กูรูคาด SET ระยะสั้นวิ่งไกลได้ถึง 1,570 จุด รับความเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่เสถียรภาพสูง
หุ้นไทยบวกฉ่ำ 46.88 จุด (3.46%) มูลค่าซื้อขายทะลุแสนล้านบาท รอบ 17 เดือน หลัง "ภูมิใจไทย" ชนะเลือกตั้งขาดลอย วงการมองเสถียรภาพสูง หนุนความเชื่อมั่น คาดดันดัชนีฯ ระยะสั้นไหลขึ้นต่อเนื่อง แนวต้านสูงสุด 1,570 จุด แนะลงทุนธีม "Election Play" เน้นกลุ่มรับอานิสงส์เงินลงทุนไหลเข้า-บริโภคในประเทศ พร้อมเปิดโพยหุ้นเด่นรัฐบาลใหม่
*** SET Index วิ่งแรง 45.67 จุด วอลุ่มทะลุแสนลบ.รอบ 17 เดือน
ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) วันนี้ปิดที่ 1,400.89 จุด เพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือ 3.46% มูลค่าการซื้อขาย 1.02 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 17 เดือน (ล่าสุด 6 ก.ย.67 อยู่ที่ 1.04 แสนล้านบาท) หลังประกาศผลเลือกตั้ง "พรรคภูมิใจไทย" ชนะอันดับ 1 ด้วยจำนวนทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างขาดลอย
*** รัฐบาลใหม่เสถียรภาพสูง หนุนเชื่อมั่น
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ประเมินว่า "พรรคภูมิใจไทย" ชนะเลือกตั้งแบบมีจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สูงกว่า กว่าอันดับ 2 "พรรคประชาชน" ขาดลอย สร้างแรงผ่อนคลายต่อความวิตกกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองให้กับนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเพียงจับมือกับ "พรรคกล้าธรรม" เพียงแค่พรรคเดียวก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว หรือหากรวมเสียงกับ "พรรคเพื่อไทย" เพิ่มไปอีก จะสร้างฐานเสียงที่ค่อนข้างแข็งแรง
ขณะที่ "อัสสเดช คงสิริ"กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่า โครงสร้างรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ คาดว่าจะสร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว และมีความต่อเนื่องจากการบริหารงานในช่วงที่ผ่านมา
รัฐบาลใหม่จะมีนโยบายมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ลดค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ ที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รวมถึงส่งผลเชิงบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในหลายภาคส่วน ควบคู่กับการเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน เช่น โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) การผลักดันให้เกิดบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) การปฏิรูปกฎหมายตลาดทุนไทยให้มีความทันสมัยและบังคับใช้รวดเร็วขึ้นจะยิ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยในระยะยาว
"ชวินดา หาญรัตนกูล" นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) คาดว่า จะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว ส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดทุนและเศรษฐกิจ ที่สามารถเดินหน้าไปต่อ จากทีมเศรษฐกิจที่ดำเนินงานต่อเนื่องจากช่วงรักษาการระยะสั้น ซึ่งมีทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญ ความรู้ความเข้าใจ และบริหารงานอย่างมืออาชีพ เช่น "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" ซึ่งมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยให้ภาครัฐบาลเบาตัว ไม่เป็นภาระ สามารถอยู่และดำเนินการได้ด้วยตนเองมากขึ้น และสามารถบริหารงานได้เป้นวงกว้าง ด้าน "ศุภจี สุธรรมพันธุ์" มีนโยบายการดำเนินด้านพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของประเทศอีกด้าน จะสามารถสานต่อได้ในสิ่งที่ดำเนินงานไว้ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
