โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“สหรัฐ” พัฒนาเว็บไซต์ freedom.gov เปิดให้ชาวยุโรปเข้าถึงเนื้อหาที่รัฐแบน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 03.00 น.

"สหรัฐ" เตรียมเปิด เว็บไซต์ freedom.gov ให้ผู้ใช้ในยุโรปและภูมิภาคอื่นเข้าถึงเนื้อหาที่รัฐบาลท้องถิ่นสั่งห้าม หวังโต้การเซ็นเซอร์และหนุนเสรีภาพดิจิทัล

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 03.56 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานในยุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกรัฐบาลของตนเองสั่งห้าม รวมถึงเนื้อหาที่ถูกจัดว่าเป็นวาจาสร้างความเกลียดชัง (hate speech) หรือโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มก่อการร้าย โดยรัฐบาลวอชิงตันมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านการเซ็นเซอร์

เว็บไซต์ดังกล่าวจะใช้โดเมน freedom.gov และมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใส่ฟังก์ชันเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) เพื่อทำให้การใช้งานดูเสมือนว่ามาจากสหรัฐ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ติดตามกิจกรรมของผู้ใช้

โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับของซาราห์ โรเจอร์ส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายการทูตสาธารณะ และเดิมมีแผนเปิดตัวในงานประชุมความมั่นคงมิวนิกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

แหล่งข่าวระบุว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนในกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายกฎหมาย แสดงความกังวลต่อโครงการดังกล่าว แม้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจะออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีการเลื่อนเปิดตัว และไม่มีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมาย พร้อมย้ำว่า“เสรีภาพทางดิจิทัลเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญของกระทรวง ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัวและการหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ เช่น VPN”

นักวิเคราะห์มองว่าแพลตฟอร์มดังกล่าวอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับพันธมิตรดั้งเดิมในยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อขัดแย้งอยู่แล้วในประเด็นการค้า สงครามรัสเซีย–ยูเครน และท่าทีของทรัมป์ต่อเกาะกรีนแลนด์

โครงการนี้ยังอาจทำให้สหรัฐตกอยู่ในสถานะที่ถูกมองว่าสนับสนุนให้ประชาชนฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศตนเอง เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปมีกฎหมายจำกัดหรือสั่งลบเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว

รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับประเด็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะสิ่งที่มองว่าเป็นการปิดกั้นเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมบนโลกออนไลน์ และนำประเด็นนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายต่างประเทศ ทั้งในยุโรปและบราซิล

ในขณะที่สหรัฐคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขวางตามรัฐธรรมนูญ สหภาพยุโรปกลับใช้แนวทางเข้มงวดกว่า โดยมีรากฐานจากความพยายามป้องกันการฟื้นตัวของแนวคิดสุดโต่งแบบนาซี และการยุยงให้เกลียดชังชนกลุ่มต่าง ๆ

เจ้าหน้าที่สหรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายของยุโรป เช่น Digital Services Act ของสหภาพยุโรป และ Online Safety Act ของสหราชอาณาจักร ว่าเป็นกฎที่จำกัดเสรีภาพในการพูด โดยกฎหมายเหล่านี้กำหนดให้แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ X ต้องจำกัดหรือถอดถอนเนื้อหาที่ถูกจัดว่าเป็น hate speech การโฆษณาชวนเชื่อของผู้ก่อการร้าย หรือข้อมูลบิดเบือนที่เป็นอันตราย

ตัวอย่างเช่น เยอรมนีออกคำสั่งลบเนื้อหาที่เข้าข่ายสนับสนุนหรือยุยงการก่อการร้าย 482 คำสั่งในปี 2567 และบังคับลบเนื้อหากว่า 16,771 รายการ

อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ เคนเนธ พรอปป์ ซึ่งปัจจุบันทำงานกับ Atlantic Council ระบุว่า แผน freedom.gov จะถูกมองในยุโรปว่าเป็น “ความพยายามของสหรัฐในการบ่อนทำลายกฎหมายภายในของประเทศต่าง ๆ”

ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่า เว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐจะมีข้อได้เปรียบใดเหนือบริการ VPN เชิงพาณิชย์ที่มีอยู่แล้วในตลาด

ทั้งนี้ก่อนการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐเคยสนับสนุนเงินทุนให้เครื่องมือหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์และ VPN เชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยประชาชนในจีน อิหร่าน รัสเซีย เบลารุส คิวบา เมียนมา และประเทศอื่น ๆ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเสรี

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...