ศบก. แถลงวิกฤตตะวันออกกลางลามหนัก คมนาคมตั้งวอร์รูมคุมเข้มค่าตั๋ว-ค่าระวางเรือ
ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. แถลงสถานการณ์ประจำวันที่ 7 มีนาคม 2569
นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ว่า วันนี้สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งพื้นที่ที่ยังต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดได้แก่ ประเทศอิรักที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น และประเทศเลบานอน ที่ยังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องและขณะนี้ทำให้เกิดการอพยพของพลเรือน ซึ่งเข้าข่ายเป็นวิกฤตการณ์ทางด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้ยังมีการโจมตีไปถึงพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกา เช่น ฐานทัพหรือที่พักอาศัยของชาวอเมริกันในรัฐเผ่าอาหรับอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ดีก็ยังสามารถสกัดกั้นไว้ได้
นายปาณิดล ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเปิดปิดม่านฟ้าในปัจจุบัน ว่ส ประเทศที่ยังปิดน่านฟ้าอยู่สำหรับสายการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ ในส่วนของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ก็ได้กลับมาเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัด เพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง ซึ่งในขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ดีกระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียกร้องให้คนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พิจารณาออกจากพื้นที่ดังกล่าวโดยเร็ว รวมถึงให้ลงทะเบียนแจ้งที่อยู่และช่องทางการติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงส่วนใหญ่ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ
นายปาณิดล กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในพื้นที่ ประเทศอิหร่านนั้น ขณะนี้คนไทยกลุ่มแรก จากกรุงเตหะราน ได้เดินทางออกจากเมืองเตหะรานแล้วเมื่อช่วงเช้าวันนี้ รวม 62 คนและคาดว่าจะถึง สาธารณรัฐตุรกี ในวันนี้ ส่วนอีก 1 กลุ่มที่จะออกเดินทางในวันที่ 10 มีนาคม และในฝั่งของสาธารณรัฐตุรกีคณะ กงสุลที่นำโดย นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางถึงเมืองวาน สาธารณรัฐตุรกี แล้วเมื่อวานนี้เพื่อร่วมกับทีมของเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เพื่อปฏิบัติภารกิจในการนำคนไทยที่อพยพออกมาจากประเทศอิหร่าน โดยทั้งหมดได้เดินทางไปยังด่านชายแดน ทางฝั่งตุรกีเพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนไทยที่จะเดินทางมาจากอิหร่าน
ทั้งนี้การนำคนไทยออกมาจากประเทศอิหร่านทางฝ่ายไทยก็ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอิหร่าน ฝ่ายสหรัฐและอิสราเอลเพื่อให้มั่นใจว่าการอพยพจะเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ล่าสุดเมื่อ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมาทาง กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากอุปทูตณกรุงเตหะราน ว่า ขบวนอพยพใกล้จะถึงจุดหมายชายแดนที่อยู่ระหว่างอิหร่านและตุรกีแล้ว ทั้งนี้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวที่เมืองวาน สาธารณรัฐตุรกี ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคมตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อคืน (6 มี.ค.69) และขอย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยังพร้อมติดต่อและให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยที่ประสงค์จะเดินทางออกจากประเทศอิหร่าน และที่ยังพำนักอยู่ในอิหร่านอย่างใกล้ชิดต่อไป
นอกจากนี้สถานเอกอัครราชทูต กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี ต้องปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนอีกด้านเพื่อรอรับคนไทยที่อพยพออกจากประเทศอิรัก จำนวน 10 คน ซึ่งจะเดินทางข้ามด่านจากอิรักเข้าสู่ตุรกี ที่เมืองมาร์ดิน เพื่อช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป
นายปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศซาอุดิอาระเบียยังเป็นอีกที่ ที่สามารถบินกลับประเทศไทยได้โดยสถานเอกอัครทูต ณ กรุงริยาด และสถานกงสุลใหญ่เจดดาห์ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในเมืองใกล้เคียง ที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ โดยให้คนไทยเดินทางข้ามแดนมาเพื่อที่จะเดินทางกลับประเทศไทย หรือเดินทางต่อไปยังปลายทางอื่น โดยการโดยสารทางอากาศ นอกจากนี้ยังได้มีการหารือเพื่อนำคนไทยกลับประเทศร่วมสายการบินเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเที่ยวบินริยาด-กรุงเทพฯ ยังคงให้บริการและพร้อมที่จะเพิ่มเที่ยวบินเพื่อให้บริการคนไทยในประเทศต่างๆตามความต้องการ
