เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Down โดยมีแนวรับบริเวณ 1,400+- จุด โดยราคาน้ำมันดิบที่เริ่มกลับมาไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent ยืนเหนือ US$85 ต่อบาร์เรล คาดว่ายังคงสร้างความวิตกกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะถัดไปมากขึ้น
ภาพรวมสถานการณ์สงครามยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้อิหร่านระบุว่าเฉพาะเรือจากสหรัฐฯ อิสราเอล ยุโรป และพันธมิตรตะวันตกเท่านั้นที่ห้ามเคลื่อนผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสหรัฐฯ ที่ระบุจะคุ้มกันเรือที่แล่นผ่าน แต่ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจกับตลาดได้ ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงกลับมาทยอยมีแรงขายออกมาอีกครั้ง ขณะที่ Dollar Index ขยับเข้าใกล้ 100 จุด
ด้านตัวเลขเศรษฐกิจคืนนี้ติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงานสหรัฐฯเดือน ก.พ. (ตลาดคาดเพิ่มขึ้น 5.9 หมื่นรายและ 4.3% ตามลำดับ) ภาพรวมยังต้องติดตามสถานการณ์ว่าสถานการณ์สงครามจะลากยาวมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะด้านพลังงานในไทยซึ่งปัจจุบันคาดว่าจะมีเพียงพอใช้อย่างน้อย 60-90 วัน ส่วนการอุดหนุนราคาของกองทุนน้ำมันคาดทำได้เพียง 15 วันและต้องเริ่มทยอยปรับขึ้นราคาขายปลีก ซึ่งจะเริ่มส่งผลต่อเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็น Downside ต่อเศรษฐกิจและกำไรบจ. จึงยังคงเน้นพักเงินในหุ้น Defensive และ Consumer Staple เป็นหลัก
กลยุทธ์ : ยังเน้นพักเงินในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและสินค้าจำเป็นระยะสั้นท่ามกลางสถานการณ์สงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPN
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 73 บาท
• เรามองว่า CPN เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบจำกัดมากจากประเด็นสงคราม รวมถึงราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น เนื่องจากรายได้หลักคือค่าเช่าคิดเป็นส่วนกว่า 80% ของรายได้รวม
• ขณะที่ภาพรวมธุรกิจปี 2026 เราคาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง นำโดยธุรกิจศูนย์การค้าจากการรับรู้รายได้ Central Park เต็มปี และจะเปิดศูนย์การค้าใหม่อีก 4 แห่ง หนุนพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้น 7-8% จากปัจจุบัน ส่วนธุรกิจอสังหาฯมีคอนโดใหม่พร้อมโอน 5 โครงการ เราคาดกำไรปี 2026 เติบโต 14% y-y ด้าน Valuation ปัจจุบันเทรด PER 15 เท่าและให้ Dividend Yield ราว 3.7%
• แนวรับ 63.25//62 บาท แนวต้าน 66.75//68.75 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ยังผันผวน จากความกังวลในเรื่องสงครามที่กลับมากดดัน แม้ว่าจะมีความพยายามในการเปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน ซึ่งเป็นตัวแปรที่กระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก(มากกว่าสงคราม) ก็ตาม และที่สำคัญ ช่วงวันหยุด มักจะมีอะไรที่สำคัญๆเกิดขึ้นเสมอในภาวะ(สงคราม) ซึ่งอาจบวกหรือลบต่อตลาดในวันจันทร์ได้
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: กกต. รับรอง สส. ใหม่ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกประธานสภาได้ภายเดือนนี้ (มี.ค.) และตามด้วยการโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่เพื่อจัดตั้ง ครม. ต่อไป โดยคาดว่าหากกระบวนการไม่ติดขัดจะสามารถตั้งรัฐบาลได้เสร็จสิ้นภายในมี.ค.นี้เลย ส่วนประเด็นคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้บนบัตรเลือกตั้ง คาดว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาคำชี้แจงของกกต. เสร็จสิ้นหลังจากตั้งรัฐบาลแล้ว (ช้าสุด 13 เม.ย.) หากเป็นเช่นนี้การตัดสินเลือกตั้งโมฆะอาจะเป็นไปได้ยาก คาดจะเป็นการเอาผิดที่ตัวบุคคล ….หากการเมืองราบรื่นไปด้วยดี เป็นปัจจัยหนุนตลาดกลับมาดีอีกครั้ง เนื่องจากนโยบายกระตุ้นจะออกได้ไวขึ้น
- เงินเฟ้อไทย: CPI เดือน ก.พ. 69 ของไทยลดลง 0.88% ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 จากราคาสินค้ากลุ่มพลังงานและสินค้าเกษตรที่ลดลงตามมาตรการรัฐและอุปทานล้นตลาด โดยคาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีของไทยพลิกกลับมาเป็นบวกอีกครั้งที่ระดับ 1-3% ตามทิศทางราคาน้ำมันโลก ที่จะทำให้ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้น
- กำไรตลาดรายงานจบไปแล้ว กำไร 4Q-25 จบลงไปที่ 2.26 แสนล้านบาท +65% yoy ; -17%qoq กำไรของปี 2025 อยู่ที่ 1.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS 89.4 บาท ทั้งนี้ P/E ของตลาดจากกำไรปีนี้ อยู่ที่ 15.9 เท่า และปีหน้า ราว 17.1เท่า (ประมาณการเดิมของเรา)
- FTSE ประกาศชื่อหุ้นเข้าออก จากดัชนี FTSE ASEAN 40 Index โดยหุ้นเข้า : KTB และ หุ้นออก : CPAXT ทั้งนี้ FTSE จะมีการ rebalance ในวันที่ 20 มี.ค.69
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 31.61/62 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวอ่อนค่าลงจากช่วงเปิดตลาดตอนเช้าที่ระดับ 31.47 บาท/ดอลลาร์ ทิศทางของเงินบาทเป็นการอ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค (เช่นเดียวกับเงินวอนเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลดลง
- กระแส Fund Flow : นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้น 7,221 ล้านบาท ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 492 ล้านบาท …. แรงขายที่เกิดขึ้นอาจมาจากการชะลอการซื้อขายเพราะสถานการณ์มีความไม่แน่นอน
ปัจจัยต่างประเทศ
- สถานการณ์อิหร่าน: การโจมตีทางอากาศยังมีต่อเนื่องในระหว่างภูมิภาค อิหร่านมีท่าทีว่าจะโจมตีรุนแรงขึ้น เส้นทางอากาศถูกระงับ ค่าระวางเรือสูงขึ้น ราคาพลังปรับขึ้นยืนระดับสูง ตลาดหุ้นส่วนใหญ่กลับมารีบาวน์ จากการคาดหวังว่า การขนส่งน้ำมันและ Gas ผ่านช่องแคบฮอร์มุส จะทำได้ในเร็วๆนี้ (เรื่องนี้ นักลงทุนให้ความสนใจมากกว่าเรื่องสงครามเสียอีก)
- ทรัมป์กล่าวว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน ข่าวนี้จะกดดันต่อราคาน้ำมัน ไม่ให้ขึ้นไปได้มาก เหมือนปี 2022
- เศรษฐกิจจีน: รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมาย GDP ปี 2569 ไว้ที่ 4.5–5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ เน้นนวัตกรรมผ่านโครงการ “AI Plus” และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเตรียมอัดฉีดงบประมาณ 3 แสนล้านหยวนเข้าสู่ธนาคารรัฐ พร้อมบริษัทเทคโนโลยีท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้า …. การกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะบวกกับหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี, เดินเรือ และLogistic
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,380 แนวต้าน 1,400 – 1,430 คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นเทรดบน F/PE กรณีฐานที่ 15.0 – 15.2 X หลังปัจจัยเสี่ยงกรณีราคาน้ำมันดิบพุ่งเกิน $100/บาร์เรล เริ่มลดลง และยังรอประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แนะนำซื้อกลุ่ม High Dividend ที่ปรับลดลงมา เช่น ADVANC, KBANK ,SCB ,KTB, GULF, TFG, SIRI, JMT และเก็งกำไร DELTA ที่เป็นหุ้น High Beta
BANPU (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 6.55 บาท) ได้รับ sentiment บวกจากสถานการณ์ในตะวันกลาง โดยบริษัทได้รับประโยชน์จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ แนวโน้ม 1Q69 bottom line ดีขึ้นจากขาดทุน
COM7* (ทะยอยซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 28.87 บาท) กำไรสุทธิ 4Q68 อยู่ที่ 1.2 พันลบ. (+17%YoY , +39%QoQ) หนุนจาก 1.ปัจจัยบวกตามฤดูกาล 2.สินค้า Apple ยังเป็นที่นิยมโดยเฉพาะ IPhone17 และ 3.กลุ่มธุรกิจ Non-IT ที่มีมาร์จิ้นดีจากการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ (UFUND) การปล่อยเช่า EV Taxi และ iCare ส่วนการดำเนินงานช่วง 1Q69 คาดว่าจะดีต่อเนื่อง YoY จากธุรกิจ Non-IT แม้จะกดดันบ้างจากปีนี้ไม่มีม. Easy E-Receipt โดยทาง COM7* ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี69 +10%YoY ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิของ COM7* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 4,319 ลบ.(+6%YoY) และ 4,603 ลบ.(+7%YoY)