สำหรับมุมมอง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) คาดว่าหลังจากนี้คงหารือกับสมาคมเพื่อนำเสนอแนวทาง หรือนโยบายสานต่อกับรัฐบาลชุดใหม่ เช่น นโยบายการเปิดบัญชีเพื่อการลงทุน (Thailand Individual Saving Account) หรือ TISA ที่เคยนำเสนอต่อสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), ประเด็นการสร้างความมั่นใจต่อการเป็นธรรมาภิบาล (Good Governance) ทั้งกระตุ้นในเชิงบวกต่อบริษัทจดทะเบียน หรือความแข็งแรงของระบบ เป็นต้น
*** คาดหนุน SET Index เป็นขาขึ้น ระยะสั้นอาจไปไกลถึง 1,570 จุด
ทั้งนี้จากความเชื่อมั่นและความคาดหวังของนักลงทุนที่ดีขึ้น นักวิเคราะห์ประเมินแนวต้านของ SET Index ระยะ 3-6 เดือนข้างหน้ามีโอกาสขึ้นไประดับ 1,430 - 1,570 จุด ดังนี้
"ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ทำให้เสถียรภาพการเมืองในประเทศดูดีขึ้นมาก หลังอยู่ในโหมด Overhang มานานก่อนหน้านี้ เพราะพรรคที่ชนะการเลือกตั้งมีคะแนนสูง ซึ่งจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลทำได้รวดเร็ว
คาดระยะสั้น SET Index มีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นไปถึงแนวต้าน 1,450 จุด เพราะสามารถขยับขึ้นไปซื้อขายบนระดับ P/E ที่สูงขึ้นราว 16 เท่า (เดิมราว 14 เท่า) จากความเชื่อมั่นที่มีมากขึ้น
กรณีดีที่สุด คาดปรับตัวขึ้นได้ถึง 1,570 จุด แม้อาจจะดูสูง ณ ขณะนี้ แต่เป็นไปได้ โดยต้องอาศัยการเติบโตของกำไร บจ.ที่โดดเด่น ช่วยหนุนด้วย
"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประเมินว่าหากนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ออกมาดีและการจัดตั้งรัฐบาลทำได้รวดเร็ว คาดว่ามีโอกาสที่ดัชนีฯ ไปแตะระดับ 1,500 จุดได้ พร้อมคาดเงินทุนต่างชาติจะกลับมาแน่นอน เพราะตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมา 3 ปีแล้ว ที่สำคัญ "พรรคภูมิใจไทย" มีเสถียรภาพสูง เพราะนอกจากจำนวน สส.ที่ค่อนข้างมาก ยังเป็นพรรคที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสนับสนุน เหตุที่จะหลุดจากตำแหน่งมีโอกาสน้อย
"กรภัทร วรเชษฐ์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี คาดตลาดหุ้นไทยมีโอกาสบวกต่อใน 3 เดือนข้างหน้า 8-10% ประเมินกรอบดัชนี 1,420-1,500 จุด แต่คงเป้าหมายสิ้นปี 69 ที่ 1,475 จุดอิง P/E ที่ 15.9 เท่า EPS เติบโต 8% เทียบกับปีก่อนหน้า
"พรรคภูมิใจไทย" ชนะเลือกตั้งด้วยจำนวน 193 สส. นับเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดทุนไทย สูงกว่ากรณีฐานเดิมที่ประเมินไว้ไม่เกิน 160 ที่นั่ง นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ใกล้เคียงกรณีรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" ชนะการเลือกตั้งในปี 2554 ที่ตลาดตอบรับกับการครองเสียงข้างมากในสภาเป็นอันดับ 1 โดยในครั้งนั้น ตลาดหุ้นไทยระยะ 1 เดือน เพิ่มขึ้น 1.85%, ระยะ 3 เดือน เพิ่มขึ้น 9.47%, และระยะ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 17.01%
ขณะเดียวกันมองว่า ความมั่นคงในภาคการเมืองจะเป็นแรงหนุนฟันด์โฟลวต่างชาติให้ไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยซึ่งส่งผลให้จะมีการปรับมุมมองในหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปหลายตัว เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นไทยได้รับการประเมินในระดับที่ต่ำกว่าพื้นฐานมานาน
"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ประเมินว่า หุ้นไทยหลังเลือกตั้งมีแนวต้านที่ 1,414 จุด เพราะยังไม่เห็นการเติบโตของกำไร บจ. ที่มีนัยมาช่วยเสริม ขณะที่ P/E หุ้นไทยปัจจุบัน เทรดที่ราว 14 เท่า มากกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ทำให้ Valuation ดูตึงตัวมากพอสมควรกลับการที่จะปรับขึ้นไปต่อ
ระยะถัดไป ต้องติดตามการประมาณการกำไร บจ.ปี 69 หลังทุกบริษัทรายงานงบการเงินปี 68 เสร็จสิ้น จะเห็นการประเมิน EPS ของตลาดในปี 69 หากส่วนใหญ่ประเมิน EPS ปีนี้สามารถทะลุ 100 บาท ได้ ก็มีโอกาสที่จะมีอัปไซด์ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านใหม่ที่ 1,500 จุดได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index ที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในวันนี้หลังการเลือกตั้งมีความชัดเจน จะเป็นการปรับขึ้นแบบกระชากขึ้นมาแรงเพียงวันเดียว และหลังจากนั้นจะกลับสู่สภาวะปกติ โดยช่วงสั้นมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านบริเวณ 1,440 จุด หลังความเชื่อมั่นในประเทศสูงขึ้น จากการที่พรรคชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และยังมีเสียง ส.ส. ในสภาระดับสูง แต่หลังการตอบรับปัจจัยบวกดังกล่าวมากแล้ว ตลาดจะกลับมาให้ความสนใจกลับความรวดเร็วในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง โดยเบื้องต้นต้องใช้เวลารับรองผลการเลือกตั้งจาก ก.ก.ต.ประมาณ 60 วัน ซึ่งตามไทม์ไลน์ การเปิดสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีควรจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ หากช้ากว่ากำหนดการนี้ อาจเกิดความผิดหวังต่อตลาดหุ้นไทยได้เช่นกัน
*** เปิดกลยุทธ์การลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนส่วนใหญ่แนะนำธีม Election Play โดยเฉพาะ กลุ่มรับอานิสงส์เงินลงทุน และกลุ่มการบริโภคภายในประเทศ
บล.กรุงศรี ระบุ กลุ่มอิงกระแสเงินลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ แนะนำ STECON, GULF, EGCO, KTB, KBANK, ADVANC, AMATA, WHA, SCC, PYLON, INSET, STPI ได้อานิสงส์จากการเร่งลงทุนภาครัฐ เงินลงทุนต่างชาติหนุน ผนวกการสานต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน - การทำ Direct PPA
ส่วนกลุ่มการท่องเที่ยว บริการ และการบริโภคภายในประเทศ แนะนำ BDMS, CPALL, AOT, CENTEL, MTC, KTC, PLANB รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เสริมแกร่งกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ AOT บวกเพิ่มรับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินขาออกเดินหน้า ผสานฤดูกาลท่องเที่ยวและแรงส่งตรุษจีน
บล.หยวนต้า ระบุ หุ้นที่จะรับอานิสงส์จากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คือ CPALL, GLOBAL และ DOHOME ที่ยังเป็นหุ้นที่ค่อนข้าง Laggard ซึ่งจะรับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่กลุ่มที่มักจะปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นตามสถิติ คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และ สื่อสาร แนะนำ SCB และ KTB เพราะปันผลสูง รวมถึง TRUE ที่ราคาหุ้นยัง Laggard
บล.ไอร่า ประเมินหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์หลังการมาของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย คือ GULF เพราะรับประโยชน์จากนโยบายพลังงานสีเขียวของพรรคภูมิใจไทย และ STECON ที่จะได้รับประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบประมาณหลังการจัดตั้งรัฐบาล
"สรพล วีระเมธีกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ประเมินหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการมาของ "พรรคภูมิใจไทย" คือ GULF, SCC, DELTA และ AOT โดยกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้า จากความเชื่อมั่นในการเมืองไทยที่มีสูงกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา เพราะพรรคชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนอีกกลุ่มที่ราคาหุ้นควรจะขยับขึ้น คือ กลุ่มหุ้นที่ยัง Laggard แต่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มแข็งแกร่ง คือ WHA, AMATA และ TURBO เป็นต้น