โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

กต.สรุปยอดคนไทยใน "อิหร่าน" ขอกลับประเทศแล้ว 117 คน "บาห์เรน" 917 คน เดินทางรอบแรก 7 มี.ค.นี้

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

กต.สรุปยอดคนไทยใน "อิหร่าน" ขอกลับประเทศแล้ว 117 คน "บาห์เรน" 917 คน เดินทางรอบแรก 7 มี.ค.นี้

5 มีนาคม 2569 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง ณ กระทรวงการต่างประเทศ นำโดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน และ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ภาพรวมในตะวันออกกลาง ขณะนี้สถานการณ์ยังคงอ่อนไหวโดยฝ่ายอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ยังคงไม่หยุดการโจมตีซึ่งกันและกัน การปะทะยังส่งผลกระทบไปยังประเทศข้างเคียงโดยเฉพาะเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ รวมทั้งที่กรุงเบรุต มีผู้เสียชีวิตหลาย 10 ราย และมีผู้พลัดถิ่นไม่ต่ำกว่า 65,000 คน สำหรับประเทศไทยในชั้นนี้ ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดี กระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียกร้องให้พี่น้องคนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่ และช่องทางที่ติดต่อของท่านกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบสำหรับ การให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ประเทศอิหร่าน ปัจจุบันมีคนไทยลงทะเบียนอพยพแล้ว 117 คน โดยรอบแรกวันที่ 7 มีนาคมนี้ จะมีคนไทยเดินทางออกมาก่อน จำนวน 68 คน ส่วนในรอบที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม จะเดินทางออกมา 49 คน เนื่องจากบางส่วนยังอยู่ระหว่างการจัดทำ Exit visa กระทรวงการต่างประเทศขอเรียกร้องให้คนไทยในอิหร่านที่ต้องการเดินทางกลับเพิ่มเติมรีบติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานในทันที เพื่อที่จะได้ประสานงานด้านเอกสารกับหน่วยงานต่างๆทันท่วงที นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของกรมการกงสุลก็ได้เดินทางไปยังตุรกีแล้วในวันนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกของการอพยพจากอิหร่านที่จะข้ามแดงทางบกไปยังตุรกี เพื่อต่อเครื่องบินกลับไทย ส่วนที่ประเทศเลบานอน ปัจจุบันมีคนไทยในพื้นที่ทั้งสิ้น 118 คน โดยสถานเอกอัครราชทูต ณกรุงริยาด รับผิดชอบดูแลคนไทยในเลบานอน ได้ออกประกาศขอให้คนไทยออกจากเลบานอนโดยเร็วที่สุด ขณะเที่ยวบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการและหลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภัย และให้ลงทะเบียนแจ้งที่อยู่และช่องทางการติดต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินและขอให้ติดตามข่าวสารจากทางสถานทูตอย่างใกล้ชิดต่อไป ประเทศถัดมา คือ บาห์เรน ปัจจุบันมีผู้แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 917 คน โดยเมื่อวานนี้(4มี.ค.) สถานเอกอัครราชทูตได้นำคนไทยกลุ่มแรก จำนวน 9 คน ข้ามไปยังเมือง ดัมมัม ประเทศซาอุดิอาระเบีย เมื่อขึ้นเครื่องบินถึงประเทศไทยแล้ว ยังจะมีคนไทยอีก3-4 กลุ่ม ในช่วง 2-3 วันข้างหน้าจะเดินทางกลับไทยต่อไป หนูด้วยโดยทางสถานเอกอัครราชทูตยังได้นำของยังชีพไปแจกจ่ายของยังชีพเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับคนไทยที่ยังอยู่ในบาห์เรนด้วย นอกจากนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้เปิดศูนย์ที่เมืองดัมมัม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่จะข้ามมาจากบาห์เรน และจากประเทศอื่นๆ เพื่อต่อเครื่องบินกลับประเทศไทยในอนาคตด้วย สำหรับที่คูเวตและกาตาร์ ขณะนี้น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ โดยสถานเอกอัครราชทูตได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อหาเส้นทางหากต้องมีการอพยพต่อไป ในส่วนของประเทศอื่นๆสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ได้อำนวยความสะดวกให้พี่น้องคนไทยที่ประสงค์กลับประเทศ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเรื่องรัฐขบวนการ และยังคงสำรวจเส้นทางอพยพเพิ่มเติมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะเดียวกันทางกรมสุขภาพจิตก็ได้เปิดช่องทาง LINE OFFICIAL เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตให้กับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในตะวันออกกลางด้วย โดยผู้ที่ประสงค์จะใช้บริการได้ที่สายด่วน 1323 นายปาณิดล กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความไม่สบายใจและมีความห่วงกังวลว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความเปราะบางการดำเนินการใดๆของไทยจึงจะต้องมีความสมดุลย์และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ ยึดกฏหมายระหว่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของไทยเป็นสำคัญ ที่สุดในขณะนี้ ซึ่งก็คือความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนชาวไทย ดังนั้นในห้วงเวลาที่มีความท้าทายเช่นนี้ ทุกฝ่ายจากทุกวงการโดยเฉพาะผู้สันทัดด้านการต่างประเทศ ควรจะต้องเข้าใจว่าทุกท่านสามารถวิจารณ์ได้ แต่จะต้องวิจารณ์อยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคนไทยที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน และโฆษกกระทรวงแรงงาน ชี้แจงถึง สถานการณ์ด้านแรงงานไทยในภูมิภาค ตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผ่านการอนุญาตและผ่านรับแจ้งการไปทำงานของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จำนวน 61,396 คน ซึ่งภายหลังจากเกิดสถานการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการ และการดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดตั้งวอรูมเพื่อเป็นศูนย์ให้การช่วยเหลือ และประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ กระทรวงแรงงาน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ในการติดตามสถานการณ์รับเรื่องและประสานงานการช่วยเหลือแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด 2. มีการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในรัฐอิสราเอล ประเทศอิหร่าน และประเทศอื่นๆในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย 3. ส่งเสริมการใช้แอพพลิเคชั่น สมารท์TOEA