โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กาตาร์เตือนส่งออกน้ำมันทั้งหมดในอ่าวอาหรับจะหยุด “ไม่กี่วันต่อจากนี้” จากสงครามในอิหร่าน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กาตาร์ เตือนผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซทั้งหมดในอ่าวอาหรับอาจต้องหยุดการผลิตในไม่กี่วันต่อจากนี้ ตามหลัง QatarEnergy ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ของโลก เนื่องจากสถานการณ์สู้รบสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกพังทลาย

ซาอัด อัล-กาบี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกาตาร์ ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญต่อการจัดหาพลังงานและเส้นทางขนส่งของโลก อาจ “ทำให้เศรษฐกิจโลกพังทลายได้” พร้อมทั้งเตือนว่า ผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวอาหรับอาจต้องหยุดการผลิต “ภายในไม่กี่วัน”

ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดการโจมตีต่ออิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบ Brent crude พุ่งขึ้นมากกว่า 9% เมื่อวานนี้ (6 มีนาคม) แตะที่ระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2023 ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงแต่ทำให้ค่าการเติมน้ำมันรถของประชาชนแพงขึ้น แต่ยังทำให้ต้นทุนด้านพลังงาน ความร้อน อาหาร และสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้นด้วย

BBC รายงานเกี่ยวกับคำเตือนว่าหากราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงในสัปดาห์นี้ยังคงอยู่ในระดับสูง อาจกระตุ้นเงินเฟ้อในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก อาทิ สหราชอาณาจักร และ สหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้อัตราเงินเฟ้อกำลังมีแนวโน้มลดลง

รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกาตาร์ ระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เขากล่าวว่าหากสงครามนี้ดำเนินต่อไปอีกไม่กี่สัปดาห์ การเติบโตของ GDP เฉลี่ยทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาพลังงานของทุกประเทศจะสูงขึ้น รวมถึงอาจเกิดการขาดแคลนสินค้าบางประเภทที่จะส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้โรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าต่อได้

อย่างไรก็ตาม นอกจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว “ค่าไฟฟ้าและค่าพลังงานในครัวเรือน” อาจเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ผลกระทบอาจยังไม่ปรากฏจนถึงเดือนกรกฎาคม ตามการประเมินของ Ofgem (Office of Gas and Electricity Markets) ซึ่งเป็นสำนักงานกำกับดูแลตลาดก๊าซและไฟฟ้าของสหราชอาณาจักร แต่ขณะเดียวกันก็มีความกังงลว่าวิกฤตครั้งนี้ในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบคล้ายกับช่วงที่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนในปี 2022 แต่จนถึงขณะนี้ราคาน้ำมันและก๊าซยังไม่พุ่งสูงเท่ากับระดับสูงสุดในช่วงเวลานั้น

ด้าน ฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานอิสระชั้นนำระดับโลก ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าสถานการณ์นี้ถือเป็นความเสี่ยงจริงต่อเศรษฐกิจโลก เขากล่าวว่าตอนนี้ถือว่าอยู่ในจุดที่ต้องพิจารณาต่อว่าเป็นเพียงวิกฤตพลังงานระยะสั้นที่มีผลกระทบจำกัด หรือเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินสองสัปดาห์ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบใหญ่ต่อระบบพลังงานและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะสูงขึ้นมาก

โดยในสัปดาห์นี้หลังจากบริษัท QatarEnergy ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG รายสำคัญของโลกประกาศยุติการผลิตเนื่องจากสถานการณ์สู้รบ รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของกาตาร์เชื่อว่าหากสงครามยังดำเนินต่อไป ผู้ส่งออกพลังงานรายอื่น ๆ ในภูมิภาคอาจต้องทำแบบเดียวกันภายในไม่กี่วันต่อจากนี้ หรือแม้สงครามจะหยุดลงทันทีก็อาจต้องใช้เวลา “หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน” กว่าการผลิตพลังงานจะกลับสู่ระดับปกติ

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้งานทั่วโลกจะถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในแต่ละวัน แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้แทบหยุดชะงักตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นต่อไป อาจทำให้ราคาสินค้าและบริการทั่วโลกสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในหลายทวีปทั้ง จีน, อินเดีย และ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ผ่านเส้นทางนี้

แม้ว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ซาอุดีอาระเบีย จะมีท่อส่งน้ำมันที่ช่วยขนส่งน้ำมันโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว แต่นักวิเคราะห์เตือนว่า ยิ่งมีภัยคุกคามต่อเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบนานเท่าไร ราคาน้ำมันและค่าขนส่งก็จะยิ่งสูงขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...