โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พฤกษา โฮลดิ้ง ปรับกลยุทธ์ทุบสถิติลดเปิดโครงการใหม่ต่ำสุดรอบ 20 ปี รุก Asset Optimization ปั๊มรายได้ประจำ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 15.45 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 08.45 น.

พฤกษา โฮลดิ้ง กางแผนปี 69 รับมืออสังหาฯ ชะลอตัว ประกาศลดการเปิดตัวโครงการใหม่เหลือเพียง 7 แห่ง มูลค่า 8,200 ล้านบาท ต่ำสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งเครื่องยุทธศาสตร์ Asset Optimization บริหารสินทรัพย์ประสิทธิภาพสูง เคลียร์สต๊อกกลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำต่อเนื่อง ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 1.88 หมื่นล้านบาท มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอขยับสัดส่วน Recurring Income แตะ 20% ภายใน 3 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินระยะยาว

4 มีนาคม 2569—บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 โดยระบุถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเผชิญปัจจัยลบสะสม โดยในปีนี้บริษัทฯ ตัดสินใจดำเนินนโยบายเชิงระมัดระวัง (Conservative) ด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ในระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2548

กลยุทธ์ "Asset Optimization" และการลดพอร์ตอสังหาฯ รายย่อย

นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PSH ระบุว่า หัวใจสำคัญของปี 2569 คือการ "เพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์" (Asset Optimization) ผ่านการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ การปรับพอร์ตการลงทุน และการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core assets) ออกไป เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดภาระต้นทุนทางการเงิน

สำหรับแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ กำหนดไว้เพียง 7 โครงการ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลดสัดส่วนลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 1.33 หมื่นล้านบาท และหากย้อนไปในปี 2559 ซึ่งเป็นจุดสูงสุด พฤกษาเคยเปิดตัวมากถึง 69 โครงการ มูลค่าเกือบ 6 หมื่นล้านบาท

“ปี 2569 เป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพสินทรัพย์ ทั้งการเร่งใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ ปรับพอร์ต และทยอยขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยเป้าหมายคือการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 7 แห่ง ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่พฤกษาจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ”

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการระบายสต๊อกที่อยู่อาศัยในมือที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.64 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) จากสถาบันการเงินในระดับสูง โดยตั้งเป้าลดสัดส่วนสต๊อกกลุ่มนี้จาก 30% ให้เหลือ 25% และเร่งปิดการขายใน 22 โครงการเดิมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

อัดฉีดงบ 4.4 พันล้านบาท รุกธุรกิจ Recurring Income

แม้จะลดสัดส่วนในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขาย (Property for Sale) แต่ PSH ยังคงเดินหน้าลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) อย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมงบลงทุนในปีนี้รวม 4,400 ล้านบาท แบ่งเป็น:

  • งบซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการใหม่: 1,500 ล้านบาท (สมทบกับที่ดินเดิมมูลค่า 1,200 ล้านบาท)
    • งบลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำ: 2,900 ล้านบาท เพื่อขยายผลในโรงพยาบาลวิมุต, ธุรกิจคลังสินค้า (Logistics) ภายใต้ความร่วมมือกับ CapitaLand จากสิงคโปร์ และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์อื่นๆ

การปรับโครงสร้างเงินลงทุนดังกล่าว สะท้อนถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ธุรกิจที่มีกระแสเงินสดมั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโตล้อไปกับเทรนด์สุขภาพและโลจิสติกส์

ตั้งเป้ารายได้ 1.88 หมื่นล้าน - ปรับเป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า

ในด้านผลการดำเนินงาน PSH ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 ไว้ที่ 18,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 15,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา โดยคาดการณ์สัดส่วนรายได้หลักมาจาก:

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: 15,000 ล้านบาท (คาดการณ์เติบโต 30% จากฐานที่ต่ำในปีปีก่อน)
    • ธุรกิจเฮลธ์แคร์: 2,600 ล้านบาท (เติบโต 16%)
    • รายได้อื่นๆ: 1,200 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าของโครงการสร้างรายได้ประจำ ปัจจุบันธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้เช่ามียอดการเช่าเต็ม 100% ขณะที่คลังสินค้า Omega (อาคาร A และ B) คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการเช่าในไตรมาส 3 ของปีนี้ รวมถึงธุรกิจก่อสร้างแบบ B2C ที่เริ่มมี Backlog ในมืออย่างต่อเนื่อง

“เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รายได้ประจำมีสัดส่วนถึง 20% ของพอร์ตโฟลิโอ และยกระดับรายได้รวมของกลุ่มให้แตะระดับ 20,000-25,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้”

กลยุทธ์ของพฤกษาในระยะยาว คือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่เน้นการขยายพอร์ตในเชิงปริมาณ (Volume Growth) สู่การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth) โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนและการสร้าง Ecosystem ระหว่างที่อยู่อาศัยและบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจและรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืนในยุคที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้าสู่ภาวะ New Normal

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...