งานออฟฟิศก็ไม่อยากทำ เจ้าของกิจการก็ไม่อยากเป็น จะทำอย่างไรเมื่อเราไม่รู้ ว่าอยากทำอะไรกันแน่?
ในโลกของการทำงาน เรามักถูกสอนว่าเส้นทางชีวิตมีทางเลือกหลักๆ อยู่แค่ 2 ทาง ถ้าไม่เป็นลูกจ้าง ก็ต้องออกไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่กำลังติดหล่มความรู้สึก ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ คือเริ่มอึดอัดกับกรอบระเบียบของการเป็นพนักงานออฟฟิศและโหยหาอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็หวั่นใจกับความไม่แน่นอนของโลกความเป็นจริง และไม่ได้มีความทะเยอทะยานพอที่จะแบกรับความเสี่ยงของการเป็นเจ้าของกิจการ
ในเมื่อรู้สึกไม่ใช่ทางกับการเป็นพนักงานออฟฟิศแต่ก็ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของกิจการ ภาวะที่เรากำลังติดค้างอยู่นี้เรียกว่าอะไร? แล้วจริงๆ เราควรขยับขยายไปทิศทางไหนกันแน่
เมื่อ ‘ตัวเรา’ กับ ‘ที่ทำงาน’ ส่วนทางกัน
เมื่อตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องการตกงาน แต่คือปรากฏการณ์ Job Mismatch ซึ่งไม่ใช่เพียงความไม่สอดคล้องระหว่างสาขาที่เรียนกับสายงานที่ทำ แต่คือภาวะที่ตัวตนและความต้องการสวนทางกับโครงสร้างการทำงานในแบบเดิม
แม้เราจะมีทักษะในการทำงานสูงเพียงใด แต่หากต้องแลกมาด้วยการสู้รบปรบมือกับเกมทางการเมืองในองค์กร การยอมจำนนต่อระเบียบวินัยที่ไร้เหตุผล การต้องสูญเสียตัวตนไปในระบบการทำงาน และถูกกัดกินเวลาส่วนตัว หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงในรูปแบบเดิมนั้นยังคุ้มค่าอยู่จริงหรือ
ในขณะเดียวกัน ทางออกอย่างการเป็นเจ้าของกิจการที่เคยเป็นภาพจำของอิสรภาพ ก็เริ่มเผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า มันคือการแบกรับต้นทุนทางอารมณ์ ทั้งความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และการต้องบริหารจัดการชีวิตคนอื่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศหรือเจ้าของกิจการ ต่างก็เป็นการทำงานที่ดึงพลังงานชีวิตออกไปจากสิ่งที่เรารักจนหมดสิ้น
ภาวะนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยความย้อนแย้งที่เรียกว่า Autonomy-Responsibility Paradox หรือความขัดแย้งระหว่างการโหยหาอิสระกับความไม่อยากแบกรับภาระส่วนเกิน เพราะในโลกความจริง ยิ่งเราต้องการอำนาจในการตัดสินใจชีวิตตัวเองมากเท่าไหร่ เรากลับยิ่งต้องแลกมาด้วยภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม กลายเป็นความรู้สึกที่ว่า ยิ่งพยายามไขว่คว้าอิสระมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนถูกผูกมัดไว้ให้ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพื่อความรับผิดชอบต่อภาระงานที่แบกไว้
ทำไมเราถึงรู้สึก ‘ไม่ใช่’ กับทั้งสองทาง?
ในสมการของการทำงาน เรามักคุยกันเรื่อง ‘รายได้’ และ ‘สวัสดิการ’ แต่เรากลับละเลยต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่าง ‘ต้นทุนทางจิตใจ’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันก็ดูไม่ใช่สำหรับเราอยู่ดี
ในฝั่งของการเป็นพนักงานออฟฟิศ ต้นทุนที่ต้องจ่ายคือการสูญเสีย ‘อิสระทางความคิด’ ซึ่งเป็นภาวะที่เราควรได้จดจ่ออยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานหรือแก้ปัญหาในเนื้องานจริงๆ แต่กลับถูกดึงความสนใจให้ไปจัดการกับสิ่งเร้าภายนอกอย่าง ‘การเมืองในที่ทำงาน’ การเข้าสังคมเพื่อรักษาลำดับชั้น หรือการต้องติดอยู่ในวงจรการประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพ และกฎเกณฑ์ที่ขัดกับรูปแบบการทำงานของเรา
โดยเฉพาะสายการผลิตและเน้นผลงานเป็นที่ตั้ง การต้องเสียพลังงานความคิดไปกับสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจ เสียเวลา และสูญเสียความเป็นตัวเองไป
ขณะเดียวกัน เมื่อมองไปที่ทางเลือกของการเป็นเจ้าของกิจการ แม้จะดูเหมือนมีอิสระมากกว่า แต่ต้นทุนที่แลกมากลับเป็น ‘ภาวะทางอารมณ์’ ที่หนักหน่วงเกินกว่าที่คนรักสงบจะรับไหว เพราะการเป็นเจ้าของหมายถึงการที่เราไม่สามารถทำเพียงแค่ ‘งานที่ถนัด’ ได้อีกต่อไป แต่เราต้องกลายเป็นคนที่แบกรับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการบัญชี ภาษี ไปจนถึงการต้องเป็นคนแก้ปัญหาชีวิตและรองรับอารมณ์ของคนอื่น ซึ่งเป็นการทำงานที่ต้องใช้พลังงานทางสังคม รวมถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นเอาไว้
ทำอย่างไรดีเมื่ออยู่ในสภาวะนี้?
