โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 ม.ค. เวลา 07.47 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. เวลา 07.42 น.
กำไลมาศเจ้าจอมสดับ (ภาพจาก หนังสือ : ศรุตานุสรณ์)

กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ หรือที่รู้จักกันว่า “เจ้าจอมสดับ” (พ.ศ. 2434-2526) เป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ถวายตัวใน พ.ศ. 2449 ท่านเป็นสมาชิกราชสกุลลดาวัลย์ ที่มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้าลดาวัลย์) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเอมน้อย เป็นต้นราชสกุล

เจ้าจอมสดับเป็นผู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี ถ่อมตน จึงเป็นหนึ่งในเจ้าจอมคนโปรด ประจักษ์พยานของเรื่องนี้ คือ การที่รัชกาลที่ 5 พระราชทาน “กำไลทองรูปตาปู” แก่เจ้าจอมท่านนี้ ที่คนรุ่นหลังเรียกกันติดปากว่า “กำไลมาศเจ้าจอมสดับ”

กำไลดังกล่าวทำด้วยทองคำ เป็นรูปหัวตะปู 2 ดอกคล้องกัน สลักพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ที่แสดงออกถึงความรักที่ทรงมีต่อเจ้าจอมสดับไว้ว่า

“กำไลมาศชาตินพคุณแท้

ไม่ปรวนแปรเป็นอื่นย่อมยืนสี

เหมือนใจตรงคงคำร่ำพาที

จะร้ายดีขอให้เห็นเป็นเสี่ยงทาย

ตาปูทองสองดอกตอกสลัก

ตรึงความรักรับไว้อย่าให้หาย

แม้รักร่วมสวมไว้ให้ติดกาย

เมื่อใดวายสวาสดิ์วอดจึงถอดเอย”

เมื่อรัชกาลที่ 5 สวรรคตใน พ.ศ. 2453 เจ้าจอมสดับก็ยังคง “สวมไว้ให้ติดกาย” เพราะไม่เคย “วายสวาสดิ์วอด” เลยตลอดชีวิต กระทั่งท่านถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบใน พ.ศ. 2526 สิริอายุ 93 ปี

เรารู้เรื่องกำไลทองล้ำคุณค่านี้คร่าว ๆ ไปแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า รัชกาลที่ 5 พระราชทานกำไลทองแก่เจ้าจอมสดับเมื่อใด และเกี่ยวพันอันใดกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก

ที่มา “กำไลมาศเจ้าจอมสดับ”

เรื่องราวกำไลมาศเจ้าจอมสดับเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2449 เมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถาน เจ้าจอมสดับบันทึกเหตุการณ์ช่วงนั้นไว้ว่า (ย่อหน้าใหม่และเน้นคำโดยผู้เขียนบทความออนไลน์)

“งานขึ้นพระที่นั่งอัมพร ทรงเป็นโต้โผเล่นละครเรื่องเงาะป่า เก็บเงินคนดูเพื่อพระราชทานเป็นทุนให้คะนัง…งานนั้นต้องเตรียมซ้อมละครกันหลายวัน ข้าพเจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยมาก วันงานท่าน (พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา – ผู้เขียนบทความออนไลน์)ประชวรพระยอดพระชงค์เสด็จไม่ได้ ข้าพเจ้าถูกเป็นแม่งานแทนท่านหลายอย่าง ยังคอยระวังรับใช้ล้นเกล้าฯ ในเรื่องตั้งเครื่อง เพราะว่าเสด็จเป็นเจ้าของละครอยู่ภายในโรงละครตลอดเวลา จึงมีข้าพเจ้าวิ่งเต้นอยู่คนเดียว พระสนมกำนัลอื่นถูกเกณฑ์เป็นผู้ดูละครเก็บเงินหมด

ถึงบทข้าพเจ้าร้องก็ต้องไปนั่งร้องประจำโรง ร้องเสร็จก็อยู่ที่ล้นเกล้าฯ ซึ่งประทับอยู่ในที่นั้น ละครเลิกเสด็จขึ้นแล้วก็เป็นหน้าที่ข้าพเจ้าเฝ้า ตามเสด็จขึ้นไปรับใช้บนพระที่นั่ง

ในวันเฉลิมพระที่นั่งนี้ ทรงพระมหากรุณาสวมกำไลทองรูปตาปูพระราชทานข้าพเจ้า ทรงสวมโดยไม่มีเครื่องมือ บีบด้วยพระหัตถ์ รุ่งขึ้นจึงต้องรับสั่งให้กรมหลวงสรรพศาสตร์พาช่างทองแกรเลิตฝรั่งชาติเยอรมัน นำเครื่องมือมาบีบให้เรียบร้อย”

