“แม้แต่ กกต. ก็ต้องตรวจสอบไม่ได้” มองปัญหาบาร์โค้ดในบัตรที่อาจทำให้เลือกตั้งนี้ไม่ลับอีกต่อไป กับผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์
“การเลือกตั้ง มีความจําเป็นที่จะต้องจัดทําให้เป็นความลับ หมายถึงว่าต้องเป็นการลงคะแนนลับเท่านั้น คําว่า การลงคะแนนลับก็คือคนอื่นตรวจสอบไม่ได้เลยสักคน แม้แต่ กกต. เองก็ต้องตรวจสอบไม่ได้”
จากกรณีที่เมื่อวาน (12 กุมภาพันธ์ 2569) มีผู้สังเกตเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) มีบาร์โค้ดซึ่งหากสแกนแล้วอาจแสดงตัวเลขที่สัมพันธ์กับเลขที่บัตรต้นขั้ว ซึ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะผิดหลักการ ‘ลงคะแนนโดยลับ’ ในการออกเสียงของประชาชน
The MATTER ได้พูดคุยกับ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO DomeCloud ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และบล็อกเชน ผู้ร่วมตั้งข้อสังเกตเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และเป็นผู้เขียนโค้ดสำหรับถอดรหัสเลขเลขที่บัตรเลือกตั้งในบาร์โค้ด-เล่มต้นขั้วของบัตรเลือกตั้ง
จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งคืออะไร?
การถอดรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการต่อยอดข้อมูลจาก ดร.เรือบิน—ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ผู้สังเกตเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสีชมพูมี QR Code อยู่ที่มุมบนขวา และมุมล่างซ้ายของบัตรสีเขียว
โดยคาดว่า QR Code มีไว้สำหรับการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งหรือข้อผิดพลาดในการนับคะแนน และอาจนำมาใช้สำหรับการตรวจสอบกรณีบัตรเขย่งที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ รหัสดังกล่าวต้องไม่เป็นรหัสแบบ 1:1 หรือสามารถตรวจสอบถึงข้อมูลต้นขั้วซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ลงคะแนนในบัตรแต่ละใบได้
จากนั้น มีคนจึงสังเกตเห็นว่าด้านล่างของบัตรเลือกตั้งสีชมพูมี ‘บาร์โค้ด’ ที่พอสแกนแล้วจะขึ้นข้อมูลเป็นตัวอักษร A ตามด้วยเลข 8 หลัก ซึ่งเป็นรูปแบบตัวเลขที่คล้ายคลึงกับเลขบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏอยู่บนต้นขั้วในเล่มที่มีลำดับของผู้ใช้สิทธิ โดยตัวเลขใต้บาร์โค้ดในแต่ละภาพไม่ซ้ำกัน
ความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ บาร์โค้ด-เลขที่บัตรเลือกตั้ง-เล่มบัตรเลือกตั้ง
จากนั้นได้มีผู้รวบรวมข้อมูลจากภาพบัตรเลือกตั้งทั้งสองสีและบัตรประชามติ พร้อมต้นขั้ว จะสังเกตเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เลขที่บัตรเลือกตั้ง’ และ ‘เล่มบัตรเลือกตั้ง’ ซึ่งระบุไว้บนต้นขั้ว คือ “เล่มที่ = [เลขที่/20] + 1”
ยกตัวอย่าง บัตรเลือกตั้ง A03398985 เมื่อนำ [03398985/20] + 1 = 169950 ซึ่งตรงกับเล่มบัตรเลือกตั้ง A0169950
ซึ่งขณะนี้มีหลักฐานค่อนข้างชัดเจนว่า ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู’ ตรงกับ ‘เลขบัตรเลือกตั้ง’ และสามารถสืบไปถึงเล่มบัตรเลือกตั้ง และผู้เข้าถึงข้อมูลนี้อาจเชื่อมโยงได้ว่าประชาชนออกเสียงเลือกอะไร ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ซึ่งระบุว่าการเลือกตั้งต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ
“แปลว่า ถ้าเราล่วงรู้บาร์โค้ดของของบัตรเลือกตั้ง ก็อาจทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนหนึ่งรั่วไหลได้ทันที ตั้งแต่ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน ทะเบียนราษฎร์ รวมถึงพรรคการเมืองที่คุณกาเลือกไปเช่นกัน” ธนารัตน์ กล่าว
แล้วบัตรสีเขียวที่มี QR Code เหมือนกัน สามารถระบุอะไรได้บ้าง?
“จากการตรวจสอบ ณ ตอนนี้ (13 กุมภาพันธ์ เวลา 13:00 น.) พบว่ายังไม่สามารถระบุได้ครับ เนื่องจากตัวอย่างเรามีน้อยเกินไป” ธนารัตน์ ตอบ
ธนารัตน์เล่าว่า เขากำลังรวบรวมภาพบัตรสีเขียวที่สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดพร้อมต้นขั้วด้วย ซึ่งด้วยเงื่อนไข 2 ประการนี้ ทําให้หาตัวอย่างมาศึกษาค่อนข้างยาก จึงยังไม่สามารถวิเคราะห์อะไรได้ ณ ตอนนี้ แต่หากมีข้อมูลมากพอก็ต้องติดตามกันต่อไป
นี่เป็นครั้งแรกๆ เลยหรือไม่ ที่บัตรเลือกตั้งระบุบาร์โค้ดหรือรหัสที่จะสืบย้อนไปได้ว่านี่เป็นบัตรของใคร?
“น่าเสียดายที่เราเพิ่งมาสังเกตกัน เพราะตอนนี้เราก็เพิ่งตั้งหลักกันนะครับ ว่าบัตรเลือกตั้งปี 2566 ก็มี QR Code เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นเราดันไม่ได้สังเกตกัน และคงไม่มีใครสังเกตนะครับ ก็เลยขาดหลักฐาน เพราะเราเราไม่มีตัวอย่างข้อมูล” ธนารัตน์ ตอบ
แม้จะมีภาพว่าบัตรเลือกตั้งสีม่วง (แบบเขต) ก็มี QR Code กำกับอยู่บริเวณมุมขวาบน และไม่พบรหัสใดกำกับบนบัตรเลือกตั้งสีเขียว (บัญชีรายชื่อ) แต่ตัวอย่างภาพที่ได้ก็น้อยเกินกว่าจะหาความสัมพันธ์ของตัวเลข การหาต้นขั้วจากเล่มบัตรเลือกตั้งยิ่งยากกว่าเดิม
จำเป็นหรือไม่? ต้องกำกับรหัสที่เฉพาะเจาะจงเพื่อป้องกันบัตรเลือกตั้งปลอม
ก่อนหน้านี้ กกต. ได้ออกมาชี้แจงว่าบาร์โค้ดเหล่านี้มีไว้เพื่อการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้ทราบข้อมูลล็อตการผลิต การกระจายบัตรไปยังหน่วยต่างๆ และป้องกันบัตรปลอม โดยย้ำว่าไม่ย้อนกลับไประบุตัวตนผู้ใช้สิทธิหรือการตรวจสอบการลงคะแนนรายบุคคลได้
โดย ระเบียบฯ ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 ระบุว่า กกต. มีอำนาจกำหนดให้มีรหัสหรือเครื่องหมายพิเศษในบัตรเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า โดยวัตถุประสงค์ต้องเป็นไปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเท่านั้น
ธนารัตน์มองว่า ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทําให้มันตรวจสอบได้โดยไม่ต้องทิ้งรหัสที่ระบุตัวตน (Serial Number) เช่น มีการปั๊มลายเส้นนูน ฝังรหัสแฝงที่ต้องมองผ่านแสง หรือลักษณะเฉพาะอื่นๆ ซึ่งต้องใช้เครื่องพิมพ์ราคาแพงและมีต้นทุนการผลิตสูง จนบุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ก็จะป้องกันการปลอมแปลงได้ระดับหนึ่ง
“การจะติด QR Code ซึ่งเป็นรหัสอะไรบางอย่างเพื่อใช้ติดตามผล ผมว่าไม่ควรเพราะทําให้บัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีรหัสที่เป็นตําหนิ ซึ่งจะไม่ซ้ำกัน และไม่สามารถหาข้ออธิบายได้อย่างโปร่งใส ว่าไม่มีนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้วิเคราะห์หรือตรวจสอบใดๆ” ธนารัตน์ กล่าว
ความน่ากังวลจากการที่บัตรเลือกตั้งสืบย้อนไปหาผู้ออกเสียงได้
“การเลือกตั้ง มีความจําเป็นที่จะต้องจัดทําให้เป็นความลับ หมายถึงว่าต้องเป็นการลงคะแนนลับเท่านั้น คําว่า การลงคะแนนลับก็คือคนอื่นตรวจสอบไม่ได้เลยสักคน แม้แต่ กกต. เองก็ต้องตรวจสอบไม่ได้” ธนารัตน์ กล่าว
หลักการของการเลือกตั้ง คือ ทุกคนมี 1 เสียงเท่ากัน ต้องออกเสียงด้วยตัวเองในห้วงเวลาเดียวกัน และเป็นการลงคะแนนโดยลับ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ก็ได้ระบุว่าการเลือกตั้งต้องใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนจากผู้มีสิทธิโดยตรงและลับ
“ถ้า กกต. มาบอกว่า ‘ผมรู้ แต่สัญญาว่าจะไม่บอกใคร’ อันนี้ไม่สมเหตุสมผลและไม่ใช่ความลับ ความลับคือไม่มีใครตรวจสอบได้ ซึ่งจากบัตรที่ตรวจสอบได้ก็เห็นแล้วว่าเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน” ธนารัตน์ อธิบายเพิ่ม
**ย้อนไปเมื่อปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เนื่องจากมีการจัดวางคูหาที่ทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดต่อหลักการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ โดยเหตุเกิดหน่วยเลือกตั้งเดียว แต่ต้องเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ
นอกจากข้อกังวลที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นโดยลับอย่างที่ควรจะเป็น ธนารัตน์ยังมองว่านี่อาจทำให้เกิด ‘การตรวจสอบ’ จากการซื้อ-ขายเสียงได้ ซึ่งจากเดิมเป็นโมเดลจ่ายเงิน-หวังให้คนกาให้ กลายเป็นจ่ายเงิน-ตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลต่อประชาชนอย่างยิ่ง
แถลงจาก กกต. ยืนยันเลือกตั้งยังเป็นลับ?
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (13 กุมภาพันธ์) ร.ต.ภาสกร สิริภคยากร รองเลขาธิการ กกต. ได้กล่าวถึงกรณีบัตรมีบาร์โค้ดว่า ขั้นตอนการใช้สิทธิ ต้องเขียนต้นขั้ว เอาบัตรไปกาในคูหา และหย่อนบัตรด้วยตนเอง แม้ กปน. จะหยิบมาขานก็ไม่ทางรู้ว่าเป็นบัตรของใคา เพราะเมื่อนับคะแนนเสร็จบัตรก็ถูกบรรจุลงถุงและหีบบัตร โดยอนุกรรมการจะเอาบัตรทุกหน่วยแยกประเภทและยุบรวมกัน ซึ่งจะไม่รู้ว่าแต่ละบัตรมาจากหน่วยไหน
ส่วนต้นขั้วก็ถูกส่งไปอีกทาง คือ เก็บรักษาอีกที่หนึ่ง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิก็จะส่งนายทะเบียนท้องถิ่น เก็บรักษาไว้ที่ปลอดภัย โดยจะเก็บไว้ 2 ปี จนพ้นเวลาร้องเรียนถึงเบิกเอามาทำลายได้
ดังนั้น กระบวนการดังกล่าวจะไม่สามารถรู้ได้ว่าใครออกเสียงเลือกอะไร ยกเว้นผู้ใช้สิทธิในบัตรนั้นๆ ซึ่งมีกฎหมายกำกับว่าห้ามนำบัตรที่ตนออกเสียงไปแสดงกับผู้อื่น และห้ามให้ผู้ใดใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว การเอาไปเปิดเผยจึงย่อมไม่เกิดขึ้น
ส่วน กกต. ก็ไม่มีอำนาจเปิดดูบัตรเอง ทำได้เพียงเปิดเพื่อนับคะแนนใหม่ ดังนั้น การลงคะแนนจึงลับแน่นอน และแม้จะสแกนบาร์โค้ดออกมาได้ก็ต้องมีต้นขั้วบัตร ซึ่งไม่รู้ว่าเก็บไว้ไหน เอาไปรวมไว้หมดแล้ว บัญชีรายชื่อก็ไปสำนักทะเบียน ทุกขั้นตอนเป็นไปโดยตรงและลับ
ด้าน วรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผอ.สนับสนุนการเลือกตั้ง กล่าวว่า การมีบาร์โค้ดและ QR Code เป็นไปตามกฎหมายเพื่อป้องกันการปลอมแปลง กรณีที่บัตรประชามติไม่มี เพราะการพิมพ์บัตรใช้ 3 โรงพิมพ์ มาตรการป้องกันก็แตกต่างกัน และแต่ละโรงพิมพ์มีเทคโนโลยีแตกต่างกัน
ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวก็เพื่อควบคุมบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ เป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม และเพื่อให้ไม่มีปัญหาบัตรเขย่ง
และยอมรับว่าหากสแกนบาร์โค้ดไปจะเจอต้นขั้ว แต่นี่ไม่ได้ออกแบบมาให้ตรวจสอบย้อนกลับอย่างที่เป็นข่าว แม้จะมีภาพถ่ายบัตรเลือกตั้งและมีบาร์โค้ดเปิดเผย ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครลงคะแนน**