โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกขีดเขียนของเด็กดื้อ ‘ซัน – กรกฎ โยธารักษ์’ กราฟิกสถานะจอมซน ขี้เหงา เอาแต่ใจ

a day magazine

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 15.07 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 09.00 น. • a day magazine

“ตื่นเต้นจัง ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง”

หนุ่มน้อยผมส้ม เสื้อเขียว กางเกงแดง กำชับสายกระเป๋าแน่นพร้อมคายคำสารภาพตั้งแต่แรกเจอ

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ จำนวนครั้งของคำสารภาพที่ได้ยินตั้งแต่เราพูดคุยกัน ครั้งแรกผ่านทั้งทางโทรศัพท์ ช่องแชต จนกระทั่งพบหน้าเจ้าตัวก็ยังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงเขินๆ ประโยคเดิมว่า “เราพูดไม่เก่ง”

แต่จากผลงานที่เขาได้แวะไปขีดเขียนให้เราได้เห็นอย่างค่ายเพลง WHAT THE DUCK Trainee, Sour Sauce Wanlove รวมถึงศิลปิน Landokmai และอีกมากมาย ที่น่าจะผ่านฟีดของใครหลายๆ คน จึงขอแอบทดในใจว่าคำสารภาพมีความน่าเชื่อถือลดลงมาเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

เจ้าของผลงานที่เราเดินหาบนโลกโซเชียล ตอนนี้นั่งอยู่ตรงหน้า พร้อมแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว เร็วกระทั่งหูฟังที่เคยสวมไว้ก่อนหน้ายังคงร้องลมหนาวมาเมื่อใด ของ Polycat ต่อไปในขณะที่เราเริ่มสนทนากัน

“สวัสดีครับ ผมชื่อ ซัน กรกฎ โยธารักษ์ ตอนนี้เรียนอยู่คณะศิลปกรรม เอกเรขศิลป์ ภาคนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 3 กำลังจะจบปีหน้าครับ”

วัยรุ่นเล็บเจล

เลิกกั๊กแล้ว… ท่อนต่อไปที่ผู้อ่านหลายคนเผลอร้องตามในใจการันตีความไวรัลของ ‘GELBOYS สถานะกั๊กใจ’ ซีรีส์วายแห่งยุคสมัยเจน Z ที่ไม่ใช่เพียงตัวซีรีส์ที่บ่งบอกเจเนอเรชันแต่เป็นภาพรวมขององค์ประกอบต่างๆ เสียง ภาพ การตัดต่อ และกราฟิก ที่ตะโกนบอกว่านี่มันมากกว่าซีรีส์แต่เป็น ‘ยุคเจลบอย’

“งานอาร์ตกราฟิกโคตรสะใจ”

“กราฟิกกราฟจัยอย่างเริ่ดดด”

“ปวดหลังแทนคนทำกราฟิก”

ทุกโพสต์การชื่นชมผลงาน มักห้อยพ่วงมาด้วยคำชมพาร์ตกราฟิกไม่หยุดหย่อน ลายเส้นที่ยืนยันตัวเองแทนผู้สร้าง ยิ่งเหมือนถูกเซ็นทับว่าเจ้าของผลงานนั้นเป็นใคร และกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คาแรกเตอร์ของซีรีส์ชัดมากยิ่งขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่บอกได้คำเดียวว่า “ไวบ์โคตรเจลบอย”

ปีหนึ่งฝึก Frank Garcon

ปีสองฝึก YUPP! Entertainment

ปีสามยังไม่เต็มอิ่มแต่จังหวะชีวิตดันเป็นใจ

“ช่วงปีสามใกล้เปิดเทอมเรายื่นฝึกกับพี่ที่เป็นฟรีแลนซ์กราฟิก LOOKE ซันก็ทักไอจีเขาไปเรื่อยๆ ว่าพี่ครับซันขอฝึกหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่ว่าง แต่พอเขาได้เห็นงานก็ทักกลับมา เราเลยได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยเขา ระหว่างนั้น LOOKE หาคนทำเมิร์ชพอดี พี่ที่ซันฝึกด้วยเลยให้ลองทำ Assignment ส่งไป พอเขาเห็นก็สนใจ พี่บอส กูโนก็ชอบ เราเลยได้รับหน้าที่ทำเมิร์ช LOOKE เต็มตัว”

เบื้องหลังกราฟิกที่เจน Z ถูกใจกันหนักหนา ถอดหน้ากากออกมาเป็นวัยรุ่นผมส้มที่เราออกตามหาบนโลกโซเชียล จนได้พบแหล่งกบดานของเขาที่มีนามว่า sunsusoo

โปรเจกต์นี้ยากไหม

มาก ถ้าแค่ให้ทำผลงานชิ้นหนึ่งในฐานะที่เรียนกราฟิกมาเราทำได้อยู่แล้ว แต่พอโดนจ้างจริงๆ มันมีเรื่องหนึ่งที่ทำไม่ค่อยได้ คือเราเอาแต่ใจ มีอีโก้ ในมุมมองการทำงานเชื่อในตัวเองมากว่า สิ่งที่คิดมันจะออกมาดีอยู่แล้ว แต่พอได้ทำงานคู่คนอื่นในทีมก็เริ่มคิดว่าจริงๆ สิ่งที่เขาคิดก็อาจจะดีกว่า แค่ช่วงแรกเราอาจจะยังไม่ใจกว้างพอที่จะรับฟังเขาเลยค่อนข้างยาก

ซันได้แรงบันดาลใจมาจากไหน

ช่วงนั้นดูงานเยอะมาก รู้สึกว่าเราก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่พอเข้ามาใน LOOKE สไตล์ที่เขาต้องการมันค่อนข้างกว้างมาก อย่างแบบ ต้องการสไตล์งานออกแบบแนวยุคเก่าๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกสมัยใหม่ ขณะที่รู้สึกสมัยใหม่ก็ยังต้องคงความน่ารัก ทำให้เราเองต้องเสพงานจากหลายๆ ที่แล้วรีเซิร์ชเอาว่าแต่ละสไตล์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ให้เราหยิบยืมมาทำกราฟิกได้

ทุกครั้งที่ทำงานเรารู้สึกว่าทำแล้วต้องทำให้ถึง ไม่ใช่แค่ว่าทำแล้วแปะให้มันสวยๆ แล้วจบไป จริงๆ เราเป็นคนชอบดู Documentary ตอนนั้นก็พยายามไปรีเซิร์ชมาว่ามี Documentary อะไรเกี่ยวกับกราฟิกสไตล์นั้นๆ เช่น อยากเห็นกราฟิกสไตล์กลิตเตอร์ยุค 90 เหมือนเกมแต่งตัวสมัยเด็กที่เราเล่นๆ กัน เราก็จะกดเข้าไปดูในหมวดเกมส์แต่งตัวใน Y8 เพราะมันตอบโจทย์

คิดว่าโปรเจกต์เจลบอยเป็นตัวเองมากน้อยแค่ไหน

เป็นตัวเองประมาณหนึ่งเลยนะ เพราะเราทำที่มีความ Maximum อยู่แล้ว พอมาเจอเจลบอยที่มีความ Maximum เหมือนกัน อาจด้วยยุคของเจลบอยมันมีความซนๆ ตรงกับซันด้วย แล้วงาน LOOKE เขาไม่ฟิกคอมโพสหรือเลย์เอาต์ว่าต้องเป๊ะขนาดนั้น อย่างภาษาในทีมที่ใช้กันคือเราสามารถ ‘เละได้’

เมื่อศิลปินตัวน้อยเห็นคิ้วเราเริ่มยกสูงเลยรีบออกตัวพูดดักว่าความหมายมันไม่ได้แย่อย่างที่คิด พร้อมอธิบายคำแปลจากพจนานุกรมที่พรรคพวกเขาบัญญัติขึ้นมาฟาดฟันกันเองให้ฟัง

“งานคุณทุเรศมากเลยอะ” ประโยคที่ซันได้ยินบ่อยครั้งหลังจากที่อาจารย์ได้รับงานเขา มีอีกหนึ่งศัพท์ที่ไม่ค่อยดี แต่เขาชอบใช้กันคือ “โห ซันงานแม่งเหี้ยมากอะ” ทั้งนี้ทั้งนั้นคำแปลของมันมีความหมายว่า ‘งานเราแม่งออกจากกรอบมาก’

นิยามสไตล์งานของตัวเองว่าอะไร

‘BAD GRAPHIC!’

หลังพูดจบในห้องก็มีเสียงหัวเราะทั้งเราและซันผสมปนเปกัน

จริงๆ เวลาทำงานเราก็ไม่ได้คิดขนาดนั้นว่าอยากทำงานสไตล์ไหน แต่เวลาทำงานเราชอบเอาเอเลเมนต์มาทำลาย ชอบเอางานเละๆ มาจัดวางใหม่ให้มันสวย และก็ไม่ชอบทำงานที่มันดูเรียบร้อยจนเกินไป อยากทำงานออกมาให้คนเห็นแล้วรู้สึกซี๊ดๆ

หนุ่มน้อยจึ๊ปากโชว์เพิ่มความเข็ดฟัน

ชอบให้คนมองงานเราแล้วพ่นคำว่า “โห ทุเรศ” คำนี้มันทำซันสะใจสุดๆ ไปเลย

กว่าจะเป็นลายเซ็นที่ดื้อขนาดนี้ หาคาแรกเตอร์ตัวเองได้ยังไง

ถ้าเป็นศิลปะที่เราชอบมากๆ คือกราฟฟิตี้ ซันเป็นคนนั่ง Grab เยอะมากๆ เวลาที่ผ่านโซนต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทำให้รู้สึกว่ากราฟฟิตี้มันมีความอันเดอร์กราวนด์ มันเป็นภาพที่สวย แต่เป็นความสวยที่คนทำแอบคนอื่นมานั่งพ่นสีด้วยความก๋ากั่น แล้วต้องรีบทำในเวลาที่จำกัด ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ผิดนะ

เรามองว่าถ้าในประเทศเรามีพื้นที่ให้คนทำกราฟฟิตี้เยอะขึ้นคงจะดี ยิ่งกราฟฟิตี้ในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่ควรเอามาเชิดชูมากๆ เพราะมันมีความสวยงามแบบนอกกรอบที่ส่งผลต่อมาให้เป็นแบรนด์กราฟิกเพราะลายกราฟิกมันก็คือเอเลเมนต์ที่ไม่ได้อยู่ในขนบธรรมเนียม หรือพื้นฐานของความสวยงามขนาดนั้น เราได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งนี้ เวลาทำงานก็ชอบมองตัวเองว่าเป็นคนที่แอบมาลักลอบสร้างผลงานเหมือนกัน

ระหว่างทางเจออุปสรรคยังไงบ้าง

ตอนที่เราทำเป็นโปรเจกต์รายการเจลบอยมันยาวมากประมาณ 3 - 4 เดือน 8 อีพี แล้วงานมันมีเอเลเมนต์เกือบ 200 ชิ้นเลย ตอนทำอีพีแรกเราบอกครีเอทิฟว่า “หาคนอื่นไหม ไม่อยากทำแล้ว” ความรู้สึกนี้เกิดจากการที่เราโดนแก้งานหลายๆ รอบ เราไม่ได้ไม่เชื่อมั่นในดีไซน์ของตัวเองนะ เพียงแต่เราไม่สามารถทำงานที่มีกรอบได้ขนาดนั้น

รู้สึกว่าสิ่งที่ต้องสู้มากๆ น่าจะเป็นอีโก้เล็กๆ ความดื้อของตัวเองที่ยังติดชุดความคิดเด็กๆ อยู่ มั่นใจในตัวเองเกินไปแต่พอได้มาคุยกับพี่ๆ เขาก็ยังเชื่อมาโดยตลอดว่าเราจะทำได้ เชื่อว่าความเละ ความดื้อของเราจะสามารถผลิตงานที่ต่างจากคนอื่นได้

ต้องขอบคุณทีม LOOKE ที่เขายอมรับความดื้อบางส่วนของเราได้ เลยรู้สึกว่า LOOKE เป็นทั้งบริษัทแล้วก็เป็นโรงเรียนให้เราในเวลาเดียวกัน

คำสารภาพของเด็กดื้อที่เหมือนจะเข็ดหลาบ กลับแอบเงยหน้ารับโทษเพิ่มว่าตอนนี้เขาก็ยังคงดื้ออยู่ “น้องซันยังไม่กล้าปล่อยงานออกไปแบบนี้ ยังอยากดื้อ อยากลองแก้ลองทำจนกว่ามันจะดีอยู่” ทำงานเกินเดดไลน์บ้างแต่ขอแลกด้วยคุณภาพงานยังไงเขาก็ว่าคุ้ม พี่ๆ ที่ถือไม้เรียวอยู่ก็คล้อยตามด้วยความเชื่อใจ

คิดว่าทำไมเขาถึงเลือกเรา

เราชอบคิดต่อจากสิ่งที่เขาให้ รู้สึกว่าตัวเองเสิร์ฟให้เขามากกว่าสิ่งที่เขาต้องการ เวลาทำงานเราก็อยากให้มีเอเลเมนต์ที่มีความเป็นเราอยู่ในงานด้วย จริงๆ เขาก็ไม่ได้ขอนะ แต่เราชอบแถมโปรโมชัน

มีช่วงเวลาที่คิดไม่ออกไหม

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เวลาคิดไม่ออกก็จะไม่ทำจนกว่าจะคิดออก ซันไม่อยากทำงานที่ผ่านไปแล้วกลับมามองแล้วไม่เข้าใจมัน ส่วนมากก็จะทำความเข้าใจกับคอนเซปต์ให้เข้าใจจริงๆ ให้รู้สึกว่าชอบจริงๆ ถึงจะทำมันออกมาได้ เวลาคิดไม่ออกก็จะนั่งคิดจนกว่าจะคิดออก

บางทีเวลาส่งงานอาจารย์ ใกล้จะมีเดดไลน์ เราก็จะสารภาพตามตรงว่า “อาจารย์ซันคิดไม่ออก” เราไม่ซีเรียสกับเกรดเลย เกรดเท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอให้งานออกมาแล้วชอบมันก็พอ เทอมแรกก็เลยได้เกรด C มาสามสี่ตัว (คอตก)

คิดว่าตอนนี้ลายเซ็นเราชัดรึยัง

อาจจะยัง แต่เวลางานโพสต์ออกไปคนไม่รู้จักกันก็จะเดาว่า “เอ้ย! อันนี้งานของคนนี้ทำแน่เลย ว่าแล้วว่าคุณคนนี้เป็นคนทำ” เราเองอาจจะยังมองไม่ชัดแต่แฟนคลับเขาดูกันออก

มีคติอะไรที่ใช้ในการทำงานบ้างไหม

มีประโยคหนึ่งที่ไปจำจากใครไม่รู้ว่า “ทำดีได้ดี ทำไม่ดีทำใหม่” จริงๆ เราเป็นคนงอแงมากไม่อยากทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ รู้สึกอยากทำงานที่หันกลับไปมองแล้วยังชอบมันอยู่ ประโยคนี้หมายความว่าทำดีก็ได้ดี แต่ถ้าทำไม่ดีเราก็แค่ทำใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะดี ระหว่างทางจะยากจะเหนื่อย จะงอแงแค่ไหน แต่สุดท้ายผลลัพธ์มันไม่เคยทำร้ายเราเลย

อย่างโปรเจกต์เจลบอยก็มีเหนื่อย มีท้อบ้างเพราะสเกลงานมันใหญ่มาก แต่พอเห็นผลตอบรับจากแฟนคลับที่ให้ความสำคัญกับงานที่เราทำ มันเป็นแพสชันได้ดีมากๆ ทุกคนไม่ได้เสพเพียงแค่ว่าสวย แต่เขาตีความแล้วก็มาติดตามงานเราต่อ มันทำให้เรามีไฟไปทำอีกหลายๆ อย่างได้เยอะเลย

ความฝันของหนู

การศึกษาทุกที่มันก็คล้ายกันแหละ เขาก็แค่อยากเอาชนะตัวเองเพียงเท่านั้น ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองต้องเป็นเด็กเรียนดีเก่งกาจอยู่แล้ว แม่เคยบอกเขาว่าอยากได้เกียรตินิยม เขาก็สวนทันควันว่าคงเอามาให้ไม่ได้แถมยังได้เอฟมาเป็นของฝากอีก แต่ไอดอลในดวงใจมักจบการศึกษาจากสถาบันนี้เขาเลยดั้นด้นเบียดตัวเองเข้ามาจนได้หลังจากพักใจใน ‘สถานะเด็กซิ่ว’ มาเป็นปี

ปีแรกที่ทำพอร์ตกับปีที่ทำพอร์ตแล้วติดมันต่างกัน

ปีแรกซันอยากทำงานให้เก่งที่สุด

ปีที่สองซันอยากทำงานให้ดี ให้รู้ว่าเราเป็นเด็กยังไง

ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาจะชอบเด็กดื้อไหมด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าถ้าซันควักออกมาให้เขาเห็นเขาก็คงอยากจะคุยกับซันบ้าง ปีนั้นมันเลยเหมือนฝันมากๆ เหมือนฝันไว้แล้วก็ได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้

เริ่มทำกราฟิกจริงๆ จังๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่

น่าจะเป็นช่วงเข้ามหาวิทยาลัย จริงๆ เราไม่ได้มองว่าต้องมาทำกราฟิกด้วยนะ แค่รู้สึกว่าเป็นคนวาดรูปได้ ตอนนั้นเรารู้จักแค่พวกคณะนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถ้ามองแคบๆ ก็คิดว่ามันต้องเป็นสายวาดรูป แต่พอศึกษามาเรื่อยๆ คิดว่าสิ่งที่ใกล้สุดคงเป็นนิเทศ เพราะเราอยากเล่าเรื่องชอบพูดไปเรื่อยแต่พูดไม่รู้เรื่อง (หัวเราะ)

หนุ่มน้อยผมส้มควักอุปกรณ์คู่ใจออกจากกระเป๋า ดวงตาที่เริ่มมีประกาย น้ำเสียงที่เริ่มไต่ระดับความดังขึ้นมาทีละนิดคล้ายว่าความเขินอายเริ่มถูกสะบัดทิ้งไปทีละน้อยแล้ว

“จริงๆ มีพอร์ตโฟลิโอที่เราอยากโชว์อยู่ด้วยนะ” ท่าทางกระตือรือร้นอยากอวดโชว์ผลงานทำเอาเรานึกถึงเด็กน้อยตามงานโรงเรียนที่ยกภาพวาดมาอวดเบ่งผู้ปกครองก็ไม่เชิง

เมื่อผลงานถูกตั้งโต๊ะราวกับมีเสียงประกอบว่า แท่นแท๊น!

งานนี้มาจากอาการแปลกๆ ที่เรารู้สึกเวลาออกไปข้างนอกแล้วคนสนใจเยอะๆ น้ำตาจะไหล เป็นอาการที่เราเป็นตั้งแต่เด็กๆ เพื่อนก็จะงงเวลาเราไปพรีเซนต์หน้าห้อง มันไม่ใช่การร้องไห้แบบสะอึกสะอื้น แค่น้ำตาเรามันไหลออกมา คนอื่นเขาก็จะไม่เข้าใจ ซันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเลยตั้งชื่ออาการนี้ขึ้นมาว่า ‘ภาวะหัวหอม’ เปรียบเสมือนสภาวะแวดล้อมหัวหอมที่บิ้วให้น้ำตาเราไหล เวลาเพื่อนมาถามเราก็จะบอกว่า “เราไม่ได้เป็นไรนะ แค่แสบตา”

“อย่าไปเอาไรกับมันมาก มันพูดไม่รู้เรื่องเป็นคนเละๆ อยู่แบบสนุกๆ ได้”

ช่วงแรกเขาไม่ได้มั่นใจขนาดนั้น ด้วยความเป็นเด็กกิจกรรม เป็นเด็กตลก แต่ก็ยังติดเขินอาย ซันอธิบายตัวเองให้เรานึกภาพออกในตอนที่เขายังไม่ได้ถูกขัดเกลา แต่เขาก็เริ่มทิ้งขว้างความเขินอายหลังจากประโยคที่อาจารย์ท่านหนึ่งแซวว่า “ถ้าจะเป็นดาราต้องพูดเก่งๆ” จึงกลายมาเป็นผลงาน ‘Dear my teacher’ โปสเตอร์ให้กำลังใจอาจารย์ ออกแบบโดยวางคอมโพสเป็นตัวเองแปรอักษรเหมือนพานไหว้ครูเพื่ออยากสื่อขอบคุณอาจารย์ในแบบที่เขาเป็น แล้วก็ได้กลายมาเป็นผลงานที่อาจารย์ตกปากรับซันเข้ารั้วมหาวิทยาลัยจากงานนี้เช่นกันเพราะ มันเละ

ผลงานมากมายถูกสาธยายแบบไม่พักโฆษณาจนเราแทบรับพลังจินตนาการของหนุ่มน้อยแบบ Overdose แต่ทุกผลงานยังมีคาแรกเตอร์ความเป็นซันติดหนึบอยู่ในทุกชิ้นที่เราได้ชม เอาเข้าจริงเส้นทางของซันไม่ได้มีแค่ช่วงที่กระโดดลั้นลา แต่ช่วงล้มลุกคลุกคลานก็มีอยู่บ้างตามประสาเจน Z

เด็กหลังห้อง

ประโยคที่ผ่านหูเขาบ่อยที่สุดในช่วงวัยมัธยม วัยที่ใครหลายคนอาจอยู่ในช่วงลอกคราบเหมือนกับซัน ความสามารถพิเศษที่อาจเริ่มจากการแอบอาจารย์วาดรูปคาบโฮมรูม แอบสร้างผลงานบนโต๊ะเพื่อนราวกับละเลงสีบนผืนผ้าใบ พรสวรรค์ของเหล่าศิลปินตัวน้อยมักถูกซ้อนเร้น และกดทับด้วยบรรทัดฐานของการเป็น ‘เด็กดี’

เด็กดื้อคนนี้จึงขอแหกกฎพร้อมเป็นแกนนำให้เด็กหลังห้องหลายคนกล้าที่จะก้าวออกมาแสดงตัวตนกันหน้ากระดาน โดยใช้ชีวิตของตัวเขาเป็นหลักฐานชั้นดีพิสูจน์ว่าการเป็นตัวเองก็สามารถประสบความสำเร็จได้เชกเช่นเดียวกับเด็กดีไม่แพ้กัน แม้ว่าจะเดินเซซ้ายแฉลบขวาไปบ้างแต่ก็ยังเลี้ยวกลับมาเข้าเส้นชัยได้

ตั้งแต่เด็กจนโต วิวัฒนาการดีไซน์ของเราเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

จำได้ว่าช่วงม.ต้นเราอยู่ในห้องที่ห้ามวาดรูป อาจารย์เดินมาบอกว่า “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ให้วาดรูป” แต่เราก็แอบวาดใต้โต๊ะอยู่ดี จนรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำ คนน่าจะไม่ได้ให้ค่าขนาดนั้น เราก็เลยพยายามวาดให้สวย เพื่อไปวาดแข่ง เราเคยคิดว่าความสวยคือการวาดให้เหมือนที่สุด แต่สุดท้ายพอเราทำไม่ได้ก็กลับมาวาดเละๆ เทะๆ อยู่ดี

ตอนนั้นก็เลยวาดสติกเกอร์ไลน์แล้วเพื่อนก็รุมใช้กัน รุมชมกันว่า “ชอบมากเลย เหี้ยดี เลวมาก” มีเพื่อนคนหนึ่งทักมาบอกว่า “ลายเส้นมึงนี่มันเลวมาก มันทุเรศมากเลยอ่ะ” เหมือนยิ่งโตยิ่งมีพื้นที่ที่คนมาเข้าใจเรามากขึ้น

ความรู้สึกสะใจเวลาคนมาบอกว่างานเราเละๆ เทะๆ เริ่มมาจากไหน

ตอนเด็กก็จะมีเพื่อนที่มารยาทดี เรียนเก่งแล้วโดนครูชม แต่เราจะโดนชม เพราะตีลังกาเก่ง ด้วยความที่เราเป็นเด็กแปลกๆ เวลาโดนชมจะมาจากการแสดงออกที่เละเทะมากกว่าการที่เราทำอะไรดีๆ เราก็ติดมาจนถึงตอนนี้ ถ้าทำงานก็อยากให้มีคนชมแบบนั้น เราจะรู้สึกสะใจมากกว่าโดนชมว่าสวยงามฟินๆ

เป็นคนชอบเอาชนะหรอ

ใช่! (น้ำเสียงหึกเหิม) ชอบเอาชนะ ชอบเอาชนะเลยล่ะ

เคยแพ้ไหม

แพ้เยอะมาก แต่ก็เพราะว่าแพ้มาบ้าง มันเลยยิ่งกระหาย รู้สึกว่าแพ้ได้ แต่อย่าไปยอมแพ้มัน จริงๆ ต้องขอบคุณยายด้วยครับ ซันเป็นคนไม่เชื่อเรื่องดูดวงเลยแต่ยายเป็นหมอดูชอบพูดว่า “ซันปีนี้ มองละ ทำได้” แล้วปีนั้นก็ทำได้จริงๆ! แต่ก็ไม่เชื่อยายอยู่ดี คิดว่าที่ทำได้เพราะเราเป็นคนโลกสวยชอบฝันชอบจินตนาการแล้วยายก็เป็นคนแบบเดียวกัน พอมีคนซัปพอร์ตเราจากข้างหลัง คนที่พร้อมฝันเฟื่องไปพร้อมกันมันก็ดี

มีแรงบันดาลใจไหม เช่น ตอนเด็กๆ อยากเป็นคนนั้น อยากทำแบบนี้

เป็นคนวาดการ์ตูนอยู่แล้ว วาดเองอ่านเอง ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนเพราะเป็นเด็กแปลกๆ สมัยก่อนเวลาสอบก็ได้ที่สุดท้ายของห้อง คือเป็นคาแรกเตอร์ที่โคตรไม่น่าคบเลย จำได้ว่าโดนแกล้งตั้งแต่เด็กเพราะชอบคุยคนเดียวมาก แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ชอบคุยคนเดียวมากๆ แล้วก็วาดการ์ตูนเก่งมากๆ ช่วงป.6 ก็เลยเพื่อนเยอะมากๆ เพราะเพื่อนก็จะคอยมาติดตามว่าการ์ตูนเรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อ รู้สึกว่าการที่เราชอบเล่าเรื่องมันเป็นสิ่งที่ทำให้ซันมีเพื่อนมันเหมือนเป็นสิ่งที่ปูมาตั้งแต่แรกแล้วว่าซันชอบเล่าเรื่องมากแค่ไหน

ตอนนี้ยังคิดว่าตัวเองขี้แงอยู่ไหม

มาก เหมือนเดิมเลย รู้สึกว่ายังไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งกับตัวเองขนาดนั้น แต่ด้วยความที่ซันอาจจะเป็นคนขี้แงด้วย จึงได้พัฒนาความคิดของตัวเอง ถ้าเป็นคนที่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ตั้งแต่แรกก็อาจจะไม่ได้เป็นคนคิดเยอะขนาดนี้ เอาจริงคนรอบข้างมีส่วนช่วยมากในเรื่องของ Emotional Support บางครั้งเราก็ยังไม่ได้แข็งแรงมากพอที่จะผ่านความกดดันต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

ผลงานไหนที่ทำให้ได้เรียนรู้มากที่สุด

ก็คงเป็น GELTY ตั้งแต่อีพีแรกที่เราบอกไม่อยากทำแล้ว เพราะสเกลมันใหญ่มาก เราเป็นเด็กที่ได้มาทำงานกับคนที่ทำงานจริงจังมากๆ รู้สึกว่าไปเป็นตัวถ่วงเขา ปัญหาของเราอาจจะแค่สื่อสารกับเขาไม่มากพอ ด้วยความเป็นเด็ก เราคิดว่าเขาจะไม่เข้าใจ แต่ว่ามันไม่ใช่ เขาโคตรเข้าใจเลย! หลังจากได้คุยทำให้เรากล้าผลิตงานออกมาได้ดีขึ้น

