โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สั่งเบรกทุกงาน ITD-รื้อสัญญา สังเวยเครนถล่ม 2 จุด ลุ้นแบงก์ต่อลมหายใจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ม.ค. เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. เวลา 00.29 น.

วิบากกรรม “อิตาเลียนไทย” พิษเครนถล่มซ้ำซาก “อนุทิน” ลงดาบยกเลิกสัญญา ขึ้นบัญชีดำห้ามประมูลงานรัฐ “พิพัฒน์” ตั้งกรรมการสอบ สั่งทุกโปรเจ็กต์หยุดสร้าง 15 วัน รถไฟฟ้า-ทางด่วนผวาให้เบรกก่อสร้างด้วย ด้านอิตาเลียนไทยย้ำยกเลิกสัญญาไม่ได้ทันที และหากมีคำสั่งจริงเล็งฟ้องศาลคุ้มครองชั่วคราว วงการรับเหมาชี้ศึกหนักและอาจลามไปถึงงานอื่น ๆ ที่อิตาเลียนไทยเพิ่งประมูลได้ด้วย แบงก์เจ้าหนี้ จับตาสภาพคล่องระส่ำหนัก หลังขอเลื่อนชำระหนี้หุ้นกู้ 1.4 หมื่นล้าน 3 ปี

จากเหตุสลดเครนลอนเชอร์โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา สัญญา 3-4 งานโยธาช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด หล่นทับขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2569 เกิดเหตุซ้ำซากที่โครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (ตอน 7) บริเวณ กม. 30 ถนนพระราม 2 หล่นทับรถ 2 คัน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยมีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้ก่อสร้างทั้ง 2 สัญญา

ยังไม่นับรวมอีก 2 โครงการ มี ITD เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเกิดเหตุเมื่อปี 2568 คือทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง ตอน 3 คานสะพานล่ม มีคนเจ็บ 24 คน เสียชีวิต 5 ราย และอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

อนุทินสั่งเลิกสัญญา-ขึ้นบัญชีดำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประชุมทุกฝ่ายเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม หลังเกิดเหตุเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์ M 82 ถล่ม โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้รับไปดำเนินการ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญพี่น้องประชาชน

“2 กรณีนี้สั่งการกระทรวงคมนาคมบอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้าง และดำเนินคดีตามข้อกฎหมายทั้งหมดที่มี รวมถึงขึ้นบัญชีดำซึ่งจะเป็นผลสืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญา โดยได้รับข้อแนะนำจากกฤษฎีกาและอัยการสูงสุด ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการตามเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ และความปลอดภัย ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้ต่างประเทศ”

เล็งให้บริษัทอื่นรับช่วงต่อ

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนงานก่อสร้างที่เหลือที่สร้างคืบหน้าแล้ว 80% ต้องหาคนมาทำงานต่อ แต่หากมีความเสียหายเกิดขึ้น ต้องยึดหลักประกัน เพราะโดยปกติในสัญญามีการหักประกันและหนังสือค้ำประกันธนาคาร หากรัฐจะต้องใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม ยังสงวนสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องกับผู้ที่ทิ้งงานได้ ขอย้ำว่าวันนี้ขอพูดถึงแค่ 2 กรณีนี้ก่อน ว่าจะทำอย่างไรที่จะยกเลิกสัญญา ไม่ให้เกิดความเป็นภัยและอันตรายต่อสาธารณะ เพราะทั้ง 2 โครงการนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมีความชัดเจน โดยรายละเอียดเรื่องการตรวจสอบ กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการ ตนสั่งในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

“กรณีตึก สตง. ผู้บริหารได้รับโทษแล้ว แต่ถามในที่ประชุมขณะนี้ตึกหายไปแล้ว ทำไมยังไม่ยกเลิกสัญญา จะไปส่งงวดงานที่ไหน จะปรับสัญญาอย่างไร ปล่อยลอย ๆ ไปไม่ได้ โดย สตง.คงดำเนินการตามระเบียบ แต่การเกิดเหตุการณ์ 3-4 ครั้ง และเป็นผู้รับเหมารายเดียว รัฐคงไม่สบายใจจะให้ผู้รับเหมาแบบนี้ทำงานให้รัฐต่อไป”

นายอนุทินกล่าวว่า ส่วนเรื่องสมุดพก ทางกรมบัญชีกลางกำลังดำเนินการออกเป็นระเบียบ คาดว่าจะมีผลบังคับภายในสิ้นเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยจะเป็นการบังคับใช้ในอนาคต ซึ่งไม่ได้มีผลย้อนหลัง

พิพัฒน์ให้หยุดสร้างทุกโครงการ

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะบนถนนพระราม 2 ซึ่งประชาชนผู้ใช้เส้นทางมีความกังวลมาโดยตลอด ยังมีเหตุซ้ำต่อเนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมากรมทางหลวงได้กำชับผู้รับเหมาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับเหมาหลักซับงานต่อให้บริษัทอื่น ต้องมีการควบคุมดูแลบริษัทซับอย่างเคร่งครัดที่สุด

“หลังเกิดเหตุ 2 จุด 2 วันติดกัน กรมทางหลวงมีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างโครงการโครงสร้างลอยฟ้าทุกโครงการของอิตาเลียนไทย และสั่งตรวจสอบย้อนหลังทุกโครงการ เพื่อหาสาเหตุความผิดพลาดที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ว่าเกิดจากคนหรือกระบวนการใดกันแน่” นายพิพัฒน์กล่าว

คมนาคมตั้ง กก.สอบสวน

ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคู่ขนาน จะไม่ยึดถือข้อมูลจากผู้รับเหมาฝ่ายเดียว จะเชิญผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาประเมินวิเคราะห์ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของบริษัทกับของภาครัฐ ให้สืบย้อนการทำงานย้อนหลัง โดยเหตุเครนก่อสร้างหล่นทับขบวนรถไฟให้รายงานผลใน 15 วันนับตั้งแต่วันนี้ ส่วนอีก 12-13 สัญญาที่เหลือให้หยุดดำเนินการในช่วงนี้ เพื่อให้วิศวกรรมสถานและกระทรวงคมนาคมเข้าไปตรวจสอบจนกว่าจะมีความปลอดภัย

“การขึ้นแบล็กลิสต์เป็นมาตรการที่มีผลกระทบสูงต่อผู้รับเหมา ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำงานมากยิ่งขึ้น หากไม่สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้ โอกาสในการดำเนินธุรกิจในอนาคตอาจสูญหายไป หากไม่ต้องการให้เกิดมาตรการเช่นนั้น สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ทำให้การก่อสร้างปลอดภัยอย่างแท้จริง” นายพิพัฒน์กล่าว

นายจิระพงษ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวว่า ให้ทุกหน่วยงานประสานผู้รับจ้างหยุดก่อสร้างโครงการของอิตาเลียนไทย 14 สัญญา และของทุกบริษัท 15 วัน ให้ทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยอย่างละเอียด

ร.ฟ.ท.หาช่องเลิก-ฟ้องค่าเสียหาย

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ดูเงื่อนไขสัญญาของผู้รับจ้าง ว่ามีความผิดและสามารถยกเลิกสัญญาได้หรือไม่ ซึ่งการจะยกเลิกสัญญาต้องดูหลายองค์ประกอบ เช่น เหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ ซึ่ง ร.ฟ.ท.ต้องไปดูหากพบผิดเงื่อนไขสัญญา ต้องพิจารณายกเลิกสัญญา เน้นสัญญา 3-4 รถไฟความเร็วสูงก่อน ส่วนสัญญาอื่นต้องตรวจสอบและขันนอตการทำงานให้รัดกุม ไม่ให้เกิดขึ้นอีก รวมถึงโครงการใหญ่อื่น ๆ ที่กำลังสร้างด้วย เช่น รถไฟทางคู่

“แม้โครงการสร้างคืบหน้ามากแล้ว หากพบบริษัทบกพร่องอย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหาย ก็สามารถนำมาพิจารณายกเลิกสัญญาได้ แต่คงไม่ใช่ในทันที เพราะยังมีระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ อีก”

รถไฟฟ้า-ทางด่วนผวาหนัก

นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด รฟม.ได้ดับเบิลเช็กการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในส่วนที่สร้างเป็นโครงสร้างทางยกระดับ โดยเฉพาะสัญญาที่ 5 งานก่อสร้างโครงสร้างทางวิ่งและสถานียกระดับช่วงดาวคะนอง-ครุใน วงเงิน 13,094 ล้านบาท ของอิตาเลียนไทย ซึ่งให้หยุดการก่อสร้างชั่วคราวจนกว่าผู้เชี่ยวชาญจะตรวจสอบกระบวนการก่อสร้างแล้วเสร็จ

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า ขณะนี้ให้อิตาเลียนไทยหยุดการก่อสร้างสัญญาที่ 3 ของทางด่วนสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก มูลค่า 7,359 ล้านบาทไว้ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าใช้เครนลอนเชอร์เจ้าเดียวกับโครงการรถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์ M 82 หรือไม่

ITD ชี้ยังยกเลิกสัญญาไม่ได้ทันที

แหล่งข่าวจาก บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ กล่าวว่าบริษัทพร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ อยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย พร้อมเร่งแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นปกติโดยเร็ว และจะพิจารณาทบทวนปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น

“ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งในที่ประชุมด้านความปลอดภัยเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ให้การรถไฟฯและกรมทางหลวงยกเลิกสัญญาและขึ้นบัญชีดำบริษัท ต้องไปดูเงื่อนไขสัญญา ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่สั่งแล้วทำได้ทันที ขณะเดียวกัน เบื้องต้นบริษัทกำลังให้ฝ่ายกฎหมายพิจาณายื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อรักษาสิทธิของบริษัท”