ส่วนในกรณีของ ยูเออี สถานเอกอัครราชทูตณ กรุงอาบูดาบีและสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างอย่างใกล้ชิดโดยล่าสุดมีสายการบิน เอมิเรตส์ และ แอร์อาราเบีย ได้เปิดเส้นทางการบินมาตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ซึ่งโดยรวมขณะนี้มีคนไทยในที่ติดค้างในตะวันออกกลางที่ได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 215 คน ในส่วนของประเทศอื่นๆสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวก และให้คำแนะนำคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดในการทำเอกสารต่อไป
ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ระบุถึงผลกระทบด้านการขนส่ง ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้กระทรวงตั้งศูนย์วอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้หน่วยงานในสังกัดทำหน้าที่กำกับดูแล ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางรางได้ติดตาม กำกับใน 3 มิติ คือมิติของการรักษาคุณภาพของการให้บริการ มิติราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และมิติของความพร้อมในการให้บริการเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะต้องรายงานมายังศูนย์ติดตามสถานการณ์ประจำทุกวัน
โดยมีข้อสั่งการในส่วนทางอากาศกำชับให้หน่วยงานที่ให้บริการผู้โดยสารซึ่งได้แก่บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัดมหาชน และกรมท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางอากาศ หรือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยดำเนินการตรวจสอบกวดขันให้สายการบินคิดค่าโดยสารและค่าภาระการขนส่งสินค้าทางอากาศให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนด และให้การช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และช่วยเหลือสายการบินที่จำเป็นจะต้องจอดอากาศยานครั้งในประเทศไทยกรณีที่ไม่สามารถทำการบินได้
ขณะที่ทางน้ำให้กรมเจ้าท่าและการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการเดินเรือภายในประเทศให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กำหนดอย่างเคร่งครัดส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดร่วม ติดตามกำกับค่าระหว่างตลอดเวลาเพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือในกรณีที่ข้าระวังสูงจนมีผลกระทบต่อผู้บริโภค
ด้านการเดินทางทางบกได้มอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางรถโดยสารสาธารณะและรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภทคิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดโดยให้ราคาค่าโดยสารสอดคล้องกับราคาน้ำมันดีเซล ที่รัฐบาลได้มีมาตรการควบคุมอยู่ และในขณะเดียวกันก็ให้ประเมินอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะได้เป็นข้อมูลในการจัดทำ มาตรการร่วมกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับการให้บริการ
ด้านการขนส่งทางรางได้มอบหมายให้กรมขนส่งทางรางประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉพาะต้นทุนของรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพื่อที่จะบริหารความเสี่ยงเป็นการล่วงหน้า
ขณะที่สถานการณ์ด้านการบินในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบต่อผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบิน ตัวเลขตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 7 มีนาคม มีจำนวนเที่ยวบินที่ยกเลิก และล่าช้าจำนวนทั้งสิ้น 584 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจำนวน 78,564 คน ซึ่งได้มีการกำกับให้สายการบินให้การช่วยเหลือผู้โดยสารตามหลักปฏิบัติอย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันยังให้บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัดมหาชน และ กรมท่าอากาศยานดำเนินการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และให้กับเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ ให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิดประสานงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกและประสานสายการบิน รวมถึงจัดเตรียมที่พักคอยและติดตามสถานการณ์สายการบินแบบ Real Time
ด้านการขนส่งสินค้าทางน้ำจะมีผลกระทบ กับการขนส่งสินค้าในเส้นทาง ที่จะขนส่งไปยังทวีปยุโรป ที่จะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมผ่านเส้นทางตะวันออกกลางอ้อมแหลม กู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา ใช้ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น 15 วันจากปกติซึ่งมีผลต่อค่าขนส่ง ระหว่างขนส่งสินค้าและค่าเวียนตู้คอนเทนเนอร์ และความแออัดของท่าเรือต่างๆ จึงได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลแบบรายวันเพื่อเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อยที่สุด
หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวกหรือต้องการมีข้อร้องเรียนในการให้บริการ สามารถแจ้งไปยังสายด่วนคมนาคม 1356 หรือได้รับผลกระทบจากราคาค่าโดยสารหรือการบริการขนส่งสาธารณะ สามารถติดต่อสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง