งัดไม้แข็ง! ยูเออีเล็ง 'อายัดทรัพย์' อิหร่าน ตัดเส้นเลือดการเงินเตหะราน
เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเอ็กซ์คลูซีฟอ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กำลังพิจารณาอายัดทรัพย์สินอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่อยู่ในยูเออี ซึ่งอาจเป็นการตอบโต้การโจมตีของอิหร่านด้วยการ "ตัดเส้นเลือดเศรษฐกิจ" ที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่งของเตหะราน
หากยูเออีเดินหน้ามาตรการดังกล่าว จะทำให้อิหร่านเข้าถึงเงินตราต่างประเทศและเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศได้ยากขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจในประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ และกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางทหาร
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของยูเออีได้ "ส่งสัญญาณเตือนเป็นการส่วนตัว" ไปยังอิหร่านถึงความเป็นไปได้ของมาตรการดังกล่าว แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่ารัฐบาลยูเออีจะตัดสินใจดำเนินการเมื่อใด และจะดำเนินการหรือไม่
ก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ยิงโดรนและขีปนาวุธมากกว่า 1,000 ลูกโจมตีเป้าหมายในยูเออี ซึ่งมีรายงานความเสียหายในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในนครดูไบ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและแหล่งรวมมหาเศรษฐีจากทั่วโลก และยังมีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย ในกรุงอาบูดาบี
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของยูเออีไม่ได้ตอบคำถามการขอความเห็นในเรื่องนี้
UAE ผู้กุมอำนาจการเงินแห่งตอ.กลาง
จากข้อมูลของบรรดานักวิเคราะห์ที่ติดตามกิจกรรมของเตหะรานและกระทรวงการคลังสหรัฐ พบว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูเออีทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลางทางการเงิน" สำหรับธุรกิจและบุคคลชาวอิหร่านที่ต้องการหลีกเลี่ยง "มาตรการคว่ำบาตร" ของชาติตะวันตก ทำให้อิหร่านยังสามารถส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศต่อได้ และนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการอาวุธและเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค
ก่อนหน้านี้ ยูเออียืนยันว่าประเทศปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตร และมีความมุ่งมั่นในการปกป้องความน่าเชื่อถือของระบบการเงินโลก
"หากยูเออีจำกัดกิจกรรมทางการเงินของอิหร่าน จะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะยูเออีเป็นช่องทางที่สำคัญที่สุดสำหรับการเชื่อมโยงของอิหร่านกับเศรษฐกิจโลก” เอสฟานดียาร์ บัตมานเกลิดจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสถาบันวิจัยด้านอิหร่าน Bourse & Bazaar กล่าว
WSJ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ของยูเออีกำลังพิจารณามาตรการหลายรูปแบบ เพื่อรื้อเครือข่ายทางการเงินที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน ตั้งแต่การอายัดทรัพย์สินของบริษัทเงา (shadow companies) ที่ตั้งอยู่ในยูเออี ซึ่งใช้ปกปิดธุรกรรมการค้า ไปจนถึงการปราบปรามธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราท้องถิ่นที่ถูกใช้ในการเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบธนาคาร
แหล่งข่าวระบุว่าหากยูเออีตัดสินใจดำเนินการกับ "เครือข่ายการเงินเงา" ของอิหร่าน เป้าหมายสำคัญจะรวมถึง "บัญชีที่เชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม" หรือ IRGC ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญที่ปกป้องและค้ำจุนรัฐบาลอิหร่านด้วย
จากรายงานของกระทรวงการคลังสหรัฐเมื่อเดือนมิ.ย. 2025 ระบุว่า เตหะรานได้จัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งให้กับ IRGC รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ด้านความมั่นคงและกลาโหม เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดโลก
ขณะที่แหล่งข่าวอีกสองรายที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยว่านอกจากมาตรการทางการเงินแล้ว รัฐบาลยูเออียังอาจพิจารณา "มาตรการทางทะเล" เช่น การยึดเรือของอิหร่าน โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อทำลายเครือข่าย"กองเรือเงา" (shadow fleet) ของอิหร่าน ซึ่งประกอบด้วยเรือบรรทุกน้ำมันและพลังงานที่ผ่านท่าเรือและเส้นทางเดินเรือของยูเออี
จากเพื่อนบ้านสู่การเผชิญหน้า
หากตัดสินใจใช้มาตรการอายัดทรัพย์สิน เรื่องนี้จะถือเป็น"การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ" จากแนวทางในอดีตของยูเออี ซึ่งพยายามรักษาสมดุลระหว่างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิหร่าน โดยที่ผ่านมา ยูเออีพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดที่จะใช้ภาคการเงินเป็นเครื่องมือกดดันอิหร่าน
เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ ยูเออีเปิดรับเงินทุนจากทั่วโลกมาตลอด โดยมักจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "แหล่งที่มาของเงินทุน" มากนัก และหลังจากที่ "รัสเซีย" ทำสงครามบุกยูเครน ยูเออีก็กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์หลักๆ โดยเปิดรับผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ของรัสเซีย รวมถึงเงินทุนและนายธนาคารจากรัสเซีย
บรรดาชาติตะวันตกซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่สหรัฐ เคยพยายามกดดันยูเออีให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระแสเงินทุนและปราบปรามการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ในปี 2022 คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลระบบการเงินโลกที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ได้ขึ้นบัญชียูเออีใน “บัญชีสีเทา” เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายได้มากพอ
WSJ เคยรายงานในปี 2024 ว่า ธนาคารของรัฐในดูไบได้ปิดบัญชีบางส่วนของมหาเศรษฐีรัสเซียและผู้ค้าพลังงาน หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐกดดันให้ยูเออีปิดช่องทางของมอสโกในการเข้าถึงระบบการเงินระหว่างประเทศ หลังจากนั้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน FATF ได้ถอดยูเออีออกจากบัญชีดังกล่าว โดยระบุว่าประเทศได้ปรับปรุงมาตรการต่อต้านการฟอกเงินให้เข้มแข็งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งล่าสุดกับ "อิหร่าน" ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ยูเออีตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และอาจกระทบภาพลักษณ์ของประเทศ ที่พยายามสร้างตัวเองเป็นศูนย์กลางที่มีเสถียรภาพในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความผันผวน
ที่มา: WSJ