อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) ปลายแผ่นดิน ร.2 ในบันทึกทูตอังกฤษ
อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับบรรยากาศภายในวังท่าพระ จากบันทึกของ “จอร์จ ฟินเลย์สัน” ผู้ติดตามคณะทูตอังกฤษที่เข้ามาติดต่อกับสยามในสมัยรัชกาลที่ 2
จอร์จ ฟินเลย์สัน(Geoge Finlayson) ศัลยแพทย์และนักธรรมชาติวิทยาประจำกองทัพของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ ติดตามคณะทูตของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งมี จอห์น ควอร์เฟิร์ด(John Crawfurd) ผู้แทนผู้สำเร็จราชการอังกฤษประจำอินเดียเป็นหัวหน้าทูต วัตถุประสงค์คือการมาเจริญทางพระราชไมตรีและพาณิชย์กับสยามและโคชินจีน (ญวน)
คณะทูตเข้ามายังสยามเมื่อ พ.ศ. 2364-2365 ตรงกับปลายแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2ระหว่างนั้น ฟินเลย์สันรับมอบหมายให้ศึกษา และเก็บข้อมูลทางธรรมชาติวิทยา ภูมิศาสตร์ ตลอดจนชาติพันธุ์ในสยาม
ฟินเลย์สันยังบันทึกประสบการณ์ที่จอห์น ครอร์เฟิร์ด ไปเข้าเฝ้า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นธรรมเนียมก่อนเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินของสยาม โดยบรรยายเหตุการณ์ว่า
“นายครอว์เฟิร์ดพร้อมด้วยร้อยโทรัทเทอร์ฟอร์ด (Lieutenant Rutherfurs) ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระโอรสของพระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบันที่มิได้ประสูติแต่พระราชินี กำหนดเวลาเข้าเฝ้าคือ ๒ ทุ่ม
พระเจ้าลูกยาเธอฯ ประทับอยู่ ณ กลางห้องโถงกว้างใหญ่ที่ประดับตกแต่งแบบจีนเป็นหลัก กระจกเงาธรรมดา เครื่องแก้วดัตช์ โป๊ะโคม ตะเกียง และโคมไฟจีนประดับตกแต่งอยู่ตามผนังห้องและห้อยลงมาจากเพดาน พระองค์ทรงต้อนรับคณะทูตโดยประทับนิ่งอยู่ และเมื่อคณะทูตเดินเข้ามา ก็ทรงชี้ไปที่พรมที่ปูอยู่ห่างออกไปสำหรับให้แขกนั่ง
เช่นเดียวกับชายชาวสยามส่วนใหญ่ที่มีสถานะและตำแหน่ง พระเจ้าลูกยาเธอฯ ทรงมีพระวรกายหนาล่ำเป็นพิเศษ…พระอากัปกิริยาเคร่งขรึมจริงจังและไม่ประนีประนอม ทรงมีลักษณะรูปโฉมที่ดูอาวุโสกว่าพระชันษาจริงอยู่มาก”
บทสนทนาระหว่างกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กับคณะทูตในวันนั้น คณะทูตได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องทั่ว ๆ ไป เช่น การเดินทางเยือนราชสำนักของประเทศแถบเอเชีย ระยะทาง อายุ และหน้าที่การงานของคณะทูต รวมถึงสุขภาพของผู้สำเร็จราชการแห่งอินเดีย และสถานการณ์บ้านเมืองของอังกฤษ
ที่สำคัญ ฟินเลย์สันได้เล่าถึงอิทธิพลต่อกิจการบ้านเมืองของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ว่า
“เกือบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราชการแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นกรมกองใดก็ตามล้วนอยู่ในพระหัตถ์ของเจ้านายพระองค์นี้ ซึ่งทรงเป็นที่เชื่อถือว่าได้ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทัดเทียมกับภาระหน้าที่ใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงได้รับมอบหมาย
ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพหรือสงคราม การติดต่อกับต่างประเทศ หรือการบริหารกิจการภายในประเทศ การศาสนา นโยบาย หรือการศาล ล้วนอยู่ภายใต้พระวินิจฉัยของพระองค์อย่างเท่าเทียมกัน นาน ๆ ครั้งจึงจะนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าแผ่นดินเพื่อทรงพระราชวินิจฉัยชี้ขาด ขุนนางทุกคนที่มีบรรดาศักดิ์ต่ำกว่าล้วนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพระเจ้าลูกยาเธอฯ พระองค์นี้”
