอยากใช้ฟีเจอร์ลึก ๆ ต้องเสียเงินเพิ่มมาจนถึงตอนนี้

นอกจากนี้อีกสูตรที่ Strava เอามาใช้เพื่อเพิ่มฐานผู้ใช้ให้แอปก็คือกฏ 2+2
ที่พูดถึงตอนต้นของบทความนี้

กฎ “2+2” คือ ตัวเลขที่ Strava มองว่าถ้าผู้ใช้งานใหม่ทำ 2 สิ่งนี้ภายในช่วงแรกคนจะใช้แอปต่อไปเรื่อย ๆ ได้แก่

1. อัปโหลดกิจกรรม 2 ครั้ง เพราะจำนวนเท่านี้ จะทำให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่างครั้งแรก และครั้งที่สอง ทำให้คนมีแนวโน้มอยากทำสถิติให้ดีขึ้น

2. กดติดตามเพื่อน 2 คน เพราะ ผู้ใช้จะเริ่มเห็นสังคม (Community) ว่าใครออกกำลังกายอะไรบ้าง เอื้อให้เกิดเป็นการเปรียบเทียบ แข่งขัน หรือให้กำลังใจกัน

เลยทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ในแอปจะเน้นไปที่การทำยังไงก็ได้ให้คนบนแอปมี Action ใน 2 ข้อข้างต้นนี้

ไม่ว่าจะเป็น

– สร้างการแข่งขันเล็กๆ ภายในแอป เช่น การแบ่งผู้ใช้ในสหรัฐออกเป็น 2 ทีม จากนั้นส่งอีเมลไปท้าทายว่า “ใครปั่นจักรยาน 5 กิโลเมตรได้เร็วที่สุดวันนี้ รับถุงเท้าไปเลย 1 คู่”

เป็นการกระตุ้นให้คนอัปโหลดข้อมูลขึ้นแอป และเกิดการ “พูดคุยเกทับกัน”
เป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามและการสร้างคอมมูนิตี

– ทำฟีเจอร์ “Add others” ให้ผู้ใช้สามารถดึงเพื่อนเข้ามาง่ายๆ

บางครั้งกลุ่มเพื่อนที่ไปออกกำลังกายด้วยกัน บางคนอาจจะไม่ได้มี Strava หรือลืมกดบันทึก

ทีมงานจึงเพิ่มฟีเจอร์ “Add others” ให้ผู้ใช้สามารถกดเพิ่มเพื่อนเข้าไปในระบบได้เลย

ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยดึงเพื่อนใหม่ ๆ ให้เข้ามาใช้แอป และทำให้เกิดการ Follow กันได้ง่ายขึ้นมาก

ด้วยกลยุทธ์ที่ว่ามาตรงนี้เป็นส่วนสำคัญมาก ๆ ที่ทำให้ Strava สามารถจับกลุ่มนักวิ่งได้สำเร็จ และค่อย ๆ เติบโตมาเรื่อย ๆ มาสู่วงการว่ายน้ำ วงการวิ่งเทรล ฯลฯ พร้อมฐานผู้ใช้ที่โตวันโตคืนจนถึงวันนี้

แต่ก็ต้องบอกก่อนว่ากลยุทธ์ที่ยกมานี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แอป Strava แมสมากในวันนี้เท่านั้น

เพราะเบื้องหลังยังมีดิเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกเยอะมากที่ทำให้แอปประสบความสำเร็จ แต่อาจไม่ได้ยกมาพูดในบทความนี้

สุดท้ายนี้ มีข้อมูลว่ามูลค่ากิจการประเมินของ Strava อยู่ที่ 68,000 ล้านบาท จากการระดมทุนจากแหล่งต่าง ๆ ตามสไตล์ของ Start Up พร้อมฐานผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคนเข้าไปแล้วในวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...