โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทริส ลดเรทติ้งวิลล่า คุณาลัย รายได้ ความสามารถทำกำไรต่ำกว่าคาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 08.20 น.

ทริส ลดเรทติ้งวิลล่า คุณาลัย (KUN) เหตุรายได้ และความสามารถในการทำกำไรต่ำกว่าคาด แนวโน้มอันดับเครดิต “ลบ” กังวลสภาพคล่อง

วันที่ 4 ม.ค.2569 ทริสเรทติ้ง ลดอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.วิลล่า คุณาลัย (KUN) ลงมาเป็นระดับ “B+” จากระดับ “BB-” ขณะเดียวกันยังคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ”

การปรับลดอันดับเครดิตครั้งนี้สะท้อนถึงรายได้และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยอันดับเครดิตยังถูกจำกัดจากขนาดธุรกิจที่ค่อนข้างเล็ก และการกระจุกตัวทั้งในแง่ของจำนวนโครงการ ทำเลที่ตั้ง และกลุ่มลูกค้า

แนวโน้มอันดับเครดิตยังคงเป็น “Negative” หรือ “ลบ” เนื่องมาจากความกังวลด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันต่อรายได้และผลกำไรของบริษัทในอนาคต ซึ่งได้รับผลกระทบจากความต้องการที่อยู่อาศัยที่ซบเซา และภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำถึงปานกลางในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าที่คาด

ผลประกอบการของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (9M68) ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทอยู่ที่ 409 ล้านบาท คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประมาณการรายได้ทั้งปีเดิม

ขณะที่ EBITDA อยู่ในระดับอ่อนแอ ทำได้เพียงประมาณหนึ่งในสี่ของประมาณการทั้งปีเดิม และเงินทุนจากการดำเนินงานยังคงเป็นลบ ผลการดำเนินงานที่อ่อนแอนี้เกิดจากภาวะตลาดที่อยู่อาศัยซบเซาและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท

อัตรากำไรของบริษัทยังคงถูกกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทจำเป็นต้องใช้นโยบายการตั้งราคาเชิงรุกมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (ไม่รวมการขายที่ดิน) ลดลงมาอยู่ที่ 20%-25% ในช่วงปี 2566-9M68 จากระดับ 27%-33% ในช่วงหลายปีก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA Margin อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 12%-15% จากระดับมากกว่า 18% ในช่วงปี 2563-2565

ธุรกิจขนาดเล็กที่มีการกระจุกตัวของโครงการสูง

ทริสเรทติ้งมองว่าขนาดธุรกิจที่จำกัดของบริษัทและระดับการกระจุกตัวสูงในโครงการและทำเลที่ตั้งเพียงไม่กี่แห่งนั้น ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดสถานะเครดิตของบริษัท ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 9 โครงการ ใน 3 ทำเล ได้แก่ โครงการในพื้นที่เขตรังสิต บางขุนเทียน และบางบัวทอง ซึ่งมีมูลค่าเหลือขาย (รวมทั้งบ้านที่สร้างแล้วเสร็จและที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง) รวมทั้งสิ้น 1.11 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ สองโครงการขนาดใหญ่ของบริษัท ได้แก่ คุณาลัย นาวาร่า พระราม 2 และคุณาลัย นาวาร่า รังสิตคลอง 2 มีสัดส่วนรวมกันเกือบ 90% ของมูลค่าเหลือขายทั้งหมด ด้วยระดับภาระหนี้ของบริษัทที่ยังอยู่ในระดับสูง บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่มีอยู่เดิมและไม่มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงปี 2568-2570 ส่งผลให้รายได้และผลกำไรในอนาคตของบริษัทจะพึ่งพาผลการดำเนินงานของทั้งสองโครงการดังกล่าวเป็นหลัก

ทริสเรทติ้งปรับลดประมาณการรายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทเหลือประมาณ 500-530 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี 2568-2570 หรือราว 40% ต่ำกว่าประมาณการเดิม นอกจากนี้ ประเมินว่ารายได้จากสองโครงการหลักจะคิดเป็นประมาณสองในสามของรายได้รวมในช่วงประมาณการ แม้ว่าต้นทุนที่ดินของโครงการเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำ

แต่ทริสคาดว่าบริษัทจะยังคงต้องยอมลดอัตรากำไรเพื่อกระตุ้นยอดขายและลดจำนวนสินค้าคงเหลือ ส่งผลให้ EBITDA มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ระดับเพียง 30-60 ล้านบาทต่อปี โดยมี EBITDA Margin ที่ลดลงเหลือเพียง 6%-11% ขณะที่ เงินทุนจากการดำเนินงานคาดว่าจะยังคงเป็นลบ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีแนวโน้มที่จะบันทึกผลขาดทุนสุทธิต่อเนื่องในช่วงปีถัดไป

โครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้สูงและกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ที่อ่อนแอ

หลังจากการขยายธุรกิจเชิงรุกในช่วงปี 2564-2566 ระดับภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทปรับขึ้นแตะระดับ 70% ในปี 2566 ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 68% ในช่วงปี 2567-9M68 การชะลอตัวของยอดขายอสังหาริมทรัพย์ส่งผลให้แผนการลดภาระหนี้เกิดขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดความสามารถในการรองรับกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้ก็อ่อนแอลงตามการถดถอยของผลการดำเนินงาน

มองไปข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าระดับภาระหนี้ของบริษัทจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นตามกลยุทธ์การลดหนี้ของบริษัท โดยบริษัทไม่มีแผนการเปิดโครงการใหม่ในช่วงปี 2568-2570 และจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาและขายโครงการขนาดใหญ่สองโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานในปัจจุบัน

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีการซื้อที่ดินมูลค่า 36 ล้านบาทในปี 2568 และไม่มีการซื้อที่ดินเพิ่มเติมในปี 2569-2570 ขณะที่เงินลงทุนสำหรับการก่อสร้างโครงการคาดว่าจะอยู่ที่ 140-240 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี 2568-2570 ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 64%-67% ขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินคาดว่าจะยังคงเป็นลบตลอดช่วงประมาณการ

สภาพคล่องตึงตัวและความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์อยู่ในระดับสูง

ทริสเรทติ้งประเมินว่าสถานะสภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับอ่อนแอในช่วง 15 เดือนข้างหน้า โดยหนี้ที่จะครบกำหนดชำระตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ไปจนถึงปี 2569 มีมูลค่ารวมประมาณ 1.3 พันล้านบาท โดยประกอบด้วย หุ้นกู้จำนวน 458 ล้านบาท เงินกู้โครงการระยะยาวจำนวน 400 ล้านบาท ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้นจำนวน 135 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นเงินกู้ประเภทอื่น ๆ ณ เดือนกันยายน 2568 แหล่งที่มาของสภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วย เงินสดจำนวน 62 ล้านบาท วงเงินกู้ยืมที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวน 26 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินที่ปลอดภาระหนี้ซึ่งมีมูลค่าทางบัญชีที่จำนวน 83 ล้านบาท และสินค้าคงคลังที่ปลอดภาระหนี้มูลค่า 92 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับวงเงินกู้กับสถาบันการเงินได้หากมีความจำเป็นโดยปกติ บริษัทจะรีไฟแนนซ์ตราสารหนี้ที่ครบกำหนดด้วยการออกตราสารหนี้ใหม่

ทั้งนี้ จากหุ้นกู้จำนวน 458 ล้านบาทที่จะครบกำหนดในช่วง 15 เดือนข้างหน้า มีจำนวน 50 ล้านบาท ได้รับการต่ออายุไปแล้ว ส่วนที่เหลือคาดว่าจะรีไฟแนนซ์ได้บางส่วนผ่านการออกหุ้นกู้ใหม่หรือการกู้ยืมจากธนาคาร อย่างไรก็ตาม ด้วยผลการดำเนินงานที่อ่อนแอและภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ยังคงหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทำให้ความสามารถของบริษัทในการต่ออายุหุ้นกู้จึงยังคงมีความท้าทาย

ตามข้อกำหนดทางการเงินของหุ้นกู้ระบุให้บริษัทต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 3 เท่า ทั้งนี้ ณ เดือนกันยายน 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 2.1 เท่า ทริสเรทติ้งจึงเชื่อว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินดังกล่าวได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

โครงสร้างหนี้

ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมอยู่ที่จำนวนประมาณ 1.9 พันล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 1.1 พันล้านบาทซึ่งเป็นหนี้ของบริษัทเองและของบริษัทย่อยต่าง ๆ

ดังนั้น อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทจึงอยู่ที่ระดับ 57% ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงมองว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทมีความเสียเปรียบในด้านลำดับสิทธิเรียกร้องเหนือสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...