โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

KKP Year Ahead 2026 : ‘วิทัย รัตนากร’ ภารกิจ ธปท. แก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

“วิทัย รัตนากร” มองปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน ผลิตภาพต่ำ-ภูมิคุ้มกันต่ำ-เหลื่อมล้ำสูง พ่วงความไม่แน่นอนทางการเมือง – ประเมินจีดีพี 2569 โต 1.5% ส่งออกร่วง หนี้ครัวเรือนสูง – เผยบทบาท ธปท. ต้องร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ยก 4 บทบาทร่วมกำกับดูแลหนี้ กำกับการซื้อขายทองคำ ตรวจเส้นทางทุนเทา

3+1 ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนาแห่งปี KKP Year Ahead 2026 ในวันที่ 13 มกราคม 2569 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน คือ

  • ผลิตภาพต่ำ เห็นได้จากที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ธุรกิจไทยพัฒนาไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงความสามารถในการแข่งขันลดลง ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ จากรัฐบาลมีหนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจอยู่ในระดับสูง ความเปราะบางต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการรับแรงกระแทกต่ำ (shocks) ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง
  • ความเหลื่อมล้ำสูง ทั้งความเหลื่อมล้ำทางการเงิน รายได้ และขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง และปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

นายวิทัย ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง ว่า

“ประเทศไทยยังมีปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมาเปลี่ยนนายกฯ ไป 3 คน ผมอยู่ออมสิน 5 ปี เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง 7 คน มีทุกพรรค…เรามีปัญหาเรื่องทุนเทามากมาย ปัญหา CG (Corporate Governance) และคอร์รัปชันหนักหนาในเมืองไทย ถ้าเราแก้ระบบไม่ได้ ก็ไปต่อยาก”

คาดจีดีพี 69 โต 2.2% ไร้นโยบายกระตุ้น ศก. ครึ่งปีแรก

นายวิทัย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า การเติบโตของจีดีพีลดลงต่อเนื่องจาก 3 – 5% เป็น 2% และคาดว่าปี 2569 จีดีพีจะโต 2.2% และปี 2570 คาดว่าไม่เกิน 1.7%

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ปี 2570 ธปท. ประเมินการเติบโตที่ 1.5% จากการส่งออกที่หายไป แต่หากส่งออกดีขึ้นอาจเป็น 1.6 – 1.7% ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกปี 69 คาดว่าจะโต 0.6% ส่วนหนึ่งจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ลดลง

การกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีแรกหายไป นโยบายเข้า ครม. ไม่ได้ และงบประมาณของรัฐบาลใหม่จะช้าไปอีกหนึ่งไตรมาส ส่วนศักยภาพการเติบโตเฉลี่ย 2.7% ขณะที่ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยว65% ของจีดีพี นักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดและฟื้นตัวช้ากว่าภูมิภาค จากปัจจัยท้าทายต่างๆ รวมถึงดัชนีการผลิต MPI ลดลงเรื่อยๆ

นายวิทัย กล่าวต่อว่า การบริโภคภาคเอกชน รายงานแรงงานขยายตัวต่ำ ขณะที่หนี้ครัวเรือนสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และที่น่ากังวลคือสินเชื่อเอสเอ็มอี ยอดผลิต 35% และจ้างงาน 60% ของจีดีพี แต่สินเชื่อรวมติดลบ 36 เดือน

เราอยู่ด้วยบุญเก่า อุตสาหกรรมเก่า เทคโนโลยีเก่า นายวิทัย กล่าว

บทบาทใหม่ ธปท. ร่วมแก้ปัญหาโครงสร้าง

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ยิ่งช่วงเลือกตั้งจะเห็นว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองมักจะดูแต่เรื่องสั้นและพีอาร์เป็นหลัก

นายวิทัย กล่าวต่อว่า ธปท. มีเครื่องมือเดียวคือ ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพอย่างจำกัด โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง อีกทั้งทุกอย่างไม่ได้กระตุ้นด้วยดอกเบี้ย แต่ดอกเบี้ยมีผลเรื่องสภาพคล่อง ช่วยคนจนและเอสเอ็มอีให้จ่ายหนี้ได้ และช่วยให้หนี้ครัวเรือนลดลงในระยะยาว แต่ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง

ดังนั้น ธปท. จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด (Proactive Move) ที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด

นอกจากนี้ ธปท. ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้

“เราขยับบทบาทมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายถ้าไม่แก้ไขมันจะเรื้อรังไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค สมัยก่อน (ธปท.) อยู่หอคอยงาช้าง แต่ทุกวันนี้เราต้องใจกว้าง”

นายวิทัย กล่าวถึงมาตรการของ ธปท. ที่เข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

(1) การแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้)

(2) การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต (โครงการ SMEs Credit Boost)

(3) การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน online platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม

“สิ่งที่เราทำคือแก้ประกาศกระทรวงการคลัง จากที่ไม่มีอำนาจ ก็ขออำนาจกำกับธุรกรรมทองคำซึ่งมีผลกระทบต่อค่าเงินบาท ใช้ พ.ร.บ.ควบคุมซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นการเปลี่ยนบทบาทแบงก์ชาติ”

(4) การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา โดยนายวิทัย อธิบายถึงการยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ เช่น ช่วงการเลือกตั้งที่มีคนขอแลกเงินเกิน 1 ล้านบาทเป็นแบงก์ 100 หรือ 500 แต่ในอนาคตจะแก้ประกาศเพื่อให้ ธปท. มีอำนาจตามเส้นทางเงินที่ผิดปกติ

“อยากเชิญชวนทุกคนมาแก้ปัญหา นักเศรษฐศาสตร์ก็วิเคราะห์ไป ธปท. ก็ต้องช่วย เอกชนด้วย แบงก์พาณิชย์ก็ต้องช่วยปล่อยสินเชื่อ ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจก็ไม่เกิด เราต้องช่วยกันให้ฟันฝ่าอุปสรรคปีที่ยากลำบากปีนี้ไปได้” นายวิทัย ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...