นายกสมาคมสนามเด็กเล่น

เสียงในหัวของหนุ่มน้อยที่เริ่มกลับตาลปัตรเผยว่าจากตอนแรกที่เขาคิดว่าอยากทำสิ่งนี้เฉยๆ พอจบไปก็อาจจะไปทำสิ่งอื่น เพียงแค่อยากมาลองดูว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าอยากทำงานในวงการนี้ อยากผลิตงานให้ศิลปิน อยากตีความจากงานที่ได้รับมอบหมายหรือพูดคุยกับศิลปินโดยตรงเพื่อสื่อสารออกมาให้ทุกคนได้รับชมผลงานไปเรื่อยๆ
ทุกวันนี้ ทุกผลงาน ทุกเอเลเมนต์ เขารู้สึกสนุกมากกับการลงมือทำ ยิ่งผลตอบรับจากโปรเจกต์เจลบอยทำให้เขามั่นใจว่าจะตั้งใจผลิตผลงานออกมาให้น่าจับตามองต่อไป แล้วหากต้องมองตัวเองต่อไปในอีก 10 20 ปีข้างหน้า สิ่งนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เขายืนยันว่าจะทำอย่างแน่นอน

รู้สึกยังไงที่ช่วงนี้มีพื้นที่ให้คนออกแบบเยอะขึ้น

ดีใจที่เห็นทุกๆ คนเริ่มสนุกกันมากขึ้น แต่ก็ยังคิดอยู่ว่าอนาคตอยากให้พื้นที่กว้างมากขึ้นกว่านี้ เรารู้สึกว่าตัวเองยังโชคดีที่ได้มาเจอพื้นที่ที่เขาปล่อยให้ดื้อได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เก่งกันมากๆ แต่ยังไม่ได้รับโอกาสที่จะได้ปล่อยของ

เรามองว่ามันคงจะดีนะ ถ้ามีพื้นที่ให้สำหรับคนพวกนี้ที่นอกจากทำงานให้ Publish แล้วก็ยังได้ใส่ความเป็นตัวเองไปด้วย ไม่ใช่ว่ากราฟิกที่ดีคือทำงานตรงกับสิ่งที่กำหนดมาได้เป๊ะ แต่ทุกๆ คนมีความเป็น Artist ของตัวเองอยู่ ยิ่งเป็นเด็กตอนยื่นพอร์ต เขาต้องสร้างผลงานที่เป็นตัวเองมากๆ เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้เห็นตัวตน แต่พอเวลาทำงานกลับไม่ได้แสดงความเป็นตัวเองออกมาขนาดนั้น

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเห็นหลายบริษัทเปิดรับเด็กรุ่นใหม่ ไม่ต้องกลัวเขาทำงานไม่ได้ แค่ปล่อยให้เขา Explore ความเป็นตัวเองมันคงจะสนุกกว่านี้มากๆๆๆ

แต่ถึงเยอะขึ้นก็ไม่ได้เยอะมากเท่าที่ควร ในฐานะเด็กกราฟิกดีไซน์ มีอะไรอยากบอกคนในอุตสาหกรรมนี้บ้างไหม

ถ้ามีกล้องเนี่ยจะยกมือไหว้ (พนมมือเหนือหัว) ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนยุคใหม่ก็ออกมาเรื่อยๆ ถ้าเราลองให้โอกาสและความเชื่อใจมันจะสนุกขึ้น ทุกคนมีลายเส้นเป็นของตัวเอง ถ้าปล่อยให้เขาใช้ชุดความคิดของตัวเองงานมันจะแตกแขนงออกมาเป็นหลายสไตล์มากๆ

แล้วเด็กเจนอัลฟาที่เขาเล่นตราลาเลโร่ ตราลาล่า (มีม AI Italian Brainrot) โตขึ้นมาก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่เป็นไอดอลเขาได้ ถ้าอนาคตเชื่อมั่นเขา ซัปพอร์ตเขาก็คงจะทำให้คนในวงการนี้มีพื้นที่กว้างขึ้นอีกมาก ไอดอลเราหลายคนก็บอกว่าเขายังมีแพสชันตรงนี้อยู่ แต่เขาไม่ได้มีเงินซัปพอร์ต ถ้ามีแรงซัปเขาอาจจะไปได้ไกลกว่านี้มาก หากเราให้ค่าศิลปะเท่ากับศาสตร์อื่นๆ

มีอะไรอยากฝากถึงคนที่กำลังพยายาม แต่โอกาสยังมาไม่ถึง

เราอยากให้ทุกคนเก็บความอยากเอาไว้เยอะๆ กระหายกับมันมากๆ ว่าอยากทำอะไร ความโลภเอาจริงมากไปมันก็ไม่ดีหรอก แต่ถ้ามีไว้มันก็สามารถกลายเป็นแรงผลักดันตัวเองให้ขึ้นไปได้ อย่าลืมว่าตัวเองอยากได้อะไร ถ้าทุกคนกระหายมันมากๆ แล้วพยายามไปเรื่อยๆ ทุกคนก็จะได้ในสิ่งที่ตัวเองอยากได้จริงๆ นะ!