หากเรายังคงต้องทำงานเลี้ยงปากท้อง ในขณะที่ใจเริ่มปฏิเสธทั้งการเป็นพนักงานออฟฟิศและเจ้าของกิจการ การปรับตัวที่ยั่งยืนอาจเป็นการหันมาใช้หลักการ Job Crafting หรือการออกแบบและปรับแต่งงานเดิมให้สอดรับกับตัวตนที่เป็น เริ่มต้นจากการปรับทัศนติโดยเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าภาพลักษณ์ทางสังคม
และหากเรายังจำเป็นต้องอยู่ในฐานะพนักงานออฟฟิศ อาจจะต้องพยายามขยับขยายตัวเองไปสู่บทบาทที่เรียกว่า Individual Contributor ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูง จนองค์กรยอมให้เราทำงานอย่างอิสระ โดยไม่ต้องมีภาระในการบริหารจัดการลูกน้องหรือดูแลทีม และในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับกระบวนการทำงานของเราได้ เนื่องจากผลลัพธ์การทำงานที่ออกมานั้นจะเป็นคำตอบของทุกคำถามที่เกิดขึ้นเอง
หรือสำหรับคนที่ใฝ่ฝันจะก้าวออกมาเป็นเจ้าของกิจการ แต่ยังกังวลต่อความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ทางออกอาจเป็นการสร้าง ‘เกราะป้องกันความเสี่ยง’ ผ่านโมเดลธุรกิจรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กอย่าง Micro-Business ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวคนเดียว โดยหัวใจสำคัญคือการปฏิเสธการมีลูกน้อง เพื่อตัดภาระการบริหารจัดการคนออกไป แล้วหันไปพึ่งพาระบบอัตโนมัติ เข้ามาเป็นเครื่องทุ่นแรงในการจัดการงานหลังบ้านแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้เราคงความคล่องตัวและรักษาพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้ได้มากที่สุด
และสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการยอมรับ ‘ความสันโดษ’ ในฐานะจุดแข็ง แทนการโทษตัวเองว่าขาดความทะเยอทะยานตามมาตรฐานของสังคม เพราะความรักสงบ ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีคือ ‘อาวุธ’ สำคัญที่ทำให้เราสามารถทำงานแบบ Deep Work หรือการทำงานด้วยสมาธิจดจ่อขั้นสูงสุด เพื่อสร้างผลงานคุณภาพสูง พัฒนาทักษะที่ซับซ้อน และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่หาได้ยากในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เมื่อเราเปลี่ยนความสงบให้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ผลงาน เราจะพบว่าความทะเยอทะยานอาจไม่ได้หมายถึงการมีอำนาจเหนือใคร แต่คือการมีอำนาจเหนือเวลาและชีวิตของตนเอง
และอย่าลืมว่าเส้นทางชีวิตนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ตัวตน บทบาท และหน้าที่ของเราก็เคลื่อนไปตามกาลเวลา วันนี้เราอาจจะเป็นเจ้าของกิจการ วันหน้าเราก็อาจเลือกเส้นทางมนุษย์เงินเดือนก็ได้ ไม่มีเส้นทางไหนผิดหรือถูกเสมอไป ไม่มีเส้นทางไหนที่มีศักดิ์ศรีมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุด ‘ทางเลือกที่สาม’ อาจหมายถึงพื้นที่ที่เราสามารถมีเส้นทางอาชีพของตัวเองในแบบที่อยากเป็น โดยไม่ต้องแบกความคาดหวัง หรือกฎเกณฑ์ของใครเอาไว้เลย
อ้างอิง
-What is Job Crafting and Why Does It Matter?
-The paradox of autonomy: A discussion paper
บทความต้นฉบับได้ที่ : งานออฟฟิศก็ไม่อยากทำ เจ้าของกิจการก็ไม่อยากเป็น จะทำอย่างไรเมื่อเราไม่รู้ ว่าอยากทำอะไรกันแน่?
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ช่วยเรื่องสมาธิ หรือพิธีกรรมแก้ง่วง? เมื่อการขีดเขียนอาจไม่ช่วยอะไรเลย แต่เป็นกลไกให้เราหลีกหนีความจริงที่จำเจ
- ศัพท์มากมาย ความหมายเหมือนเดิม สำรวจกลการใช้คำสุดสร้างสรรค์ ในวันที่คนยุคใหม่อยากระบายพลังลบแบบบวกๆ
- 8 มีนาคม ครบรอบ 12 ปี โศกนาฎกรรมเหนือน่านฟ้า 7 ชั่วโมงปริศนาของ MH370 ที่ยังไม่มีคำตอบ
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath