ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ยื่นฟ้องบริษัททุจริตคดีหุ้นโดยตรง ชงสานต่อ TISA พร้อมเปิดใช้หน่วยลงทุนเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ ประธาน ตลท. หวังรัฐบาลใหม่เพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ให้สามารถยื่นฟ้องบริษัทที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล
วันนี้ (15 ม.ค.2569) ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึง ความคาดหวังต่อแนวทางนโยบายตลาดทุน ของรัฐบาลใหม่ ในงานสัมนา ‘ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใคร พาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด’
กิติพงศ์ กล่าวว่า ตลท. คาดหวังให้รัฐบาลใหม่ ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดูแลเศรษฐกิจและตลาดทุน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการเสนอหลักทรัพย์ เพราะติดระเบียบข้อกำกับของหน่วยงานราชการ ถ้ารัฐบาลตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ทำเป็นวาระเร่งด่วน จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศ โดยกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อตลาดทุนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ
1. การให้อำนาจคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทจดทะเบียนที่ทุจริตได้โดยตรง ไม่ต้องรอกระบวนการศาล เนื่องจากในปัจจุบันมีหลายคดีใหญ่ที่ศาลยังไม่สั่งฟ้อง การจะเรียกคืนความเชื่อมั่น จากนักลงทุน ต้องแนวทางจัดการกับบริษัทที่ทุจริตโดยเร็ว และมีบทลงโทษที่เด็ดขาด
2. ปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ เราจะให้สิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง
สร้างความโปร่งใสของบริษัทจดทะเบียนและคู่ค้าได้อย่างไร
“รัฐบาลต้องดูภาพรวมว่า จะทำอย่างไรให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน เป็นโครงการ ที่เราก็รอดูซึ่งต้องใช้เวลา แต่เราสามารถเร่งรัดการให้สิทธิประโยชน์ภาษี กับบริษัทที่สนใจเข้ามาจดทะเบียน ต้องคิดระยะยาว 3-5 ปี ว่าเราจะฟื้นฟู โครงสร้างตลาดทุนไทยอย่างไร ซึ่งต้องมีการใช้ทั้งยาแรง ยาเบา พร้อมๆ กัน ถ้าพึ่งกระบวนการปกติจะต้องใช้เวลาแก้กฎหมายเฉลี่ย 8-12 เดือน ซึ่งไม่ทันการ เพราะเวลาเรามีน้อย”
ชงใช้ TISA เป็นหลักทรัพย์ให้คนไทยยื่นกู้เงิน
ขณะที่นโยบายผลักดันตลาดทุนเร่งด่วนที่ ตลท. อยากเห็นจากรัฐบาลใหม่คือ การแก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ, กฎหมาย trust and confidence ที่ค้างอยู่ในรัฐบาลชุดที่แล้ว รวมถึงกิโยตินกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ และสามารถดำเนินงานต่อโดยไม่คำนึง ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลไหน ในส่วนของร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในกฤษฎีกา หรือที่ผ่านวาระแล้วในสภา การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ต่อก็จะทำให้การดำเนินการต่างๆ เร็วขึ้น
เช่น การสานต่อโครงการ TISA หรือ Thailand Individual Savings Account บัญชีการออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคล ที่นักลงทุนสามารถซื้อสินทรัพย์ทั้งใน และต่างประเทศตามเงื่อนไขของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี
สำหรับ TISA ต้องมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งเสริมให้ประชาชนลงทุนในระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไร ไม่ควรมองเพียงประเด็นรายได้ที่หายไปในระยะสั้น รัฐบาลต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจ และต้องออกแบบกองทุน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากประชาชน โดยอาจพิจารณาเป็นกองทุนเฉพาะเรื่อง เช่น การลงทุนใน start up นอกจากนี้ แม้จะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ถือครองหน่วยลงทุน จนอายุครบ 55 ปี แต่ระหว่างนี้อาจมีการเพิ่มเงื่อนไขให้ประชาชนขายหน่วยลงทุนคืนได้ เพื่อใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินได้
สิ่งที่ต้องทำลำดับถัดมาคือ การปลดล็อกนำธุรกิจใน BOI เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้น ไทย รวมถึงโครงการอื่นๆ ที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และข้อจำกัดทางกฎหมายอื่นๆ
ปรับโครงสร้างภาษี เพิ่มรายได้ ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุน ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือน และรายได้ต่อหัวที่ไม่เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องเร่งปรับโครงสร้างภาษี โดยต้องพิจารณา ว่าจะต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีส่วนไหน และจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร
อย่างไรก็ตาม กิติพงศ์ เน้นย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายที่เน้นประชานิยม เช่น การแจกเงิน เพราะถ้าจะแจกเงินก็ต้องหารายได้เพิ่ม รวมถึงแจกแจงให้ได้ว่างบประมาณที่นำมาใช้ มีแหล่งที่มาจากไหน อย่างไรก็ตาม การหารายได้เข้ารัฐบาลเพิ่ม อาจมาจากการจัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม ซึ่งมีไม่กี่แนวทางที่รัฐบาลสามารถทำได้ โดยที่เดือดร้อนน้อยที่สุด ก็หวังว่าทุกพรรคการเมืองจะเห็นชอบเรื่องนี้ร่วมกัน
การปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยปลดล็อกปัญหาความเชื่อมั่น สร้างความมั่นคง จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติมีมุมมองบวกขึ้นว่า ประเทศไทย ไม่ได้มีหนี้ล้นพ้นตัว หรือขาดดุลทางการคลังจนเป็นปัญหา
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเงินกองทุนจำนวนมาก จากหน่วยงานต่างๆ หากมีการรวมเงินกันจัดตั้งกองทุนประเทศแบบคล้ายกองทุนวายุภักษ์ เพื่อลงทุนในตลาดทุน แต่ต้องคัดเลือกบริษัทดีและมีคุณภาพ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้