ลูกพิการเพราะแม่สูดฝุ่น! ย้อนดู Toxic Town ซีรีส์เล่าคดีจริง ที่ชี้ว่าฝุ่นมีผลต่อเด็กในครรภ์
แค่ฝุ่นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง…หากย้อนกลับไปราว 20-30 ปีก่อน เศษผงเรียวเล็กที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ คงส่งผลอย่างมากเพียงไอจามหรือภูมิแพ้กำเริบ ตามความเข้าใจของคนทั่วไป อย่างไรเสีย องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในวันนี้ชี้แจ้งแล้วว่า เจ้าสิ่งที่อาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่านั้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้รุนแรงกว่าที่เราคิด
หากวัดผลหนึ่งสัปดาห์ เราอาจพบเจอเพียงเสมหะกระปริบประปอย แต่ถ้าค่อยๆ ศึกษาให้ลึกและไกลกว่านั้น ฝุ่นอาจทำได้ถึงขั้นคร่าชีวิต มิหนำซ้ำอาจไม่ใช่แค่ชีวิตที่เติบโต และต้องดิ้นรนบนโลกใบนี้มาแล้ว เพราะสิ่งที่เล็กจนเราเคยหลงคิดว่าคงไม่เป็นไร อาจฆ่าได้กระทั่งชีวิตที่ยังไม่ลืมตาดูโลก
Toxic Townคือซีรีส์ตีแผ่เรื่องจริงชวนช็อกข้างต้น เรื่องราวจับจ้องไปยังเหตุการณ์ในเมืองคอร์บี้ ประเทศอังกฤษ ปี 1996 ยุคที่ผู้คนยังเข้าใจว่า สารพิษจะเข้าสู่ร่างกายได้เฉพาะทางอาหารและน้ำ สิ่งที่อยู่ในอากาศไม่ได้อันตรายขนาดนั้น หรืออย่างแย่ มันคงทำร้ายได้แค่ผู้ที่สูดฝุ่นเข้าไปโดยตรง ตัวอ่อนในท้องคงปลอดภัยและอยู่ไกลเกินจินตนาการว่าจะได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ดี ซีรีส์ 4 ตอนในปี 2025 จากทีมผู้สร้างที่เคยฝากผลงานขึ้นหิ้ง อย่าง Adolescent ไม่ได้บอกกับเราเช่นนั้น
มันตะโกนเสียงดังก้อง ร้องบอกผู้ชมว่าฝุ่นนั้นอันตราย มลพิษนี้กำลังทำร้ายผู้คน ทั้งยังทำให้คอร์บี้กลายเป็น ‘เมืองพิษ (Toxic Town)’ อันนำไปสู่การฟ้องร้องของกลุ่มคุณแม่ที่กินเวลานานกว่าทศวรรษ เกิดเป็นคดีแรกที่แสดงความเชื่อมโยงจนทั่วทั้งโลกได้รู้ว่า มลพิษทางอากาศสามารถทำร้ายทารกได้ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา
***บทความนี้เปิดเผยสาระสำคัญของซีรีส์ Toxic Town***
ก่อนอื่นเราอยากชวนทุกคนลองจินตนาการภาพที่จู่ๆ เด็กที่เกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สถานที่ใกล้เคียงกัน ก็พิการพร้อมๆ กันอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เด็กบางคนมือผิดรูป บางคนขาผิดส่วน หรือที่เลวร้ายที่สุด คือบางคนต้องจากโลกนี้ไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์
นี่ไม่ใช่เพียงภาพในจินตนาการ แต่เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นช่วงปี 1996 ในเมืองคอร์บี้ ประเทศอังกฤษ เมื่อ ซูซาน แมคอินไทร์ (รับบทโดย Jodie Whittaker)กับ เทรซี่ เทย์เลอร์ (รับบทโดย Aimee Lou Wood) ต้องเผชิญกับเหตุไม่คาดฝันที่เสมือนตกนรกทั้งเป็น
รายแรกคลอดลูกชายคนเล็กพร้อมมือข้างขวาที่ผิดปกติ
ขณะที่รายหลังสูญเสียลูกสาวกระทันหัน หลังจากเธอลืมตาดูโลกได้เพียงไม่กี่วัน
“เธอเกิดมามีหูพิการ หัวใจของเธอมีแค่ 2 ห้องแทนที่จะเป็น 4 เธอไม่มีไต… เธอสู้เต็มที่แล้ว แต่เธอตาย” คือถ้อยคำรำพันของคุณแม่ผู้แตกสลาย
ทีแรกทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ทำได้เพียงตัดพ้อต่อโชคชะตา ก้มหน้าใช้ชีวิต ฝั่งเทรซี่และสามีพยายามเยียวยาความรู้สึกหลังเผชิญความสูญเสีย ส่วนซูซาน ผู้ที่สามีไม่สามารถทนเห็นความพิการของผู้เป็นลูก ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ดูแลลูกชายคนเล็กอย่างดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีกำลัง
ชีวิตของทั้งสองครอบครัวดำเนินเรื่อยมา กระทั่งซูซานและเทรซี่ได้ทราบโดยบังเอิญว่า พวกเธอไม่ใช่คุณแม่แค่สองคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว แต่มีคุณแม่ที่ประสบเรื่องราวใกล้เคียงกันมากกว่า 10 ชีวิต
เมื่อความสูญเสีย ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม
จำนวนที่มากขนาดนี้บ่งชี้ว่า สิ่งที่พวกเธอประสบไม่ใช่เรื่องของโชคหรือเวรกรรม หากต้องเป็นการกระทำบางอย่างของคนบางกลุ่ม และซีรีส์ก็พาผู้ชมไปสังเกตการณ์ความน่าสะพรึงที่เกิดขึ้น ความน่าสะพรึงซึ่งหยั่งรากลึกโดยที่คนในเมืองไม่รู้ตัว
ย้อนกลับไปในปี 1979 คอร์บี้ต้องพบกับวิกฤตจากการปิดตัวของบริษัทบริติชสตีล จนคนตกงานนับหมื่น เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองด้วยธุรกิจโลหะ ชาวสก็อตอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำกิน ในย่านอุตสาหกรรมกลายสภาพเป็นนครแห่งความสิ้นหวัง เป็นเหตุให้สภาเมืองต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน พวกเขาทำทุกวิถีทาง ปรับปรุงพื้นที่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกชีวิตลืมตาอ้าปากต่อไปได้
คอร์บี้อาจกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่ความเฟื่องฟูนั้นห่างไกลจากคำว่ายั่งยืน เหตุเพราะความมักง่ายที่คล้ายคลึงในแทบทุกประเทศ
สภาเมืองทำทุกอย่างเร็วเกินไป หวังผลกำไรโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและมลภาวะ พวกเขาเร่งรีบเพื่อให้เมืองฟื้นตัวเร็วที่สุด ปล่อยสารเคมีลงแหล่งน้ำ กำจัดสารพิษจากวัสดุเหล็กอย่างไม่รัดกุม จนท้ายที่สุด เศษซากจากโลหะ อาทิ แคดเมียมกับสารหนูก็ลองคลุ้งฟุ้งไปทั่วเมือง
เศษฝุ่นปลิวว่อนไปทั่วผ่านทางรถขนขยะ ชาวเมืองเห็น ชาวเมืองพูด ชาวเมืองรับรู้ ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ คือฝุ่นพวกนี้เองที่เป็นเหตุให้ลูกของเขาต้องเกิดมาพิการ
แม้บางเหตุการณ์และตัวละครจะถูกปรับเปลี่ยน เพื่ออรรถรสและป้องกันผลกระทบต่อบุคคลจริง แต่สิ่งที่ซีรีส์บอกเล่าก็เป็นเหมือนเงาสะท้อนความน่ากลัว ที่เกิดขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองเกิดจากความหวังดี ทุกคนอยากเห็นเมืองเติบโต กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาพิสูจน์แล้วว่า เราจะหวังเพียงผลลัพธ์โดยไม่สนวิธีการไม่ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นในคอร์บี้ อาจเทียบเคียงได้กับหลายสถานการณ์ในไทย ความมักง่ายและอะลุ่มอล่วยเพื่อเป้าประสงค์บางอย่างมีให้เห็นดาษดื่น ราวกับว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็ช่าง
