โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โค้งสุดท้าย สมรภูมิเลือกตั้ง แดง-ส้ม ยึดเหนือ ขั้วน้ำเงินปักธงภาคใต้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 04.47 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 04.50 น.

คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต

ช่วงโค้งสุดท้าย พรรคการเมืองตัวแปร ตัวเปลี่ยนเกม ต่างลงย้ำ “พื้นที่ยุทธศาสตร์” เพื่อโกยแต้มรอบสุดท้ายอย่างดุเดือด ไม่มียั้งหมัด ไม่มียั้งมือ ทุกพรรคทุ่มสุดกำลัง

เพราะยิ่งเข้าใกล้วันสุก-ดิบ คืนหมาหอน กระแส-ความนิยมที่ว่าจะเป็นของตายเริ่มไม่ชัวร์ในบางพื้นที่

พรรคการเมืองตัวแปร โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ ต้องลงพื้นที่ย้ำจุดยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย

ตัวอย่างเช่น ขุนพลสีนำเงิน พรรคภูมิใจไทย ต้องหาเสียงเชิงรุก-ปลุกชาตินิยมเต็มขั้น

“อนุทิน” ลงย้ำพื้นที่ทั้งภาคกลาง อีสาน และภาคใต้ จนถึงช่วงปลายสัปดาห์นาทีสุดท้ายปราศรัยใหญ่ที่ กทม.ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ สิริกิติต์

เพราะฝั่งสีแดง พรรคเพื่อไทย นอกจากเข็นนโยบาย-ขายประชานิยมหวือหวา โดยนโยบายแจกเงินล้าน 9 คนทุกวัน

ยังเดินปราศรัยในภาคอีสาน อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคเพื่อไทย ไม่ให้พรรคภูมิใจไทยมาเจาะในจังหวัดที่เป็นหัวใจ

โดยประเมินว่าถ้าใช้ “กระสุน” ในจำนวนที่เท่ากับพรรคสีน้ำเงิน อย่างไรพรรคสีแดงก็ได้เปรียบ เพราะมีแรงส่งแม่ยกสีแดง และผลงานของพรรคเพื่อไทยในอดีต ที่คนอีสานไว้ใจ-เชื่อใจ

ขณะที่พรรคประชาชน คาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ต้องสร้าง Story การเมืองไปทุกเส้นทาง เพื่อจุดกระแส-เรียกเรตติ้ง ทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อ

และยิ่งการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีปัญหา คล้ายกับสีส้มโดนกระทำ

เหตุการณ์นี้อาจพลิกเป็น “แต้มสงสาร” เติมให้กับพรรคประชาชนอัพคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย พร้อมกับปักธงส้มไปทั่วไทย ก่อนมาปิดจบที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อาจกล่าวได้ว่า เป็นครั้งแรกที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
หัวหน้าพรรคพักค้างแรมในพื้นที่ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งหนก่อน ๆ ต่อให้หาเสียงต่างจังหวัด ค่ำแค่ไหนก็ต้องกลับเข้า กทม.

แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายของศึกเลือกตั้งหนนี้ ขุนพลสีฟ้ายกขบวนไปขอคะแนนในพื้นที่ภาคใต้

แดงผสมส้ม ครองพื้นที่เหนือ

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกาะติดการเลือกตั้ง ความเคลื่อนไหวพรรคการเมืองทุกฝีก้าว ประเมิน “แลนด์สเคป” การเมืองในจุดยุทธศาสตร์ว่าพรรคไหน จะครองเก้าอี้ได้มากที่สุดในแต่ละภาค

ภาคเหนือบน 9 จังหวัด อาจเห็นพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชนแบ่งพื้นที่พอ ๆ กัน เราอาจเห็นพรรคส้มได้ สส.เยอะที่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำปาง จ.ลำพูน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้ที่ จ.น่าน จ.แพร่ อุตรดิตถ์ ลำปาง เชียงราย น่าจะแบ่งพื้นที่พอ ๆ กัน ที่่เหลือกล้าธรรม เช่น พะเยา มีน้ำเงิน ภูมิใจไทยนิดหน่อย ที่เพชรบูรณ์ หรือบางพื้นที่พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมอาจหลบพื้นที่ให้กัน ดังนั้น เหนือบน แดง-ส้ม สูสี

