กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก
กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หรือที่รู้จักกันว่า “เจ้าจอมสดับ” (พ.ศ. 2434-2526) เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ถวายตัวใน พ.ศ. 2449 ท่านเป็นสมาชิกราชสกุลลดาวัลย์ ที่มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้าลดาวัลย์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเอมน้อย เป็นต้นราชสกุล
เจ้าจอมสดับเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี ถ่อมตน จึงเป็นหนึ่งในเจ้าจอมคนโปรด ประจักษ์พยานของเรื่องนี้ คือ การที่รัชกาลที่ 5 พระราชทาน “กำไลทองรูปตาปู” แก่เจ้าจอมท่านนี้ ที่คนรุ่นหลังเรียกกันติดปากว่า “กำไลมาศเจ้าจอมสดับ”
กำไลดังกล่าวทำด้วยทองคำ เป็นรูปหัวตะปู 2 ดอกคล้องกัน สลักพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ที่แสดงออกถึงความรักที่ทรงมีต่อเจ้าจอมสดับไว้ว่า
“กำไลมาศชาตินพคุณแท้
ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี
เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที
จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย
ตาปูทองสองดอกตอกสลัก
ตรึงความรักรับไว้อย่าให้หาย
แม้รักร่วมสวมไว้ให้ติดกาย
เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย”
เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคตใน พ.ศ. 2453 เจ้าจอมสดับก็ยังคง “สวมไว้ให้ติดกาย” เพราะไม่เคย “วายสวาสดิ์วอด” เลยตลอดชีวิต กระทั่งท่านถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบใน พ.ศ. 2526 สิริอายุ 93 ปี
เรารู้เรื่องกำไลทองล้ำคุณค่านี้คร่าว ๆ ไปแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า รัชกาลที่ 5 พระราชทานกำไลทองแก่เจ้าจอมสดับเมื่อใด และเกี่ยวพันอันใดกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก
ที่มา “กำไลมาศเจ้าจอมสดับ”
เรื่องราวกำไลมาศเจ้าจอมสดับเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2449 เมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถาน เจ้าจอมสดับบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นไว้ว่า (ย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)
“งานขึ้นพระที่นั่งอัมพร ทรงเป็นโต้โผเล่นละครเรื่องเงาะป่า เก็บเงินคนดูเพื่อพระราชทานเป็นทุนให้คะนัง…งานนั้นต้องเตรียมซ้อมละครกันหลายวัน ข้าพเจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยมาก วันงานท่าน (พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา – ผู้เขียนบทความออนไลน์)ประชวรพระยอดพระชงค์เสด็จไม่ได้ ข้าพเจ้าถูกเป็นแม่งานแทนท่านหลายอย่าง ยังคอยระวังรับใช้ล้นเกล้าฯ ในเรื่องตั้งเครื่อง เพราะว่าเสด็จเป็นเจ้าของละครอยู่ภายในโรงละครตลอดเวลา จึงมีข้าพเจ้าวิ่งเต้นอยู่คนเดียว พระสนมกำนัลอื่นถูกเกณฑ์เป็นผู้ดูละครเก็บเงินหมด
ถึงบทข้าพเจ้าร้องก็ต้องไปนั่งร้องประจำโรง ร้องเสร็จก็อยู่ที่ล้นเกล้าฯ ซึ่งประทับอยู่ในที่นั้น ละครเลิกเสด็จขึ้นแล้วก็เป็นหน้าที่ข้าพเจ้าเฝ้า ตามเสด็จขึ้นไปรับใช้บนพระที่นั่ง
ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมัน นำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย”
พระที่นั่งอัมพรสถาน ตั้งอยู่ภายในพระราชวังดุสิต ซึ่งพระราชวังนี้แรกเริ่มคือ “สวนดุสิต” รัชกาลที่ 5 ทรงให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2441 ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน พักผ่อนพระราชอิริยาบถ และพระพลานามัย เนื่องจากพื้นที่พระบรมมหาราชวังเริ่มคับแคบ เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น นับเป็นโครงการออกแบบ วางผัง และก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดช่วงปลายรัชกาล และถือเป็นการสร้าง “เมือง” ขึ้นใหม่เลยก็ว่าได้