เพื่อประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยเปิดใช้แอพพลิเคชั่น สมารท์TOEA ผ่านสำนักงานแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และสำนักงานแรงงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยระบบดังกล่าว จะบันทึกพิกัด สถานที่ทำงาน หรือที่พักของแรงงานไทย เพื่อให้กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน พร้อมทั้งใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่สำคัญแก่แรงงานไทยผ่านแอพพลิเคชั่นดังกล่าว 4. ลงพื้นที่ดูแลครอบครัวแรงงานไทย เริ่มจากแรงงานบางส่วนอาจจะยังไม่ได้อัพเดท หรือยกเลิกการติดตั้งแอพพลิเคชั่นสมารท์TOEA ทำให้ไม่สามารถทราบพิกัดหรือตำแหน่งได้ กระทรวงแรงงานจึงได้มอบหมายให้ สำนักงานแรงงานจังหวัด และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศ ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมครอบครัวแรงงานไทยที่ไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อสร้างการรับรู้ให้กำลังใจและประชาสัมพันธ์ให้กับครอบครัวได้แจ้งแรงงานไทยเพื่อให้ดาวน์โหลดและเปิดใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าว เพื่อให้สามารถระบุตำแหน่งได้ในกรณีฉุกเฉิน และเพื่อรับทราบข้อมูลข่าวสารของทางราชการ 5. ได้มีการแจ้งช่องทางติดต่อในส่วนของทางสถานทูต โดยมีการประชาสัมพันธ์ให้แรงงานไทยในแต่ละประเทศทราบช่องทางการติดต่อ ในส่วนของสำนักงานแรงงาน และสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้ลงทะเบียนกับสถานเอกอัครราชทูต และปฏิบัติตามประกาศการแจ้งเตือนอย่างเคร่งครัด 6. เตรียมความพร้อมหากมีกรณีที่จะมีการอพยพแรงงานเกิดขึ้น กระทรวงแรงงานได้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่กรณีมีความจำเป็นที่จะต้องมีการอพยพแรงงานไทยกับประเทศ กระทรวงแรงงาน มีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทอาวีฟ ประเทศอิสราเอล 2 สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3 สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิดเพื่อประสานความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทย ขณะที่ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงภาพรวมการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์ผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ตามข้อสั่งการของรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าของชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการช่วยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุนที่แท้จริง จากการประเมินสถานการณ์ของกระทรวงพาณิชย์และประกอบกับนโยบายของรัฐบาลในการตรึงราคา น้ำมันดีเซล ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พิจารณาแล้วยังไม่มีเหตุปัจจัยด้านต้นทุนและราคาที่ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต้องปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดยสินค้ายังมีปริมาณที่เพียงพอและระบบการกระจายสินค้าเป็นไปด้วยกลไกปกติ ในส่วนของการลงพื้นที่สำรวจสภาวะการตลาดในช่วงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ บูรณาการการทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ได้มีการลงติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดทุกจังหวัด นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานงานสินค้าและการให้บริการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศได้มีการดำเนินการอย่างเข้มงวดตามสามมาตรการที่สำคัญ ดังนี้ มาตรการที่ 1. กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มาตรการที่ 2. สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน เพื่อลดการตระหนก และยืนยันว่าสินค้ายังมีเพียงพอซึ่งข้อนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก มาตรการที่ 3. กำกับหน่วยงานราชการในจังหวัดให้ดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้แล้ว กระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงมหาดไทย มีความร่วมมือในการเปิดช่องทางศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดและอำเภอ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนควบคู่ไปกับการรับแจ้งของกระทรวงพาณิชย์ โดยผลจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานท้องถิ่นพบว่าปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าโดยรวมยังเป็นไปตามปกติ สินค้ามีเพียงพอและราคาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปกติ ยังไม่พบการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยยะสำคัญจากสถานการณ์ต่างประเทศ การปรับขึ้นหรือลงของสินค้าปัจจุบันเป็นไปตามกลไกอุปสงค์อุปทาน ซึ่งยังไม่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบจากราคาในต่างประเทศ นายกรนิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับการดูแลราคาสินค้า และพฤติกรรมทางการค้า โดยได้มีการจัดส่งชุดสายตรวจเฉพาะกิจลงตรวจสอบทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ห้างค้าปลีกค้าส่ง และร้านค้าทั่วไปอย่างต่อเนื่อง นายกรนิจ กล่าวว่า กรณีหากพบ การกระทำที่เข้าข่ายความผิดประกอบด้วย อาทิ การปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุนที่แท้จริง การกักตุนสินค้า การปฏิเสธการจำหน่าย หรือจำกัดปริมาณการขายโดยไม่มีเหตุอันควร และการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการเข้าใจผิด หรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก กระทรวงพาณิชย์ จะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วย ราคาสินค้าและบริการอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการผ่อนผัน โดยโทษของผู้กระทำผิด จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ ยังให้ความสำคัญกับการบังคับใช้กฎหมาย และให้ความสำคัญที่สุดกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดให้ประชาชนได้มีการร้องเรียนเข้ามาในสายด่วนของกระทรวงพาณิชย์ 1569 ของกรมการค้าภายใน ตลอด 24 ชั่วโมง ประชาชนหากพบการจำหน่ายราคาสินค้าที่ไม่เป็นธรรม ปฏิเสธการขาย หรือปรับขึ้นราคาโดยไม่สมเหตุสมผล สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...