โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานออฟฟิศก็ไม่อยากทำ เจ้าของกิจการก็ไม่อยากเป็น จะทำอย่างไรเมื่อเราไม่รู้ ว่าอยากทำอะไรกันแน่?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในโลกของการทำงาน เรามักถูกสอนว่าเส้นทางชีวิตมีทางเลือกหลักๆ อยู่แค่ 2 ทาง ถ้าไม่เป็นลูกจ้าง ก็ต้องออกไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่กำลังติดหล่มความรู้สึก ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ คือเริ่มอึดอัดกับกรอบระเบียบของการเป็นพนักงานออฟฟิศและโหยหาอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็หวั่นใจกับความไม่แน่นอนของโลกความเป็นจริง และไม่ได้มีความทะเยอทะยานพอที่จะแบกรับความเสี่ยงของการเป็นเจ้าของกิจการ

ในเมื่อรู้สึกไม่ใช่ทางกับการเป็นพนักงานออฟฟิศแต่ก็ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของกิจการ ภาวะที่เรากำลังติดค้างอยู่นี้เรียกว่าอะไร? แล้วจริงๆ เราควรขยับขยายไปทิศทางไหนกันแน่

เมื่อ ‘ตัวเรา’ กับ ‘ที่ทำงาน’ ส่วนทางกัน

เมื่อตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าแค่เรื่องการตกงาน แต่คือปรากฏการณ์ Job Mismatch ซึ่งไม่ใช่เพียงความไม่สอดคล้องระหว่างสาขาที่เรียนกับสายงานที่ทำ แต่คือภาวะที่ตัวตนและความต้องการสวนทางกับโครงสร้างการทำงานในแบบเดิม

แม้เราจะมีทักษะในการทำงานสูงเพียงใด แต่หากต้องแลกมาด้วยการสู้รบปรบมือกับเกมทางการเมืองในองค์กร การยอมจำนนต่อระเบียบวินัยที่ไร้เหตุผล การต้องสูญเสียตัวตนไปในระบบการทำงาน และถูกกัดกินเวลาส่วนตัว หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงในรูปแบบเดิมนั้นยังคุ้มค่าอยู่จริงหรือ

ในขณะเดียวกัน ทางออกอย่างการเป็นเจ้าของกิจการที่เคยเป็นภาพจำของอิสรภาพ ก็เริ่มเผยให้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ว่า มันคือการแบกรับต้นทุนทางอารมณ์ ทั้งความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้และการต้องบริหารจัดการชีวิตคนอื่น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศหรือเจ้าของกิจการ ต่างก็เป็นการทำงานที่ดึงพลังงานชีวิตออกไปจากสิ่งที่เรารักจนหมดสิ้น

ภาวะนี้ยังถูกตอกย้ำด้วยความย้อนแย้งที่เรียกว่า Autonomy-Responsibility Paradox หรือความขัดแย้งระหว่างการโหยหาอิสระกับความไม่อยากแบกรับภาระส่วนเกิน เพราะในโลกความจริง ยิ่งเราต้องการอำนาจในการตัดสินใจชีวิตตัวเองมากเท่าไหร่ เรากลับยิ่งต้องแลกมาด้วยภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม กลายเป็นความรู้สึกที่ว่า ยิ่งพยายามไขว่คว้าอิสระมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนถูกผูกมัดไว้ให้ต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพื่อความรับผิดชอบต่อภาระงานที่แบกไว้

ทำไมเราถึงรู้สึก ‘ไม่ใช่’ กับทั้งสองทาง?

ในสมการของการทำงาน เรามักคุยกันเรื่อง ‘รายได้’ และ ‘สวัสดิการ’ แต่เรากลับละเลยต้นทุนที่มองไม่เห็นอย่าง ‘ต้นทุนทางจิตใจ’ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหน มันก็ดูไม่ใช่สำหรับเราอยู่ดี

ในฝั่งของการเป็นพนักงานออฟฟิศ ต้นทุนที่ต้องจ่ายคือการสูญเสีย ‘อิสระทางความคิด’ ซึ่งเป็นภาวะที่เราควรได้จดจ่ออยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานหรือแก้ปัญหาในเนื้องานจริงๆ แต่กลับถูกดึงความสนใจให้ไปจัดการกับสิ่งเร้าภายนอกอย่าง ‘การเมืองในที่ทำงาน’ การเข้าสังคมเพื่อรักษาลำดับชั้น หรือการต้องติดอยู่ในวงจรการประชุมที่ไร้ประสิทธิภาพ และกฎเกณฑ์ที่ขัดกับรูปแบบการทำงานของเรา

โดยเฉพาะสายการผลิตและเน้นผลงานเป็นที่ตั้ง การต้องเสียพลังงานความคิดไปกับสิ่งเหล่านี้ จึงเป็นความรู้สึกที่บั่นทอนจิตใจ เสียเวลา และสูญเสียความเป็นตัวเองไป