คราวนั้น รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้รื้อพระที่นั่งที่เกาะสีชังมาสร้างที่สวนดุสิต โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับดูแล และออกแบบ ต่อมา พระราชทานนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” มีการเฉลิมพระที่นั่งใน พ.ศ. 2445 และในปีเดียวกัน รัชกาลที่ 5 ก็โปรดให้ก่อสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่อีกองค์ พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งอัมพรสถาน”
พระที่นั่งองค์นี้เป็นอาคารเครื่องก่อสูง 3 ชั้น แรกสร้างเป็นรูปตัว H หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวอาคารแบ่งเป็น 2 ส่วน มีโถงกลาง และมุขเทียบรถพระที่นั่งคั่นกลาง ปีกอาคารด้านเหนือเป็นอาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องเสวย ห้องอียิปต์ ห้องพระบรรทมเล็ก ปีกทิศใต้มีห้องรับรอง ห้องประชุมเสนาบดี ห้องเสวยใหญ่ เป็นต้น ส่วนชั้น 3 ของพระที่นั่งอัมพรสถานมีห้องพระบรรทมใหญ่ ห้องสมุด และห้องพระ
ต่อมา รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้ต่อเติมอาคารขยายไปทางทิศเหนือ เป็นอาคาร 2 ชั้น มีสะพานเหล็กเชื่อมกับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งอุดรภาค” เป็นที่ประทับในพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (ต่อมาคือ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) และขยายไปทางทิศตะวันตก คือ “พระที่นั่งประจิมภาค” เป็นที่ประทับในพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ (ต่อมาคือ พระวิมาดาเธอฯ) ผู้ควบคุมห้องพระเครื่องต้นในรัชกาลที่ 5
เมื่อก่อสร้าง และตกแต่งสำเร็จเรียบร้อย รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถาน ระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 (นับตามปฏิทินแบบเก่า) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์พระราชทานกำไลทองรูปตาปูแก่เจ้าจอมสดับนั่นเอง
ในบันทึกเจ้าจอมสดับข้างต้น ยังปรากฏชื่อ “คนัง” เด็กชายชาติพันธุ์ก็อยทางตอนใต้ของสยาม แต่ชาวถิ่นกลางเรียกว่า “เงาะ” รัชกาลที่ 5 ทรงรับคนังมาชุบเลี้ยงเป็นมหาดเล็กในพระองค์ และทรงมอบหมายให้อยู่ในความดูแลของพระวิมาดาเธอฯ ซึ่งคนังเรียกว่า “คุณแม่” หลังจากพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถานแล้ว คนังก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในพระที่นั่งประจิมภาค ที่ประทับในพระวิมาดาเธอฯ ด้วย
กำไลมาศเจ้าจอมสดับ นอกจากจะเปี่ยมด้วยความรักที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อเจ้าจอมสดับแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สำคัญของราชสำนักสยามสมัยนั้นอีกประการหนึ่ง
อ่านเพิ่มเติม :
- เจ้าจอมสดับ ชมความงาม “พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฏ” ในรัชกาลที่ 5 ไว้อย่างไร?
- ทำไม “เจ้าจอมสดับ” ถวายคืนเครื่องเพชรพระราชทาน หลังรัชกาลที่ 5 สวรรคต
- “นายคนัง มหาดเล็ก” จาก “ก็อย” อาศัยในป่า สู่มหาดเล็กตัวน้อยใน ร. 5 ราชสำนักฮือฮา
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ ๕. ม.ล. พูนแสง (ลดาวัลย์) สูตะบุตร พิมพ์สนองพระคุณ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2526.
รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล และศิริน โรจนสโรช, เรียบเรียง. “ประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน”. ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com