สาวป่วยโรคไตระยะสุดท้ายใช้สิทธิประกันสังคมรักษา แต่ต้องสำรองจ่าย ต้องขายทรัพย์สินจนหมดตัว
สาวป่วยโรคไตระยะสุดท้าย ใช้สิทธิประกันสังคมรักษา ต้องสำรองจ่ายเองไปก่อน จนต้องขายทรัพย์สินจนหมดตัว วอนแก้ระบบประกันสังคมจ่ายทันที
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพผู้ป่วยและข้อความว่า “สวัสดีค่ะเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้ข้าพเจ้าได้ป่วยเป็นโรคไต ระยะสุดท้าย ได้รักษา ตัวเองมา 4 เดือนกว่าแล้ว โดยใช้สิทธิประกันสังคม แต่ค่าฟอกไต ต้องสำรองจ่ายไปก่อนอาทิตย์หนึ่งต้องฟอก3วัน จนสำรองจ่ายจนเงินหมด ไม่มีจะฟอกไตแล้วค่ะ จนวันนี้ไม่ได้ฟอกมาจะอาทิตย์แล้วค่ะ ทรมานมาก จึงอยากจะขอความเห็นใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนค่ะทุกวันนี้พ่อกับแม่เสียหมดแล้วค่ะอยู่ตัวคนเดียว ขอความเห็นใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในเฟสที่ผ่านเจอ ร่วมบริจาคค่าฟอกไต ได้ที่ กสิกรไทย 5592114099 ขอบพระคุณนะคะ ที่ได้ช่วยต่อชีวิตให้ค่ะ ขอความเมตตาจากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้นะคะ”
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยได้พบกับ น.ส.จิตติมา (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งใน อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โดยพบว่า น.ส.จิตติมาเป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะสุดท้าย ซึ่งพักอาศัยอยู่เพียงลำพังในบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพร่างกายซูบผอม ลำคอและแขนมีผ้าก๊อซปิดอยู่เนื่องจากเพิ่งกลับจากการฟอกไต โดย น.ส.จิตติมา ยังมีอาการเหนื่อยและหอบง่าย
น.ส.จิตติมา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า ตนเคยทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งปัจจุบันต้องพักงาน มารักษาจากการป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ตั้งเดือนกันยายน 2568 ทำให้ต้องไปเข้ารับรักษาตัวโดยใช้สิทธิประกันสังคม ในครั้งแรกที่โรงพยาบาลธนบุรี ซึ่งในวันที่ป่วยหนักนั้น ตนต้องคลานไปหน้าหมู่บ้านเพื่อให้ รปภ. เรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่โรงพยาบาลธนบุรี โดยเมื่อไปถึงโรงพยาบาลในตอนนั้นตนหมดสติไม่รู้เรื่องแล้ว หมอทำการตรวจเลือดอัลตร้าซาวด์ทุกอย่างหมด แล้วตนได้หยุดหายใจไป 2 นาที หมอจึงทำการปั๊มหัวใจกลับขึ้นมาจนตนฟื้น โดยค่ารักษาที่โรงพยาบาลธนบุรีทำให้ต้องเสียค่าส่วนต่างไปเพราะเขาไม่รับประกันสังคม
จากนั้นตนจึงต้องย้ายโรงพยาบาลมาใช้สิทธิ์ที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น ซึ่งในตอนแรกทางโรงพยาบาลก็คิดส่วนต่างครั้งละ 250 บาทต่อการฟอกไต 1 ครั้ง ใช้สิทธิได้ภายใน 2 เดือน แล้วหลังจากนั้นต้องสำรองจ่ายไปก่อน จนกว่าแพทย์จะอนุมัติให้ โดยทางโรงพยาบาลจะให้เอกสารมาเพื่อเอาไปยื่นเบิกกับประกันสังคม
น.ส.จิตติมา กล่าวว่า ในตอนนั้นตนเหลือเพียงตัวคนเดียว พ่อแม่ก็เสียไปหมดแล้ว ญาติพี่น้องก็ไม่มี ทำให้ตนไม่ได้ไปยื่นเบิกและก็เข้าออกโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง ในบางครั้งตนต้องโทรเรียกรถฉุกเฉิน 1669 มารับที่บ้านถึง 2 ครั้ง เนื่องจากร่างกายตนไม่ไหวอาศัยนอนที่แคร่หน้าบ้านแทนรอรถเจ้าหน้าที่มารับตัวไปรักษา
ปัญหาที่เจ็บปวดของคนที่ทำประกันสังคมแบบตนไว้ก็คือ ตนไม่มีเงินที่จะไปจ่ายสำรองค่ารักษาแล้ว เพราะนับตั้งแต่ไม่สบายมา ก็ต้องหยุดงานเพื่อไปรักษาตัวแล้วโรคไตระยะสุดท้ายจะต้องทำการฟอกเอาของเสียของจากร่างกายวันเว้นวัน แล้วตนก็ต้องมานั่งหาเงินสำรองจ่ายไปก่อน แล้วค่อยไปทำเรื่องเบิกคืนจากประกันสังคมที่ให้รออีก 60 วัน ตนไม่ได้มีรายได้อะไรแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปสำรองจ่ายได้