ขณะเดียวกัน เมื่อมองไปที่ทางเลือกของการเป็นเจ้าของกิจการ แม้จะดูเหมือนมีอิสระมากกว่า แต่ต้นทุนที่แลกมากลับเป็น ‘ภาวะทางอารมณ์’ ที่หนักหน่วงเกินกว่าที่คนรักสงบจะรับไหว เพราะการเป็นเจ้าของหมายถึงการที่เราไม่สามารถทำเพียงแค่ ‘งานที่ถนัด’ ได้อีกต่อไป แต่เราต้องกลายเป็นคนที่แบกรับทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การจัดการบัญชี ภาษี ไปจนถึงการต้องเป็นคนแก้ปัญหาชีวิตและรองรับอารมณ์ของคนอื่น ซึ่งเป็นการทำงานที่ต้องใช้พลังงานทางสังคม รวมถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคนอื่นเอาไว้

ทำอย่างไรดีเมื่ออยู่ในสภาวะนี้?

หากเรายังคงต้องทำงานเลี้ยงปากท้อง ในขณะที่ใจเริ่มปฏิเสธทั้งการเป็นพนักงานออฟฟิศและเจ้าของกิจการ การปรับตัวที่ยั่งยืนอาจเป็นการหันมาใช้หลักการ Job Crafting หรือการออกแบบและปรับแต่งงานเดิมให้สอดรับกับตัวตนที่เป็น เริ่มต้นจากการปรับทัศนติโดยเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าภาพลักษณ์ทางสังคม

และหากเรายังจำเป็นต้องอยู่ในฐานะพนักงานออฟฟิศ อาจจะต้องพยายามขยับขยายตัวเองไปสู่บทบาทที่เรียกว่า Individual Contributor ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูง จนองค์กรยอมให้เราทำงานอย่างอิสระ โดยไม่ต้องมีภาระในการบริหารจัดการลูกน้องหรือดูแลทีม และในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับกระบวนการทำงานของเราได้ เนื่องจากผลลัพธ์การทำงานที่ออกมานั้นจะเป็นคำตอบของทุกคำถามที่เกิดขึ้นเอง

หรือสำหรับคนที่ใฝ่ฝันจะก้าวออกมาเป็นเจ้าของกิจการ แต่ยังกังวลต่อความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ ทางออกอาจเป็นการสร้าง ‘เกราะป้องกันความเสี่ยง’ ผ่านโมเดลธุรกิจรายย่อยหรือธุรกิจขนาดเล็กอย่าง Micro-Business ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวคนเดียว โดยหัวใจสำคัญคือการปฏิเสธการมีลูกน้อง เพื่อตัดภาระการบริหารจัดการคนออกไป แล้วหันไปพึ่งพาระบบอัตโนมัติ เข้ามาเป็นเครื่องทุ่นแรงในการจัดการงานหลังบ้านแทน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้เราคงความคล่องตัวและรักษาพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้ได้มากที่สุด

และสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการยอมรับ ‘ความสันโดษ’ ในฐานะจุดแข็ง แทนการโทษตัวเองว่าขาดความทะเยอทะยานตามมาตรฐานของสังคม เพราะความรักสงบ ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีคือ ‘อาวุธ’ สำคัญที่ทำให้เราสามารถทำงานแบบ Deep Work หรือการทำงานด้วยสมาธิจดจ่อขั้นสูงสุด เพื่อสร้างผลงานคุณภาพสูง พัฒนาทักษะที่ซับซ้อน และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่หาได้ยากในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

เมื่อเราเปลี่ยนความสงบให้เป็นพลังในการสร้างสรรค์ผลงาน เราจะพบว่าความทะเยอทะยานอาจไม่ได้หมายถึงการมีอำนาจเหนือใคร แต่คือการมีอำนาจเหนือเวลาและชีวิตของตนเอง

และอย่าลืมว่าเส้นทางชีวิตนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ตัวตน บทบาท และหน้าที่ของเราก็เคลื่อนไปตามกาลเวลา วันนี้เราอาจจะเป็นเจ้าของกิจการ วันหน้าเราก็อาจเลือกเส้นทางมนุษย์เงินเดือนก็ได้ ไม่มีเส้นทางไหนผิดหรือถูกเสมอไป ไม่มีเส้นทางไหนที่มีศักดิ์ศรีมากกว่ากัน เพราะท้ายที่สุด ‘ทางเลือกที่สาม’ อาจหมายถึงพื้นที่ที่เราสามารถมีเส้นทางอาชีพของตัวเองในแบบที่อยากเป็น โดยไม่ต้องแบกความคาดหวัง หรือกฎเกณฑ์ของใครเอาไว้เลย

อ้างอิง

-What is Job Crafting and Why Does It Matter?

-The paradox of autonomy: A discussion paper

บทความต้นฉบับได้ที่ : งานออฟฟิศก็ไม่อยากทำ เจ้าของกิจการก็ไม่อยากเป็น จะทำอย่างไรเมื่อเราไม่รู้ ว่าอยากทำอะไรกันแน่?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...