พฤกษา โฮลดิ้ง ปรับกลยุทธ์ทุบสถิติลดเปิดโครงการใหม่ต่ำสุดรอบ 20 ปี รุก Asset Optimization ปั๊มรายได้ประจำ
พฤกษา โฮลดิ้ง กางแผนปี 69 รับมืออสังหาฯ ชะลอตัว ประกาศลดการเปิดตัวโครงการใหม่เหลือเพียง 7 แห่ง มูลค่า 8,200 ล้านบาท ต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งเครื่องยุทธศาสตร์ Asset Optimization บริหารสินทรัพย์ประสิทธิภาพสูง เคลียร์สต๊อกกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 1.88 หมื่นล้านบาท มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอขยับสัดส่วน Recurring Income แตะ 20% ภายใน 3 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว
4 มีนาคม 2569—บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยระบุถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเผชิญปัจจัยลบสะสม โดยในปีนี้บริษัทฯ ตัดสินใจดำเนินนโยบายเชิงระมัดระวัง (Conservative) ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ในระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2548
กลยุทธ์ "Asset Optimization" และการลดพอร์ตอสังหาฯ รายย่อย
นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PSH ระบุว่า หัวใจสำคัญของปี 2569 คือการ "เพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์" (Asset Optimization) ผ่านการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ การปรับพอร์ตการลงทุน และการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core assets) ออกไป เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดภาระต้นทุนทางการเงิน
สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ กำหนดไว้เพียง 7 โครงการ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลดสัดส่วนลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 1.33 หมื่นล้านบาท และหากย้อนไปในปี 2559 ซึ่งเป็นจุดสูงสุด พฤกษาเคยเปิดตัวมากถึง 69 โครงการ มูลค่าเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
“ปี 2569 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ ทั้งการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ ปรับพอร์ต และทยอยขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยเป้าหมายคือการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 7 แห่ง ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่พฤกษาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ”
นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยในมือที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.64 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) จากสถาบันการเงินในระดับสูง โดยตั้งเป้าลดสัดส่วนสต๊อกกลุ่มนี้จาก 30% ให้เหลือ 25% และเร่งปิดการขายใน 22 โครงการเดิมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
อัดฉีดงบ 4.4 พันล้านบาท รุกธุรกิจ Recurring Income
แม้จะลดสัดส่วนในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย (Property for Sale) แต่ PSH ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบลงทุนในปีนี้รวม 4,400 ล้านบาท แบ่งเป็น:
- งบซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการใหม่: 1,500 ล้านบาท (สมทบกับที่ดินเดิมมูลค่า 1,200 ล้านบาท)
- งบลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำ: 2,900 ล้านบาท เพื่อขยายผลในโรงพยาบาลวิมุต, ธุรกิจคลังสินค้า (Logistics) ภายใต้ความร่วมมือกับ CapitaLand จากสิงคโปร์ และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อื่นๆ
การปรับโครงสร้างเงินลงทุนดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตล้อไปกับเทรนด์สุขภาพและโลจิสติกส์
ตั้งเป้ารายได้ 1.88 หมื่นล้าน - ปรับเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า
ในด้านผลการดำเนินงาน PSH ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 18,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 15,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์สัดส่วนรายได้หลักมาจาก:
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: 15,000 ล้านบาท (คาดการณ์เติบโต 30% จากฐานที่ต่ำในปีปีก่อน)
- ธุรกิจเฮลธ์แคร์: 2,600 ล้านบาท (เติบโต 16%)
- รายได้อื่นๆ: 1,200 ล้านบาท
สำหรับความคืบหน้าของโครงการสร้างรายได้ประจำ ปัจจุบันธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้เช่ามียอดการเช่าเต็ม 100% ขณะที่คลังสินค้า Omega (อาคาร A และ B) คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเช่าในไตรมาส 3 ของปีนี้ รวมถึงธุรกิจก่อสร้างแบบ B2C ที่เริ่มมี Backlog ในมืออย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รายได้ประจำมีสัดส่วนถึง 20% ของพอร์ตโฟลิโอ และยกระดับรายได้รวมของกลุ่มให้แตะระดับ 20,000-25,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้”
กลยุทธ์ของพฤกษาในระยะยาว คือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่เน้นการขยายพอร์ตในเชิงปริมาณ (Volume Growth) สู่การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth) โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนและการสร้าง Ecosystem ระหว่างที่อยู่อาศัยและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจและรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้าสู่ภาวะ New Normal