โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนรอย “ตลาดกระทิงทองคำ” ในอดีต สะท้อนอะไรถึงทิศทางในอนาคต?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 16.26 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 09.26 น.

แม้ราคาทองคำร่วงแรงจากข่าวประธานเฟดคนใหม่ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อแนวโน้มขาขึ้นยังไม่จบ ชี้ประวัติศาสตร์สะท้อนตลาดกระทิงมักมีจังหวะปรับฐานแรงเป็นเรื่องปกติ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.47 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาทองคำและโลหะมีค่าฟื้นตัวต่อเนื่องในเช้าวันพุธ หลังเผชิญแรงเทขายรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยราคาทองคำสปอตปรับขึ้นเกือบ 3% มาอยู่บริเวณ 5,079 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าในนิวยอร์กพุ่งกว่า 3.3% แตะ 5,093 ดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ทำผลงานโดดเด่นตลอดปี 2568 ด้วยการปรับขึ้นถึง 66% และยังขยายแรงบวกต่อเนื่องเข้าสู่ต้นปี 2569 จากแรงหนุนของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้าที่ไม่แน่นอน และความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

อย่างไรก็ดีกระแสขาขึ้นสะดุดลงเมื่อวันศุกร์ หลังราคาทองร่วงเกือบ 10% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 โดยแรงกดดันลุกลามไปยังเงิน แพลทินัม และพัลลาเดียมด้วย การปรับฐานดังกล่าวเชื่อมโยงกับข่าวการเสนอชื่อ เควิน วอร์ช เป็นประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดแรงขายในวงกว้าง

นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่าการร่วงลงครั้งนี้เป็นเพียงการพักฐานชั่วคราว มากกว่าจะเป็นจุดสิ้นสุดของตลาดกระทิงทองคำ โดย Russ Mould ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ AJ Bell ระบุว่าทองคำกำลังอยู่ในตลาดกระทิงครั้งที่สามนับตั้งแต่ปี 1971 และในรอบก่อน ๆ ล้วนเคยเผชิญการปรับฐานแรงหลายครั้ง

ข้อมูลในอดีตชี้ว่าช่วงตลาดกระทิงปี 1971-1980 ราคาทองพุ่งจาก 35 ดอลลาร์ไปสู่ 835 ดอลลาร์ แต่ก็มีช่วงปรับฐานยาวนานและร่วงได้ถึงเกือบ 20% ขณะที่รอบปี 2544–2554 ก็เกิดการปรับฐานถึง 5 ครั้ง โดยราคาลดลงได้สูงสุดราว 16%

นักวิเคราะห์จากบริษัทจัดการกองทุน Ninety One ระบุว่าปัจจัยพื้นฐานที่หนุนราคาทองยังคงอยู่ โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญมากกว่ารอบก่อน ๆ แม้ยอดซื้อสุทธิของธนาคารกลางในปี 2568 จะลดลงเล็กน้อยเหลือ 328 ตันก็ตาม

ด้านนักกลยุทธ์จาก Barclays มองว่า แม้ทองคำจะดูมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน แต่ยังไม่เข้าข่ายฟองสบู่ เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านเงินเฟ้อ นโยบายสหรัฐ และทิศทางค่าเงินดอลลาร์ยังคงหนุนราคาทองในระดับสูง

ขณะที่ UBS ระบุว่าการร่วงแรงเมื่อวันศุกร์เป็นการปรับลงรายวันที่หนักที่สุดในรอบ 13 ปี แต่ยังไม่ใช่สัญญาณจบตลาดกระทิง โดยรอบขาขึ้นของทองคำมักจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อธนาคารกลางสามารถสร้างความเชื่อมั่นด้านนโยบายการเงินได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในมุมมองของ UBS เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น

UBS คาดว่าราคาทองคำอาจพุ่งแตะ 6,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเดือนหน้า ก่อนจะอ่อนตัวลงสู่ราว 5,900 ดอลลาร์ในช่วงปลายปีนี้

โดยสรุป นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าทองคำอยู่ในช่วงกลางถึงปลายของตลาดกระทิง มีแนวโน้มผันผวนสูง พร้อมการปรับฐานเป็นระยะ แต่ปัจจัยหลักที่สนับสนุนราคายังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...