นอกจากนี้ หลังจากที่คณะทูตได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฟินเลย์สันยังบันทึกถึงการนัดหมายพูดคุยกับคณะทูต “เป็นการเฉพาะ” จากคำขอของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ณ วังท่าพระ ซึ่งเขาก็ได้บรรยายสภาพของวังในขณะนั้นอย่างตรงไปตรงมาว่า “วังของพระองค์ซึ่งเป็นอาคารที่ดูสกปรกและซอมซ่อ แต่ภายในมีพื้นที่กว้างขวางและตกแต่งเครื่องเรือนเครื่องใช้ได้ดีพอควร”
รวมไปถึงบรรยากาศภายในพระตำหนักระหว่างรอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เสด็จออกรับคณะทูต ซึ่งบ่าวไพร่ชาวสยามก็ดูจะ “ไม่เป็นมิตร” กับชาวต่างชาตินัก ดังว่า “ณ เวลาที่นัดหมาย พวกเราถูกเชิญมายังลานเปิด ณ ปลายสุดด้านหนึ่งของวังซึ่งใช้เป็นห้องพักรอ ที่แห่งนี้ไม่ได้มีความเหมาะสมหรือเป็นที่ยอมรับได้เลย
กลุ่มทาสหรือบ่าวรับใช้ที่ส่งเสียงดัง สกปรก และไร้มารยาท จับกลุ่มกันอยู่โดยรอบลานแห่งนี้ หรือไม่ก็นั่งนอนเอกเขนกอยู่พื้นที่โดยไม่ให้ความสนใจพวกเราแม้แต่น้อย และหากจะให้ความสนใจก็เพื่อแสดงความโอหังอย่างจงใจเท่านั้น…
ในสถานที่แห่งนี้ผู้แทนของผู้สำเร็จราชการต้องรอคอยอยู่นานเกินกว่า ๒ ชั่วโมง และแล้วเสนาบดีพระยาสุริยวงศ์โกษาก็เข้ามาและบอกว่า พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงสวดมนต์อยู่จึงเป็นเหตุให้ล่าช้า…ในที่สุดก็มีการบอกเป็นนัยว่าพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงพร้อมที่จะให้การรับรองผู้แทนของผู้สำเร็จราชการตามธรรมเนียมปกติของชาวสยามแล้ว…”
สำหรับการสนทนาที่ดำเนินไปกว่า 2 ชั่วโมงนั้น ฟินเลย์สันเล่าว่า ทรงถามเกี่ยวข้องกับเรื่องการปกครองอาณานิคมอินเดียเป็นหลัก โดยเฉพาะศรีลังกา ดินแดนที่ชาวสยามให้ความเคารพนับถืออย่างสูง เพราะถือว่าเป็นดินแดนที่สยามรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา เมื่อทรงได้ทราบว่า ฟินเลย์สันเคยไปศรีลังกามาแล้ว ก็ตรัสถามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับลังกามากมาย รวมถึงวิทยาการความรู้ทางการแพทย์ของชาวยุโรป
เหล่านี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของบรรยากาศ และการบ้านการเมืองในราชสำนักยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่คณะทูตต่างชาติซึ่งเข้ามาติดต่อได้ประสบพบเจอ
อ่านเพิ่มเติม :
- ไทม์ไลน์ ร.2 เสด็จสวรรคต สู่สถานการณ์คุกรุ่น เมื่อ “กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์” เสวยราชย์
- “เสาตกน้ำมัน” เรื่องเล่าวังท่าพระ ความเชื่อมโยงรัชกาลที่ 3 ครั้งทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์
- เปิดความงาม “วังท่าพระ” ยุคกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ท้องพระโรงปิดทอง ประดับแก้วเจียระไนแบบยุโรป
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
จอร์จ ฟินเลย์สัน, กมลทิพย์ ชัยศุภมงคลลาภ แปลและเรียบเรียง. (2568). จดหมายเหตุจอร์จ ฟินเลย์สัน การเดินทางของคณะทูตอังกฤษสู่ประเทศสยามในสมัยรัชกาลที่ ๒.กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อำนาจกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ร.3) ปลายแผ่นดิน ร.2 ในบันทึกทูตอังกฤษ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com