น้ำเงินตัดแดงที่อีสาน

ส่วนภาคอีสาน ตอนนี้แดง-น้ำเงินต้องเบียดกัน ต้องวัดว่าใครจะได้ สส.มากกว่ากัน ตอนแรกคิดว่าน้ำเงินชนะขาด แต่ตอนนี้ไม่ขาด แนวโน้มใกล้เคียง โดยมีพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรม อาจจะได้ สส.มากเป็นอันดับ 3 ซึ่งตอนพรรคก้าวไกลก็ได้ สส.ไม่เยอะ ขณะที่พรรคกล้าธรรมก็จะปักหมุดแถวอีสานเช่นกัน

ขณะที่ภาคใต้ ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ สส.มากสุด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นอันดับ 2 และพรรคกล้าธรรม โดยพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคกล้าธรรมก็น่าจะได้หลายเขต

แดง-ส้ม-ฟ้า คุม กทม.

ส่วน กทม.จะมีสีเป็น ส้ม-แดง-ฟ้า โดยยังไม่ปิดประตูว่าพรรคประชาชนจะกวาดเก้าอี้ทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง แต่รอบนี้จะสูสีมากในทุกเขต พรรคเพื่อไทยก็อาจจะได้ สส.ใน กทม. ส่วนพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสแค่ 1-2 เขต

“แต่ในภาพรวมตอนนี้ พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็มีโอกาสที่จะได้ สส.ทะลุ 150 ทั้งคู่ แต่ก็จะหืดจับ 2 พรรคนี้บวก-ลบไปกลับทั้งคู่ โดยมีปัจจัยหลักอยู่ที่พรรคเพื่อไทยว่าจะได้ สส.เขตเท่าไหร่ เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรในระบบ สส.เขต ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรในระบบ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างนิ่งแล้ว เช่นเดียวกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย ตัวแปรจริง ๆ คืออยู่ที่พรรคเพื่อไทย ในระบบ สส.เขต” ดร.สติธรกล่าว

ย้อนแลนด์สเคปเลือกตั้ง 66

หากย้อนดูสถิติการเลือกตั้งระบบเขต ในปี 2566 แยกเป็นรายภาค เพื่อเจาะว่าพรรคการเมืองไหนครอบครองพื้นที่ไหน พบว่า

ภาคเหนือ มี 70 เขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ได้ สส.มากที่สุด 24 ที่นั่ง ประกอบด้วย เชียงราย 4 เขต เชียงใหม่ 2 เขต นครสวรรค์ 1 เขต พิษณุโลก 2 เขต ลำปาง 1 เขต ลำพูน 1 เขต น่าน 3 เขต สุโขทัย 4 เขต แพร่ 3 เขต อุตรดิตถ์ 3 เขต

รองลงมาคือพรรคก้าวไกล 19 ที่นั่ง ประกอบด้วย เชียงราย 3 เขต เชียงใหม่ 7 เขต ตาก 2 เขต นครสวรรค์ 1 เขต พิษณุโลก 2 เขต ลำปาง 3 เขต ลำพูน 1 เขต

พรรคพลังประชารัฐ 16 ที่นั่ง ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน 1 เขต ตาก 1 เขต กำแพงเพชร 4 เขต เพชรบูรณ์ 6 เขต พะเยา 3 เขต เชียงใหม่ 1 เขต

พรรคภูมิใจไทย 7 ที่นั่ง ประกอบด้วย พิจิตร 3 เขต นครสวรรค์ 2 เขต อุทัยธานี 2 เขต

พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 ที่นั่ง ประกอบด้วย นครสวรรค์ 1 เขต พิษณุโลก 1 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 1 ที่นั่ง คือ แม่ฮ่องสอน 1 เขต ชาติพัฒนากล้า 1 ที่นั่ง คือ นครสวรรค์ 1 เขต

แต่วันนี้พรรคพลังประชารัฐสิ้นมนต์ขลัง กลุ่มมะขามหวานของบ้านใหญ่พร้อมพัฒน์ ซึ่งเคยครองพื้นที่เพชรบูรณ์ ไหลไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ซุ้มกำแพงเพชรก็ย้ายกลับไปที่พรรคเพื่อไทย ขณะที่พะเยา กลายเป็นพรรคกล้าธรรม แดนภาคเหนือรอบนี้อาจปกคลุมไปด้วย สีแดง สีส้ม แซมด้วยสีน้ำเงิน และสีเขียว (กล้าธรรม)

ภาคใต้ 60 เขตเลือกตั้ง พรรคที่ได้มากที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์ 17 ที่นั่ง ประกอบด้วย นครศรีธรรมราช 6 เขต ตรัง 2 เขต พัทลุง 2 เขต สงขลา 6 เขต ปัตตานี 1 เขต

พรรครวมไทยสร้างชาติ 14 ที่นั่ง ประกอบด้วย ชุมพร 3 เขต สุราษฎร์ธานี 6 เขต นครศรีธรรมราช 1 เขต ตรัง 1 เขต พัทลุง 1 เขต สงขลา 1 เขต นราธิวาส 1 เขต

พรรคภูมิใจไทย 12 ที่นั่ง ประกอบด้วย ระนอง 1 เขต สุราษฎร์ธานี 1 เขต กระบี่ 3 เขต พังงา 1 เขต นครศรีธรรมราช 2 เขต สตูล 2 เขต สงขลา 1 เขต นราธิวาส 1 เขต

พรรคพลังประชารัฐ 7 ที่นั่ง พังงา 1 เขต ตรัง 1 เขต นราธิวาส 2 เขต ปัตตานี 1 เขต สงขลา 1 เขต นครศรีธรรมราช 1 เขต

พรรคประชาชาติ 7 ที่นั่ง ประกอบด้วย ยะลา 3 เขต นราธิวาส 1 เขต ปัตตานี 3 เขต

พรรคก้าวไกล 3 ที่นั่ง ภูเก็ต 3 เขต

แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้แตกออกไปอยู่พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคกล้าธรรม ในหลายเขตเลือกตั้ง เช่น ซุ้มการเมืองของเดชอิศม์ ขาวทอง ที่เคยได้เก้าอี้ สส.พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ หลังหมดยุค “ลุงตู่” ก็ย้ายเข้าเสื้อคลุมพรรคภูมิใจไทย ขณะที่บ้านใหญ่การเมือง หลายซุ้มก็ย้ายซบสีน้ำเงิน เช่น บ้านใหญ่ โล่สถาพรพิพิธ

ด้านภาคอีสาน มี 133 เขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งมากที่สุด 73 ที่นั่ง ประกอบด้วย จ.เลย 3 เขต ชัยภูมิ 3 เขต หนองคาย 2 เขต หนองบัวลำภู 3 เขต ขอนแก่น 6 เขต นครราชสีมา 12 เขต บึงกาฬ 1 เขต อุดรธานี 7 เขต กาฬสินธุ์ 4 เขต มหาสารคาม 5 เขต สุรินทร์ 3 เขต นครพนม 2 เขต สกลนคร 5 เขต ร้อยเอ็ด 5 เขต อุบลราชธานี 4 เขต ศรีสะเกษ 7 เขต ยโสธร 1 เขต

พรรคภูมิใจไทย 35 ที่นั่ง ประกอบด้วย เลย 1 เขต ชัยภูมิ 2 เขต ขอนแก่น 2 เขต นครราชสีมา 1 เขต บึงกาฬ 2 เขต กาฬสินธุ์ 1 เขต มหาสารคาม 1 เขต บุรีรัมย์ 10 เขต สุรินทร์ 5 เขต นครพนม 2 เขต ยโสธร 1 เขต อำนาจเจริญ 2 เขต อุบลราชธานี 3 เขต ศรีสะเกษ 2 เขต

พรรคก้าวไกล 8 ที่นั่ง ประกอบด้วย ขอนแก่น 3 เขต นครราชสีมา 3 เขต อุดรธานี 1 เขต มุกดาหาร 1 เขต

พรรคพลังประชารัฐ 7 ที่นั่ง ประกอบด้วย ชัยภูมิ 2 เขต หนองคาย 1 เขต ร้อยเอ็ด 1 เขต มุกดาหาร 1 เขต สกลนคร 1 เขต กาฬสินธุ์ 1 เขต

