“สหรัฐ” ขู่ภาษี 100% บีบผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้-ไต้หวัน ย้ายฐานผลิตเข้าอเมริกา
รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ระบุผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้และไต้หวันอาจเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 100% หากไม่เพิ่มการลงทุนและการผลิตในสหรัฐ
วันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 08.50 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้และบริษัทไต้หวันที่ยังไม่ลงทุนในสหรัฐ อาจเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 100% หากไม่ให้คำมั่นเพิ่มการผลิตบนแผ่นดินอเมริกา ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เดินหน้าผลักดันให้มีการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น
หลังพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่ของไมครอน เทคโนโลยี ใกล้เมืองซีราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก ลุตนิกกล่าวว่า มาตรการภาษีที่ระบุไว้ภายใต้ข้อตกลงการค้ากับไต้หวัน อาจส่งผลถึงผู้ผลิตชิปจากเกาหลีใต้ด้วยเช่นกัน
“ใครก็ตามที่ต้องการผลิตหน่วยความจำมีอยู่สองทางเลือก คือจ่ายภาษี 100% หรือมาสร้างโรงงานในอเมริกา” ลุตนิกกล่าวเมื่อวันศุกร์ เพื่อตอบคำถามผู้สื่อข่าว โดยไม่ได้ระบุชื่อบริษัทใดเป็นการเฉพาะนี่คือนโยบายอุตสาหกรรม
คำกล่าวของลุตนิกสอดคล้องกับคำเตือนเมื่อวันพฤหัสบดี หลังการลงนามข้อตกลงการค้ากับไต้หวัน ซึ่งให้สิทธิผ่อนปรนภาษีแบบกำหนดโควตาแก่บริษัทที่ให้คำมั่นลงทุนด้านการผลิตในสหรัฐ “ถ้าไม่มาสร้างในอเมริกา” ลุตนิกบอกกับ CNBC “ภาษีก็น่าจะอยู่ที่ 100%”
ในระยะนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังชะลอการเก็บภาษีกับเซมิคอนดักเตอร์ที่ผลิตในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยมอบหมายให้ลุตนิกและเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เจรจากับคู่ค้าเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าชิปของอเมริกา ทำเนียบขาวระบุเมื่อต้นสัปดาห์ว่า ทรัมป์อาจประกาศภาษีใหม่พร้อมโครงการชดเชยเพื่อจูงใจการผลิตในประเทศในอนาคตอันใกล้
ไมครอนแข่งขันกับซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ จากเกาหลีใต้ ในตลาดชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของโปรเซสเซอร์ศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนกระแสปัญญาประดิษฐ์ ความต้องการชิ้นส่วนดังกล่าวพุ่งสูงจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI และทั้งสามบริษัทได้เตือนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาว่าอุปทานมีจำกัด
โฆษกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวตอบคำถามว่า“รัฐมนตรีลุตนิกมุ่งมั่นฟื้นความเป็นผู้นำการผลิตของอเมริกา และจุดเริ่มต้นคืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์” ขณะที่ตัวแทนของซัมซุง เอสเค ไฮนิกซ์ และสำนักงานผู้แทนไต้หวันในกรุงวอชิงตัน ยังไม่ตอบรับคำขอแสดงความคิดเห็นในทันที
ข้อตกลงการค้ากับไต้หวันที่เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี อนุญาตให้บริษัทไต้หวันที่กำลังก่อสร้างฐานการผลิตใหม่ในสหรัฐ นำเข้าสินค้าได้ปลอดภาษีในปริมาณสูงสุด 2.5 เท่าของกำลังการผลิตปัจจุบันระหว่างการก่อสร้าง และใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าสำหรับการส่งออกที่เกินโควตานั้น เมื่อโรงงานผลิตแล้วเสร็จ เพดานดังกล่าวจะลดลงเหลือ 1.5 เท่าของกำลังการผลิตปัจจุบัน
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งกำหนดภาษีสินค้าจากไต้หวันที่ 15% อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไต้หวันจะให้คำมั่นลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯ อย่างน้อย 250,000 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟกเจอริง (TSMC) จะสร้างโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯ เพิ่มอย่างน้อย 4 แห่ง นอกเหนือจาก 6 แห่งที่วางแผนไว้แล้ว ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมราว 100,000 ล้านดอลลาร์ ตามแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้
ภายใต้ข้อตกลงกับเกาหลีใต้ที่ประกาศในเดือนกรกฎาคม สหรัฐฯ จะเก็บภาษี 15% กับสินค้าส่วนใหญ่จากประเทศดังกล่าว แต่ยกเว้นการนำเข้าชิปไว้ก่อน ข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและโซลยังรวมถึงกองทุนการลงทุนในสหรัฐ มูลค่า 350,000 ล้านดอลลาร์จากเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี แผนเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำ และยังไม่ชัดเจนว่าซัมซุงและเอสเค ไฮนิกซ์จะยอมลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใดนอกเหนือจากที่ประกาศไว้ก่อนหน้า
ซัมซุงประกาศในปี 2567 ว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ มากกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สำหรับโรงงานแพ็กเกจขั้นสูงในรัฐเท็กซัสเพื่อผลิตชิป HBM ขณะที่เอสเค ไฮนิกซ์ ระบุว่าจะลงทุนเกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์ในโรงงานแพ็กเกจขั้นสูงที่รัฐอินเดียนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุน 15,000 ล้านดอลลาร์ด้านการผลิตและวิจัยในสหรัฐ
ไมครอนให้คำมั่นเมื่อปีที่แล้วว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ สูงสุดถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น 150,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการผลิตในประเทศ และอีก 50,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการวิจัยและพัฒนา โรงงานในเมืองเคลย์ รัฐนิวยอร์ก ซึ่งประกาศมากว่าสามปีแล้ว นับเป็นการลงทุนในสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทจากเมืองบอยซี รัฐไอดาโฮ โดยปัจจุบันไมครอนยังผลิตชิปส่วนใหญ่ในเอเชีย
หุ้นไมครอนพุ่งขึ้น 7.8% ในการซื้อขายปกติที่นิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ ทำให้เพิ่มขึ้น 27% ในเดือนนี้ และต่อยอดการปรับขึ้นรวม 239% ในปี 2025
นอกจากลุตนิกแล้ว ผู้เข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ยังมี ซานเจย์ เมห์โรตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไมครอน ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก แคธี โฮชูล และผู้นำเสียงข้างมากพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา ชัค ชูเมอร์ ซึ่งทนสภาพอากาศหนาวจัดในฤดูหนาวเพื่อร่วมงาน โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐนิวยอร์ก และไมครอนระบุว่าในที่สุดจะมีโรงงานผลิตชิป 4 แห่ง และสร้างงานใหม่ราว 50,000 ตำแหน่ง
อ้างอิง : bloomberg.com