พระที่นั่งอัมพรสถาน ตั้งอยู่ภายในพระราชวังดุสิต ซึ่งพระราชวังนี้แรกเริ่มคือ “สวนดุสิต” รัชกาลที่ 5 ทรงให้ก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2441 ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐาน พักผ่อนพระราชอิริยาบถ และพระพลานามัย เนื่องจากพื้นที่พระบรมมหาราชวังเริ่มคับแคบ เพราะมีผู้คนอยู่อาศัยเพิ่มขึ้น นับเป็นโครงการออกแบบ วางผัง และก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดช่วงปลายรัชกาล และถือเป็นการสร้าง “เมือง” ขึ้นใหม่เลยก็ว่าได้

คราวนั้น รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้รื้อพระที่นั่งที่เกาะสีชังมาสร้างที่สวนดุสิต โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงกำกับดูแล และออกแบบ ต่อมา พระราชทานนามพระที่นั่งองค์นี้ว่า “พระที่นั่งวิมานเมฆ” มีการเฉลิมพระที่นั่งใน พ.ศ. 2445 และในปีเดียวกัน รัชกาลที่ 5 ก็โปรดให้ก่อสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่อีกองค์ พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งอัมพรสถาน”

พระที่นั่งองค์นี้เป็นอาคารเครื่องก่อสูง 3 ชั้น แรกสร้างเป็นรูปตัว H หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตัวอาคารแบ่งเป็น 2 ส่วน มีโถงกลาง และมุขเทียบรถพระที่นั่งคั่นกลาง ปีกอาคารด้านเหนือเป็นอาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วยห้องเสวย ห้องอียิปต์ ห้องพระบรรทมเล็ก ปีกทิศใต้มีห้องรับรอง ห้องประชุมเสนาบดี ห้องเสวยใหญ่ เป็นต้น ส่วนชั้น 3 ของพระที่นั่งอัมพรสถานมีห้องพระบรรทมใหญ่ ห้องสมุด และห้องพระ

ต่อมา รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสสั่งให้ต่อเติมอาคารขยายไปทางทิศเหนือ เป็นอาคาร 2 ชั้น มีสะพานเหล็กเชื่อมกับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานนามว่า “พระที่นั่งอุดรภาค” เป็นที่ประทับในพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (ต่อมาคือ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) และขยายไปทางทิศตะวันตก คือ “พระที่นั่งประจิมภาค” เป็นที่ประทับในพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมขุนสุทธาสินีนาฏ (ต่อมาคือ พระวิมาดาเธอฯ) ผู้ควบคุมห้องพระเครื่องต้นในรัชกาลที่ 5

เมื่อก่อสร้าง และตกแต่งสำเร็จเรียบร้อย รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถาน ระหว่างวันที่ 18-22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2449 (นับตามปฏิทินแบบเก่า) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์พระราชทานกำไลทองรูปตาปูแก่เจ้าจอมสดับนั่นเอง

ในบันทึกเจ้าจอมสดับข้างต้น ยังปรากฏชื่อ “คนัง” เด็กชายชาติพันธุ์ก็อยทางตอนใต้ของสยาม แต่ชาวถิ่นกลางเรียกว่า “เงาะ” รัชกาลที่ 5 ทรงรับคนังมาชุบเลี้ยงเป็นมหาดเล็กในพระองค์ และทรงมอบหมายให้อยู่ในความดูแลของพระวิมาดาเธอฯ ซึ่งคนังเรียกว่า “คุณแม่” หลังจากพระราชพิธีเฉลิมพระที่นั่งอัมพรสถานแล้ว คนังก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในพระที่นั่งประจิมภาค ที่ประทับในพระวิมาดาเธอฯ ด้วย

กำไลมาศเจ้าจอมสดับ นอกจากจะเปี่ยมด้วยความรักที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อเจ้าจอมสดับแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่สำคัญของราชสำนักสยามสมัยนั้นอีกประการหนึ่ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ ๕. ม.ล. พูนแสง (ลดาวัลย์) สูตะบุตร พิมพ์สนองพระคุณ เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ เจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับในรัชกาลที่ 5 ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2526.

รองศาสตราจารย์ ม.ร.ว. พฤทธิสาณ ชุมพล และศิริน โรจนสโรช, เรียบเรียง. “ประทับที่พระที่นั่งอัมพรสถาน”. ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 มกราคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำไลมาศเจ้าจอมสดับ ร. 5 พระราชทานให้เมื่อใด เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ราชสำนัก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...