พรรคไทยสร้างไทย 5 ที่นั่ง ยโสธร 1 เขต ร้อยเอ็ด 1 เขต อุบลราชธานี 1 เขต อุดรธานี 2 เขต เพื่อไทรวมพลัง 2 ที่นั่ง คือ อุบลราชธานี 2 เขต ประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง คือ สกลนคร 1 เขต
อุบลราชธานี 1 เขต พรรคชาติไทยพัฒนา 1 ที่นั่ง คือ ร้อยเอ็ด 1 เขต

รอบนี้ แดง-น้ำเงินสู้กันดุเดือดในพื้นที่อีสาน

ส่วนภาคกลาง 75 เขตเลือกตั้ง พรรคที่ได้มากที่สุดคือพรรคก้าวไกล 32 ที่นั่ง ประกอบด้วย อยุธยา 2 เขต นครปฐม 2 เขต ปทุมธานี 6 เขต นนทบุรี 8 เขต สมุทรสาคร 3 เขต สมุทรสงคราม 1 เขต สมุทรปราการ 8 เขต ลพบุรี 1 เขต สระบุรี 1 เขต

พรรคภูมิใจไทย 12 ที่นั่ง ประกอบด้วย กาญจนบุรี 1 เขต เพชรบุรี 1 เขต ประจวบคีรีขันธ์ 1 เขต ชัยนาท 1 เขต อ่างทอง 2 เขต สระบุรี 1 เขต ลพบุรี 2 เขต อยุธยา 3 เขต

พรรคเพื่อไทย 10 ที่นั่ง ประกอบด้วย กาญจนบุรี 4 เขต ปทุมธานี 1 เขต ลพบุรี 2 เขต สระบุรี 1 เขต นครนายก 2 เขต

พรรคชาติไทยพัฒนา 8 ที่นั่ง ประกอบด้วย นครปฐม 3 เขต สุพรรณบุรี 5 เขต

พรรครวมไทยสร้างชาติ 6 ที่นั่ง ประกอบด้วย ราชบุรี 2 เขต เพชรบุรี 2 เขต นครปฐม 1 เขต ชัยนาท 1 เขต

พรรคประชาธิปัตย์ 2 ที่นั่ง คือ ประจวบคีรีขันธ์ 2 เขต

พรรคพลังประชารัฐ 5 ที่นั่ง ประกอบด้วย ราชบุรี 3 เขต สิงห์บุรี 1 เขต สระบุรี 1 เขต

ภาคตะวันออก 29 เขตเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากสุด 18 ที่นั่ง ประกอบด้วย ปราจีนบุรี 1 เขต ฉะเชิงเทรา 1 เขต จันทบุรี 3 เขต ชลบุรี 7 เขต ระยอง 5 เขต ตราด 1 เขต ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 4 ที่นั่ง ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา 2 เขต สระแก้ว 1 เขต ชลบุรี 1 เขต พรรคพลังประชารัฐ 4 ที่นั่ง ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา 1 เขต สระแก้ว 2 เขต ชลบุรี 1 เขต

พรรคภูมิใจไทย 2 ที่นั่ง ปราจีนบุรี 2 เขต พรรครวมไทยสร้างชาติ 1 ที่นั่ง ชลบุรี 1 เขต

แต่การเลือกตั้งหนนี้ “บ้านใหญ่-บ้านใหม่” แห่งเมืองชลบุรี ผนึกกำลังกันต้านพรรคส้ม ต้องดูว่าจะป้องกันพื้นที่สำเร็จหรือไม่

กทม. 33 ที่นั่ง พรรคก้าวไกล กวาด 32 เขต พรรคเพื่อไทย 1 เขต แต่รอบนี้พรรคเพื่อไทยหวังว่าจะได้เก้าอี้ สส. 8-9 เขต เพราะ สส.ที่เคย “สอบตก” ต่างลงพื้นที่แก้มือ

นี่คือแลนด์สเคปเลือกตั้ง 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โค้งสุดท้าย สมรภูมิเลือกตั้ง แดง-ส้ม ยึดเหนือ ขั้วน้ำเงินปักธงภาคใต้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...