ทรัพย์สินต่างๆ ที่เคยมี ตนก็ขายไปหมดแล้ว รวมทั้งเงินที่สะสมมาต้องทำงานก็ไม่มีเหลือแล้ว เพราะต้องไปฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง คือวันจันทร์ พุธ ศุกร์ ตอนแรกฟอกที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ครั้งละ 2,482 บาท ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าเครื่องกรอง 2,000 บาท ที่อยู่ได้ 15-20 วัน ถ้าเบิกประกันสังคมได้ตนจะเสียแค่ส่วนต่าง 1,500 บาทต่อครั้งในการฟอกไต หลังจากไม่มีเงินก็โทรหาเพื่อน เพื่อนจึงได้ติดต่อคลินิกให้แถวบางใหญ่ ฟอกไตครั้งหนึ่ง 1,500 บาทแต่ก็ต้องสำรองจ่าย ค่ากรอง 1,000 บาท ค่าแท็กซี่ไปกลับอีก 300 บาท รวมแล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 บาทต่อครั้ง
น.ส.จิตติมา กล่าวอีกว่า ในกรณีแบบนี้ทำไมประกันสังคมจึงให้คนที่จ่ายค่าประกันสังคม ต้องออกเงินสำรองจ่ายไปก่อนแล้วไปยื่นเบิกที่หลัง ทำไมไม่ดูแลให้ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตได้รับสิทธิการรักษาไปเลยโดยไม่ต้องสำรองจ่าย เพราะบางคนไม่มีเงินมาสำรองจ่าย เพราะเขาไม่มีเงินจริงๆ แบบนี้ถ้าคนป่วยที่ไม่มีเงินสำรองก็คือจบชีวิต เพราะอาการของโรคนี้ถ้าไม่ได้ฟอกไตเพื่อขับเอาของเสียในร่างกายออก ก็เสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้สูงจากอาการน้ำท่วมปอด
น.ส.จิตติมา กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ หลัจากงทางประกันสังคมและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่นทราบเรื่องราวของตนในโซเชียล ก็พากันมาเยี่ยมตนที่ศูนย์ฟอกไตย่านบางใหญ่ เพื่อจะมาสอบถามกับตนว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร จึงบอกเขาว่าเงินตนไม่มีสำรองจ่ายรักษาแล้ว เพราะหมดตัวแล้ว ของในบ้านก็นำไปขายจนหมด รถก็โดนยึด ซึ่งทางประกันสังคมก็รับเรื่องไปและแจ้งว่าจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด โดยมีเจ้าหน้าที่มาขอสลิปที่ตนสำรองจ่ายไปก่อนเพื่อนำไปเร่งดำเนินการคืนเงินให้กับตน เงินตกค้างที่ตนสำรองจ่ายไปก่อนประมาณ 3-4 หมื่น ทั้งๆที่ความจริงที่ตนสำรองจ่ายไปจะอยู่ที่ 50,000-60,000 บาท แต่จะเบิกได้เพียงประมาณ 30,000 – 40,000 บาท เท่านั้น ถ้าตนได้เงินสำรองก้อนนี้มาก็คงจะช่วยตนได้เยอะ เพราะจะนำกลับมาจ่ายเป็นค่ารักษาฟอกไตได้ต่อไป โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าจะมีเงินสำรองไปจ่ายค่าฟอกไตหรือไหม
น.ส.จิตติมา บอกว่า อยากให้ประกันสังคมดูแลเรื่องสิทธิของผู้ป่วยที่ต้องไปฟอกไตโดยไม่ต้องไปหาเงินมาสำรองจ่าย ตนอยากให้ประกันสังคมแก้ไขเร่งด่วน อยากให้ประกันสังคมเห็นใจประชาชนที่ไม่มีเงินสำรองจ่ายด้วย เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้คนไม่มีเงินไปจ่ายค่ารักษาก็คงต้องรอความตายอย่างเดียว เหมือนตอนที่ตนไม่มีเงินไปจ่ายค่าฟอกไตเกือบอาทิตย์จนได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือมา จากที่ตนป่วยมา 4 เดือนกว่า
ทำให้ตนเห็นว่าประกันสังคมควรต้องปรับปรุงระบบการสำรองจ่ายไปก่อน คือประกันสังคมต้องจ่ายให้ผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตเลย อย่างตนที่เป็นผู้ป่วยโรคไตในระยะสุดท้ายแล้วไม่สามารถหยุดฟอกไตได้เลยต้องฟอกไปตลอดชีวิต เพราะถ้าไม่ฟอกไตก็ทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอดตามมา นอกจากนี้ยังไม่สามารถกินอาหารได้ และยังมีอาการคันตามร่างกาย เนื้อตัวบวม เพราะร่างกายขับของเสียไม่ได้เต็มที่
น.ส.จิตติมา กล่าวอีกว่า หลังจากที่เมื่อวานนี้ตนได้ไปฟอกไตมา ตอนนี้อาการก็เริ่มดีขึ้นต่อไปบ้าง ซึ่งตนก็ตั้งใจว่าจะทำขนมหวานขายเพราะเป็นอาชีพเก่าของบรรพบุรุษไว้เป็นช่องทางหารายได้ต่อไป แม้ว่าตนจะได้รับเงินช่วยเหลือจากผู้ใจดีช่วยบริจาคผ่านทางบัญชีธนาคารมาให้จำนวนหนึ่ง แต่ตนก็ต้องนำไปใช้เป็นเงินสำรองจ่ายฟอกไตต่อไป โดยที่ทางประกันสังคมยังไม่มีคำตอบให้ว่าจะเร่งคืนเงินสำรองจ่ายให้กับตนได้เร็วที่สุดเมื่อไหร่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สาวป่วยโรคไตระยะสุดท้ายใช้สิทธิประกันสังคมรักษา แต่ต้องสำรองจ่าย ต้องขายทรัพย์สินจนหมดตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th