วงการชี้อาจฟ้องกันไปมา

แหล่งข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอิตาเลียนไทย มาจากปัญหาสภาพคล่องและงานล้นมือ ต้องใช้รับเหมาช่วงมาช่วย จึงเกิดเหตุไม่คาดคิด และที่น่าตกใจคือนายกรัฐมนตรีประกาศให้ยกเลิกสัญญาก่อสร้างและขึ้นบัญชีดำ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของวงการก่อสร้าง ซึ่งอิตาเลียนไทยเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ของไทย และการก่อสร้างขนาดใหญ่จะมีไม่กี่บริษัทที่รับงาน

“การยกเลิกสัญญาและขึ้นบัญชีดำเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าบริษัททำผิดจริง ๆ ก็ต้องมีมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด แต่จะมีฟ้องร้องกันตามมา และอิตาเลียนไทยอาจขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว ถ้าไม่ให้เขาประมูลงาน หรือยกเลิกสัญญาเขา เพราะถ้าผลออกมาแบบนั้น เท่ากับว่าปิดประตูเขา และทำให้สภาพคล่องยิ่งมีปัญหาหนักมากกว่าเดิม”

หวั่นลามงานยังไม่เซ็นสัญญา

“ช่วงหลัง ๆ อิตาเลียนไทยได้งานใหม่ ๆ หลายงาน หากถูกภาครัฐขึ้นบัญชีดำ งานที่ประมูลได้แล้ว แต่ยังไม่มีการเซ็นสัญญายุ่งแน่ ซึ่งทีโออาร์เปิดช่องให้ยกเลิกได้ หากยังทำไม่ครบขั้นตอน” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า สภาพคล่องในวงการรับเหมาก่อสร้างไม่ใช่แค่อิตาเลียนไทย ยังมีรับเหมารายกลางและรายเล็กที่ประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากแบงก์ไม่ปล่อยสินเชื่อให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานใหม่ที่อิตาเลียนไทยประมูลได้ เช่น ก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลบางขุนเทียน, สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย ช่วงที่3, ก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี, ก่อสร้างศูนย์การแพทย์ โรงพยาบาลกลาง และอาคารสำนักการแพทย์

จับตาแบงก์เจ้าหนี้อุ้ม ITD

แหล่งข่าวจากสถาบันการเงินเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์อิตาเลียนไทยที่บริษัทขาดสภาพคล่องจนต้องขอเลื่อนชำระหุ้นกู้ 5 รุ่น วงเงินรวม 14,455 ล้านบาทอีกรอบ หลังจากเคยเลื่อนมาแล้วเมื่อปี 2567 ยังมาเผชิญกับ 2 เหตุการณ์ล่าสุดอีก มองว่าแบงก์และตัวบริษัทคงต้องหันหน้าเข้าหากัน และช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินการต่อไปได้

ส่วนกรณีหุ้นกู้ที่มีการขอขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะก่อนหน้านี้มีขอเลื่อนไปแล้ว 1 ครั้ง เป็นหุ้นกู้ Default ไปแล้ว จากปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งบริษัทขอเลื่อนอีกไม่น่าจะมีปัญหา เพราะหากไม่ยอมให้เลื่อนการชำระหนี้ สุดท้ายบริษัทคงต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ และขอส่วนลดหนี้ (Hair Cut)

ถูกแบล็กลิสต์สะเทือนหนัก

แหล่งข่าวกล่าวว่า หาก ITD ถูกขึ้นบัญชีดำโครงการภาครัฐจะกระทบต่อบริษัทอย่างมาก เพราะจะหางานหรือรับเหมาโครงการได้ยากขึ้น จะกระทบกระแสเงินสดและสภาพคล่องของบริษัทมากยิ่งขึ้น และผลกระทบจะลามไปสู่ธุรกิจอื่น ๆ

“เรื่องหุ้นกู้ลามไปแล้ว เพราะต้องเลื่อนจ่ายไปเรื่อย ๆ หากไม่ให้เลื่อนก็เข้าแผนฟื้นฟู ขอแฮร์คัตหนี้ ซึ่งหนีไม่พ้น โดยแบงก์และลูกค้าต้องหันหน้าเข้าหากัน สนับสนุนให้เขาอยู่ได้ มองว่าลูกค้าดี แต่สถานการณ์ไม่ดี ยังดีกว่าเจอลูกค้าดี แต่ไม่ยอมจ่ายหนี้ แต่ระยะยาวเขาคงอยากจ่ายทุกบาททุกสตางค์ แต่ตอนนี้เขาเกิดภาวะตึงเครียดทางการเงิน (Financial stress) ก็ต้องคุยกันว่าจะบริหารจัดการอย่างไร” แหล่งข่าวกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สั่งเบรกทุกงาน ITD-รื้อสัญญา สังเวยเครนถล่ม 2 จุด ลุ้นแบงก์ต่อลมหายใจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...