โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เปิดเหตุผล? ศาลยกฟ้อง 2 บิ๊กศาลปกครองคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ฟ้อง ‘บิ๊กต่าย-พวก’

เดลินิวส์

อัพเดต 29 ม.ค. เวลา 16.23 น. • เผยแพร่ 29 ม.ค. เวลา 09.14 น. • เดลินิวส์
เปิดเหตุผลศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง 2 บิ๊กศาลปกครอง ไม่ผิด แทรกเเซงคดี บิ๊กโจ๊ก ฟ้องบิ๊กต่ายกับพวก ชี้คลิปเสียง ไม่ได้สั่งการหรือชี้นำ

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาชั้นตรวจคำฟ้องคดี อท.172/2568 ให้ยกฟ้องนายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุด และนายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด ไม่ผิดในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ยกฟ้อง 2 ผู้บริหารศาลปกครองสูงสุด หลัง “บิ๊กโจ๊ก” แจ้งเอาผิด ม.157 ปมแทรกแซงคดี

ในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้ง 2 กรณีมีคลิปเสียงตุลาการศาลปกครองแทรกแซงสั่งล้มคดี โดยยื่นฟ้องเมื่อเดือน ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา

สำหรับคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตำแหน่งประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่นในศาลปกครองสูงสุด จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุด จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยมิชอบเพื่อให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

จากกรณี โจทก์ฟ้องร้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ขอให้ศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ออกคำสั่งโดยมิชอบให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน

และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งคณะพิจารณาพิพากษาคดีในศาลปกครองสูงสุด 5 คน พิจารณาแล้วเห็นควรให้
ทุเลาการบังคับที่โจทก์ออกจากราชการไว้ก่อน แต่จำเลยทั้งสองกลับนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการ
ศาลปกครองสูงสุด จนทำให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับ
ตามคำสั่งทางปกครองของโจทก์

นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังอาศัยโอกาสที่ตนมีอำนาจหน้าที่ในการให้คำปรึกษาคดี เข้าแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีองค์คณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด องค์คณะที่ 9 ที่รับผิดชอบคดีของโจทก์ เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้จำเลยที่ 1 แจ้งแก่คณะตุลาการศาลปกครองเพื่อล้มผลคำพิพากษาเดิม แล้วให้ลงมติทำคำพิพากษาใหม่ ตามคลิปเสียงที่ปรากฏ เพื่อจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดยไม่มีเหตุที่จะนำเข้า ตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 94 ประกอบ ข้อ 116

ซึ่งโจทก์ทราบในภายหลังว่า จำเลยที่ 1 กับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นการอบรมศึกษาหลักสูตร “หลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย" (นธป.) รุ่นที่ 12

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีของโจทก์มีเหตุผลและมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ศาลจะรับไว้ เพื่อดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องต่อไปได้หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 เป็นเพื่อนร่วมรุ่นการอบรมหลักสูตร นธป. รุ่นที่ 12 มิได้หมายความว่า จำเลยที่ 1 จะไม่เป็นกลางหรือเอนเอียงเข้าข้าง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เสมอไป นอกจากนี้ การนำคดีเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ของจำเลยที่ 2 สืบเนื่องจากจำเลยที่ 1 มีข้อสังเกต เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานศาลปกครองสูงสุดใช้อำนาจ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เห็นควรให้นำคดีนี้เข้าพิจารณาอันเป็นการชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งเมื่อพิจารณาถึงองค์คณะที่ประชุมใหญ่ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ซึ่งตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 94 คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก เป็นการยากยิ่งที่จะมีผู้ใดสามารถโน้มน้าวหรือแทรกแซง ทำให้มติที่ประชุมใหญ่เอนเอียงไม่เป็นกลาง เชื่อว่ามติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดเป็นไปโดยชอบและผูกพันโจทก์

ในประเด็นเรื่องคลิปเสียงวัตถุพยาน เมื่อฟังข้อความสนทนาโดยตลอดแล้ว เห็นว่า มิได้มีข้อความในลักษณะสั่งการหรือชี้นำให้เป็นไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย
แต่อย่างใด อีกทั้งที่มาของคลิปเสียงมีที่มาในลักษณะลักลอบบันทึก เป็นพยานหลักฐานได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ จึงไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสองปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้องโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...