ผู้ว่าธปท. ชี้ กำไรธนาคารใหญ่ 5 หมื่นล้าน สวนทางเศรษฐกิจ จี้ช่วยประชาชน
ผู้ว่าธปท. กระทุ้งแบงก์ใหญ่ช่วยสังคม หลังกำไรพุ่ง 5 หมื่นล้าน สวนทางเศรษฐกิจไทยซึม พร้อมกางแผน 4 ด้าน แก้หนี้เสีย-ปราบทุนสีเทา-สกัดค่าเงินผันผวน ยันไม่ทำ QE แต่เน้นเพิ่มรอบหมุนเงิน
28 ม.ค. 2569 - นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยในงานสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย โดยเครือมติชน ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก เช่น การชะลอตัวของ GDP ที่ต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี และผลกระทบจากสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์
โดยปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง สินเชื่อ SMEs หดตัว ขาดการลงทุน คอร์รัปชัน ทุนเทา และความเหลื่อมล้ำยังเป็นประเด็นเร่งด่วน ขณะที่เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ สังคมเข้าสู่ผู้สูงวัย และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองส่งผลต่อการพัฒนา
นอกจากนี้ เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลายด้านเริ่มชะงัก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง งบประมาณรัฐล่าช้า และภัยพิบัติซ้ำเติมการฟื้นตัว สิ่งที่ขาดคือการลงมือแก้ปัญหาอย่างจริงจังและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ธปท. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพทางการเงิน มาเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเต็มตัว โดยปกติเป้าหมายของนโยบายการเงินมี 3 ด้าน คือ การดูแลเงินเฟ้อ การดูแลเสถียรภาพสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน แม้ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อจะติดลบ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน เช่น ราคาน้ำมันและอาหารสดที่ลดลง ซึ่งคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบปกติในปีหน้า
“ในส่วนของสถาบันการเงิน พบว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีกำไรสูงถึงเกือบ 50,000 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวมและประชาชนส่วนใหญ่ อยากขอให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมมากขึ้น ทั้งการปล่อยสินเชื่อและการลดดอกเบี้ยเพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรดีขึ้น หากแบงก์ชาติมุ่งเน้นเพียงการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียวโดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายปัญหาเหล่านั้นจะกลับมาทำลายเสถียรภาพในระยะยาวอยู่ดี”
นายวิทัย กล่าวอีกว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ผลักดันมาตรการที่เป็นรูปธรรม 4 ด้าน
- การแก้ปัญหาหนี้รายย่อย โดยปรับโครงสร้างหนี้ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งมีจำนวนกว่า 1.1 ล้านบัญชี โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนบทบาทของ SAM ให้เป็นกลไกในการแก้หนี้อย่างแท้จริง
- การกระตุ้นสินเชื่อ SMEs ผ่านโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม 100,000 ล้านบาท หยุดยั้งภาวะการหดตัวของสินเชื่อ SMEs ที่ต่อเนื่องมานาน
- การจัดการผลกระทบจากตลาดทองคำ ซึ่งการซื้อขายทองคำในไทยมีผลต่อค่าเงินบาทอย่างมาก โดยเฉพาะในวันที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น จะมีแรงขายดอลลาร์เพื่อแลกเป็นบาทสูงถึง 45% - 62% ของการทำธุรกรรมทั้งประเทศ ธปท.จึงต้องเข้าไปกำกับดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทและสกัดกั้นช่องทางการฟอกเงินของกลุ่มทุนเทา
- การปราบปรามทุนสีเทาและคอร์รัปชัน โดยมีการออกกฎหมายควบคุมการเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก เช่น 3-5 ล้านบาทขึ้นไป โดยธนาคารต้องตรวจสอบวัตถุประสงค์การใช้เงินเพื่อป้องกันการฟอกเงินและธุรกิจนอกระบบ, รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ เช่น กรณีการเบิกเงินสดรวดเดียว 200-250 ล้านบาท ซึ่งจะถูกส่งเรื่องให้ ปปง. และ กกต. ตรวจสอบทันที นอกจากนี้ยังรวมถึงการควบคุม E-wallet และการตรวจสอบการใช้ USDT หรือคริปโตเคอร์เรนซีในกลุ่มชาวต่างชาติที่อาจเกี่ยวข้องกับธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย
“มีข้อเสนอให้ประเทศไทยใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เหมือนสหรัฐฯ หรือยุโรป แต่ว่าโครงสร้างการเงินของไทยแตกต่างกัน ในอเมริกา QE ช่วยลดดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อดอกเบี้ยเงินกู้บ้านและหุ้นกู้เอกชน แต่ในไทย ดอกเบี้ยอิงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ MRR เป็นหลัก การทำ QE ในไทยจะทำให้เงินไหลกลับเข้าสู่ระบบการพักเงิน (RP) ของแบงก์ชาติทันทีโดยไม่ช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจจริง ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่ QE แต่คือการขยายสินเชื่อผ่านระบบธนาคาร เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะสร้างเงินและเพิ่มรอบการหมุนของเงิน (Velocity) ในระบบเศรษฐกิจได้จริง”