ระหว่างที่ดูซีรีส์ ผู้ชมคงอดคิดไม่ได้ว่า ‘ประเทศอย่างอังกฤษยังทำขนาดนั้น แล้วประเทศของเราจะทำขนาดไหน’ หลายจังหวัดของไทยก็เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีข่าวโรงงานซึ่งสารเคมีตกค้างไฟไหม้อยู่เป็นระยะ มิหนำซ้ำ วิกฤตฝุ่น PM2.5 ก็ยังปรากฏไม่เว้นแต่ละวัน
ที่คอร์บี้ กลุ่มคุณแม่ พร้อมทนายผู้ศรัทธาในวิชาชีพต้องควานหาอยู่นานว่า ต้นตอของความพิการคืออะไร หากไม่ใช่การปนเปื้อนจากในแหล่งน้ำหรือพื้นดิน มันจะเป็นอะไรไปได้อีก
ทั้งหมดทั้งมวลส่งให้ฉากที่บรรดาคุณแม่แห่งคอร์บี้มารวมตัวกันนั้นทรงพลังเกินบรรยาย พวกเธอต้องการทวงความยุติธรรมให้ลูกสาวและลูกชาย ขอร่วมหาความจริงแม้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร
ในซีรีส์อย่าง Adolescent ผู้สร้างเลือกเล่าเรื่อง 4 ตอนผ่าน 4 สถานการณ์แบบ Long Take (ไม่มีการตัดภาพ) สิ่งที่เราได้รับชมทั้งหมดจึงแทบจะดำเนินไปตามเวลาจริง หนึ่งชั่วโมงของซีรีส์มีค่าเทียบเท่าหนึ่งชั่วโมงของเหตุการณ์นั้นๆ
ข้ามมาที่ฝั่ง Toxic Town กลวิธีในการถ่ายทอดอาจไม่ท้าทายเท่า ทว่าเมื่อดูครบ ผู้ชมจะรับรู้ได้ว่า ทำไมผู้สร้างจึงเลือกจับภาพไปยังช่วงดังกล่าว ทำไมถึงเล่าแบบนั้น จนเกิดความรู้สึกร่วมอย่างไม่ขาดตอน
ถึงรู้เหตุ แต่การแก้ปัญหาไม่เคยง่าย
ในที่สุด หลังการสืบสาวอย่างยาวนานทั้งจากพยานหลักฐาน เอกสาร ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ที่ชำนาญด้านมลพิษ กลุ่มคุณแม่แห่งคอร์บี้ก็ได้รู้ความจริงอันน่าตกใจ ที่ลูกของพวกเธอเป็นแบบนี้ เกิดจากอากาศที่พวกเธอใช้หายใจ
ไม่ต่างจากในบางประเทศ การรู้สาเหตุไม่เท่ากับปัญหาคลี่คลาย การเจรจาต่อรองกับผู้ก่อเหตุไม่เคยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ มีภาคธุรกิจหนุนหลัง หรือเป็นเจ้าของหลายกิจการในพื้นที่
ตั้งแต่ช่วงต้น ผู้ชมทราบดีว่า ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจการ พูดง่ายๆ คือ พ่อของเด็กที่เกิดมาพิการเป็นพนักงานในบริษัท อาชีพของเขาคือการขนย้ายเศษซากโลหะตามคำสั่ง เพื่อหวังนำเงินมาจุนเจือครอบครัว ฝันอยากเห็นลูกมีชีวิตที่สุขสบาย แต่พร้อมกันนั้น ความรับผิดชอบในทุกวันของผู้เป็นพ่อ กลับก่อร่างสร้างเนื้อร้ายให้แก่ชีวิตในท้องของภรรยา
วันแล้ววันเล่าที่เขาขับรถขนซาก นำพาฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วเมืองโดยไร้เจตนา ก่อนกลับบ้านพร้อมเสื้อผ้าเปื้อนผงพิษ ได้ทารุณชีวิตลูกน้อยทีละนิดโดยที่เขาไม่รู้ตัว
คำถามสำคัญ คือในวันที่รู้ตัวว่าเงินในแต่ละเดือนที่ได้มากำลังคร่าชีวิตของลูก เขาสามารถเดินหน้าพุ่งชนปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน ในเมื่อการเป็นพยานฟ้องร้องบริษัท ไม่ต่างกับการตัดสายน้ำเลี้ยงของครอบครัว แน่นอนเขาแค้นและเสียใจ แต่หากอีกฝ่ายเป็นเจ้านาย เขาควรต้องทำอย่างไร
“ถ้าคุณแพ้ล่ะแม็กกี้ ถ้าผมให้การต่อศาล แต่คุณ… แต่เราแพ้ล่ะ” สามีโอดครวญ ภรรยาน้ำตารื้น
“เพราะผมทำอย่างอื่นไม่เป็นแล้ว… อย่าเข้าใจผมผิด ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ให้อภัยตัวเองที่ทำร้ายซามูเอล… ทำร้ายลูกชายตัวเอง ผมขอโทษ”
เมื่อพูดจบ น้ำตาของผู้เป็นพ่อก็หลายอาบอย่างไม่อาจควบคุม ฉากสั้นๆ นี้ตอกย้ำอย่างดีว่า การต่อสู้ของคนตัวเล็กๆ มีสิ่งที่ต้องแลก และเพราะสิ่งที่ต้องแลก บางครั้งก็หนักหนาเกินแบกรับ คนตัวเล็กๆ จึงต้องกัดฟันจำใจ อยู่ในระบบที่บิดเบี้ยวต่อไปแม้จะรู้ทั้งรู้
จุดที่ดีของซีรีส์ คือการไม่กล่าวโทษชนชั้นแรงงาน แน่นอนพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการกระจายฝุ่นพิษสู่ชุมชน แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืม คือพวกเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของระบบ เขาทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็งตามคำสั่ง โดยไม่ล่วงรู้ผลที่ตามมา คนร้ายตัวจริงคือผู้ที่รู้แต่แรก ทว่าแกล้งปิดหูปิดตา ผลักดันระบบที่ความเร็วและความรวยสำคัญที่สุดต่อไป โดยใช้กลุ่มคนที่ไม่มีทางเลือกเป็นเครื่องมือ
นอกจากนี้ ซีรีส์ยังพาไปสำรวจไกลกว่าแค่เรื่องของฝุ่น ผู้ชมได้รับรู้ว่า คนเป็นแม่ต่างโทษตัวเองปีแล้วปีเล่า หลายคืนที่เธอเฝ้าตำหนิว่าตัวเองคือสาเหตุความผิดปกติของลูก เพราะเธอดูแลตัวเองไม่ดีพอ ลูกถึงเกิดมาเป็นแบบนี้
ในความเป็นจริง พวกเธอหลายคนดูแลลูกน้อยอย่างดีที่สุด คนที่สูบบุหรี่ก็หักดิบยอมเลิกเพราะอยากให้ลูกเกิดมาแข็งแรง สมบูรณ์ พวกเธอสมควรมีช่วงเวลาที่สวยงามร่วมกับชีวิตน้อยๆ คนรอบตัวควรได้ร่วมยินดีกับทายาทผู้น่ารัก ทว่าทั้งหมดไม่เป็นแบบนั้น สายสัมพันธ์ของซูซานกับสามีขาดสะบั้น เพราะผู้เป็นพ่อไม่อาจทนเห็นมือที่บิดเบี้ยวของลูก ฉากนี้สะท้อนความละเอียดอ่อนเปราะบางของสถาบันครอบครัว ผู้ชมคงไม่บอกว่าสิ่งที่พ่อทำเป็นสิ่งที่ถูก แต่ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าเราจะไม่เข้าใจ เพราะถ้าว่ากันตามตรง หากตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับตัวละคร เราเองก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะตัดสินใจอย่างไร และจะทำใจได้มากน้อยไหน
ความรู้สึกผิดไม่เคยถูกลบไปจากใจของ ซูซาน เธอเลี้ยงดูลูกคนเล็กจนเติบโตตามลำพัง โดยระหว่างนั้นก็รวมกลุ่มคุณแม่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลูกไปด้วย
พวกเธอต่อสู้ทุกวิถีทาง ทนการซักฟอกสารพัดที่ไม่มากก็น้อย พาให้เธอหวนคิดถึงความทรงจำอันเลวร้าย ซูซานถูกตั้งคำถามทำนองว่า ที่ลูกเธอพิการอาจเป็นผลข้างเคียงจากยาต้านเศร้าของเธอเองหรือไม่
ด้านทนายอาสาก็เร่งหาผลวิจัยเพื่อสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ฝุ่นคือต้นตอของเรื่องทั้งหมด เขาต้องจำใจตัดชื่อลูกของบางคนออกจากคดี เพื่อให้รูปคดีมีโอกาสชนะมากขึ้น เขาไม่อยากทำแบบนั้น แต่เพราะฝ่ายที่เขาฟ้องร้องมีแต้มต่ออย่างมหาศาล เขาจึงต้องกัดฟันทำ แม้นั่นจะเป็นดั่งการบีบคั้นหัวใจของแม่คนหนึ่งให้แหลกสลายก็ตาม
“ลูกชายของฉันเจ็บปวดมาทั้งชีวิต ซึ่งมันไม่ใช่ความผิดเขา และฉันไม่ชอบที่มันเป็นแบบนั้น” ซูซานกล่าวระหว่างการพิจารณาคดี
หลังใช้เวลาพิจารณาจนถึงปี 2009 หรือราว 23 ปี นับจากวันที่ซูซานเริ่มต่อสู้ คดีก็สิ้นสุด ศาลสูงของอังกฤษ (High Court) ตัดสินว่า สภาเมืองมีความผิดจากการละเลยความปลอดภัยในการพัฒนาชุมชน และต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
เรื่องราวของคุณแม่แห่งเมืองคอร์บี้ กลายเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงผลกระทบระหว่างมลพิษทางอากาศกับตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งผลการตัดสินได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ทั้งยังทำให้หลายหน่วยงานหันกลับมาทบทวนนโยบายการจัดการขยะ และควบคุมมลพิษทางอากาศใหม่อีกครั้ง
ในวันที่ไทยยังถามสิทธิที่จะหายใจอย่างมีคุณภาพ
ลำพังความจริงที่เกิดขึ้นในอังกฤษยุคนั้นว่าเศร้าแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้อาจเศร้ากว่า นี่ไม่ใช่ยุคสมัยที่เรายังไม่รู้ว่าฝุ่นน่ากลัวอย่างไร ทุกข้อมูลบ่งชี้ สถิติต่างๆ ที่มีตอกย้ำ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เองก็ก้าวหน้ากว่าเหตุการณ์ในซีรีส์มาก
ชนิดและประเภทของฝุ่นอาจต่างกัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าสิ่งเล็กๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศไม่อันตราย และไม่ได้แปลว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดไม่สำคัญ ณ วันที่ 22 มกราคม 2568 ร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา จึงไม่สามารถออกกฎหมายบังคับใช้อย่างจริงจังได้ มากไปกว่านั้น หากรัฐบาลชุดใหม่ไม่หยิบยกร่างดังกล่าวให้วุฒิสภาพิจารณาต่อภายใน 60 วันหลังประชุมสภาครั้งแรก ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดก็จะต้องตกไปโดยปริยาย…
หลายสิ่งในโลกของเราอาจเริ่มต้นด้วยจุดประสงค์ที่ดี ทว่านั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างในการมักง่ายหรือมองข้ามความปลอดภัยของประชาชน Toxic Town ย้ำเตือนว่า ภาครัฐและผู้มีอำนาจจะหวังเพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเงินกี่หมื่นล้านก็ไม่คุ้มหากพลเมืองต้องทุรนทุรายเพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม
ครั้งหนึ่งกลุ่มแม่ในเมืองคอร์บี้เคยร่วมกันต่อสู้ ครั้งนี้ภาคประชาชนในประเทศไทยก็ยังทำอยู่ แม้ไม่ล่วงรู้ว่า แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่ตรงไหน และไม่รู้ว่าทำไมการมีอากาศบริสุทธิ์หายใจจึงเป็นเรื่องที่ต้องร้องขอ
ถึงอย่างนั้น ประชาชนก็ยังวาดหวัง…
ช่วงท้ายของซีรีส์ สมาชิกสภาเมืองคอร์บี้ถากถางทนายฝ่ายคุณแม่ว่า
“ถามจริงนายได้เท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์”
ทนายได้ฟังดังนั้นก็ของขึ้น พร้อมฟาดกลับอย่างเจ็บแสบด้วยประโยคที่เราจำไม่ลืม
“ท่านหาว่าผมเป็นทนายที่หาผลประโยชน์มาตลอดอย่างนั้นเหรอ รู้อะไรไหม ที่น่าตลกคือผมไม่ได้เงินเลยสักบาท ทั้งหมดที่ทำคือความเสี่ยงของผมล้วนๆ หึ! ท่านนึกภาพไม่ออกหรอกว่าผมต้องทำอะไรบ้าง และที่ผมทำ ที่ผมทำทั้งหมดนี้ เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะผมเชื่อว่าประชาชนต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ผมขอถามท่านหน่อยเถอะ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ! ท่านลืมเรื่องนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่…”
อ้างอิง