มีอีกอย่างที่เราชอบทำมันเหมือนการ Manifest เลยคือการทำ Vision Board แปะไปเลยว่าเราอยากเป็นคนแบบไหน แต่เราไม่เคยแปะเรื่องการศึกษาเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่แปะว่าอยากทำอาร์ตให้วง Boy Group จังเลย

ตอนเริ่มทำกราฟิกแรกๆ ก็มีซ้อมสัมภาษณ์กับตัวเองด้วยแต่ว่าก็ไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาถามจริงๆ ดีใจมาก ตอนที่ได้รับการติดต่อมาคิดว่าเพื่อนแกล้งแต่พอฟังไปฟังมา อ้าว a day ของจริง

ความหึกเหิมจากเสียงดังฟังชัด ความเร็วการพูดที่พรั่งพรูราวกับรอคำถามนี้มานาน เขานำประสบการณ์มาเน้นย้ำกับทุกคนเหมือนสวมบทหัวหน้าสมาคมเด็กดื้อที่ขอทวงพื้นที่สื่อให้พรรคพวกได้โชว์ฝีมือจอมขมัง

ก่อนได้รับโอกาสอย่างทุกวันนี้ เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่ามาถูกทางหรือเปล่า

เคย ช่วงที่ยังหาเงินไม่ได้รู้สึกสิ่งที่เราทำมาผิดหมด งานที่นำไปส่งอาจารย์ก็รู้สึกว่ามันคงใหม่ไปสำหรับเขา เคยคิดว่าอีกสามเดือนถ้าไม่มีคนมองเห็นคงจะละทิ้งทุกอย่าง กลับตัวกลับใจมาเป็นเด็กดีให้อาจารย์ คิดว่าจะตั้งใจทำงานอย่างเรียบร้อยเลยแหละ ถ้าอาจารย์ให้แก้ก็จะแก้ให้ร้อยรอบเลย แต่พอเราได้มาเจอพื้นที่ที่มีคนเห็นคุณค่าจากงานที่เราทำเลยคิดว่า “เห้ย! มันไม่มีใครมาแทนเราได้”

แต่ไทม์มิ่งที่เราเจอมันดีมาก ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราคิดและตั้งใจจริงๆ เราไม่เคยผิดเลย เราคิดถูกมากที่ดื้อ ไม่ยอมแก้งานอาจารย์แล้วได้เกรด C มา ทำให้เรามีงานแบบนี้มาให้พี่เขาได้เห็น ทุกคนเห็นงานแล้วบอกมันยูนีกมาก เราไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นที่สุดของเอกลักษณ์นะครับ แต่เราโชคดีที่สภาพแวดล้อมให้ค่ากับความเป็นเรา

การที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบเดิมๆ ไม่ได้หมายความว่าเด็กรุ่นใหม่ทำไม่ได้ แค่อาจจะใหม่เกินไปจนคุณไม่เข้าใจหรือเปล่า แต่เดี๋ยวคุณก็จะเข้าใจเอง มันต้องลองแม่ เข้าใจป่ะ เออ! พี่ลองหน่อย มันจะเริ่ดเลยล่ะ

ประโยคขายตรงทำเอาเรายิ้มจนปวดแก้ม คงไม่ใช่แค่เด็กดีแล้วที่ได้รับของขวัญ เมื่อเด็กดื้อคนนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ซานต้าก็ไม่น่าจะให้ได้ หลายครั้งที่เด็กคนนี้ขอบคุณจังหวะชีวิตที่มอบโอกาสให้กัน แต่หากมองกลับกันเด็กคนนี้แทบไม่ปล่อยให้โชคได้ทำงานของตัวเองเลยสักครั้ง เขาพยายามเหวี่ยงตัวเองไปคว้าโอกาสอยู่เสมอเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้

ซันบอกว่าเป็นคนชอบจินตนาการ อยากเห็นโลกของสายงานนี้ในไทยเป็นยังไง

กราฟิกดีไซน์ไม่ใช่สิ่งที่อาร์ตทิสต์ทั่วประเทศไทยต้องไปขอร้องใครว่ามาใช้ฉันหน่อย ฉันจะทำงานแบบนี้ให้คุณ ถ้าอุตสาหกรรมนี้ควรให้ค่ากราฟิกดีไซน์มากกว่านี้ เพราะจะทำให้อุตสาหกรรมนี้อยู่ต่อไปได้

ถ้าในอนาคตเราอยากเห็นศิลปิน 100 วง มีอาร์ตที่แตกต่างมาประชันฝีมือกัน แต่ละค่ายมีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน อยากเดินไปที่ไหนก็ตามในไทยแล้วเจอโปสเตอร์ที่ออกแบบอย่างตั้งใจ หรือมองขึ้นไปบนบิลบอร์ดมีงานศิลปะเชิงอาร์ตทิสต์ในทุกๆ ที่ เราว่ามันคงสนุกกว่านี้มาก อยากเห็นทุกคนออกมาแข่งขันกัน คงดีมากถ้าแสงมันสาดถึงทุกคน

หัวหน้าสมาคมเด็กดื้อขอทิ้งท้ายความหวังพร้อมตบเข่าฉาดว่า “อยากให้มี ARTLYMPIC!”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...