โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บลจ.อีสท์สปริง แนะกลยุทธ์ Wait & See พร้อมจับตาแผนคุ้มกันเรือช่องแคบฮอร์มุซ

ทันหุ้น

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 10.07 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 09.54 น.

Our Key Takeaways

  • การปะทะระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่วันที่ 4 โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธตอบโต้ไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศ และกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

  • สหรัฐฯ ประกาศส่งกองทัพเรือคุ้มกันและรับประกันภัยให้เรือขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลดความตื่นตระหนกและกดราคาน้ำมันดิบเบรนท์ให้กลับมาทรงตัวแถว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

  • สหรัฐฯ ขู่จะตัดขาดทางการค้ากับสเปน โทษฐานไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพทหาร กดดันตลาดหุ้นสเปนร่วงแรงและเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดโลก

  • ตลาดหุ้นเอเชียรับแรงกระแทกหนักสุด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจเอเชียพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางกว่า 90% ทำให้ตลาดภูมิภาคนี้อ่อนไหวรุนแรง

  • ข้อมูลชี้ชัดว่าจีน อินเดีย รวมถึงไทย คือผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิระดับท็อป การพุ่งขึ้นของต้นทุนพลังงานจึงเสี่ยงต่อการเร่งอัตราเงินเฟ้อและฉุดรั้งเศรษฐกิจโดยตรง

  • กลยุทธ์การลงทุน (Wait & See) โดยแนะนำให้ถือเงินสดและชะลอการลงทุนไปก่อน เพื่อรอดูความชัดเจนของผู้นำใหม่ในอิหร่าน และผลลัพธ์จากการเข้าแทรกแซงเส้นทางเดินเรือของสหรัฐฯ

  • สหรัฐฯ-อิสราเอล ดำเนินการเข้าสู่วันที่ 4

ตอนนี้สถานการณ์การปะทะกันได้ลุกลามเข้าสู่วันที่สี่แล้ว โดยมีการโจมตีตอบโต้กันอย่างดุเดือดระหว่างสองฝ่าย ทางอิหร่านเองก็ได้ยกระดับความรุนแรงด้วยการยิงขีปนาวุธไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นกาตาร์ บาห์เรน หรือโอมาน ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้แหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญบางแห่งต้องระงับการดำเนินการลงชั่วคราว

ในมิติของการเมืองระหว่างประเทศนั้น เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดทำเนียบขาวเพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี

โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า คณะผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านที่กำลังจะก้าวขึ้นมากุมอำนาจนั้น อาจจะมีท่าทีที่แข็งกร้าวและรับมือได้ยากลำบากไม่ต่างจากขั้วอำนาจเดิม ซึ่งความไม่แน่นอนในโครงสร้างอำนาจนี้เป็นปัจจัยกดดันภาพรวมของตลาดที่สำคัญมาก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมาตรการฉุกเฉินเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา โดยประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้จัดส่งกองกำลังทหารเรือเข้าไปคุ้มกันและจัดหาประกันภัยผ่านบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้กับเรือบรรทุกน้ำมันพาณิชย์ที่ต้องสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรับประกันว่าพลังงานจะสามารถไหลเวียนสู่ตลาดโลกได้อย่างเสรี

การแทรกแซงอย่างทันท่วงทีนี้ช่วยลดความตื่นตระหนกของตลาดลงไปได้มากทีเดียว ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ในช่วงแรกพุ่งทะยานไปกว่า 9% เริ่มชะลอความร้อนแรงและปรับตัวลงมาทรงตัวอยู่บริเวณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างดัชนี S&P 500 ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาปิดลบเพียงเล็กน้อยไม่ถึง 1% หลังจากที่เผชิญแรงเทขายจนร่วงลงไปลึกถึง 2.5% ในระหว่างวัน

นอกจากนี้ นักลงทุนบางส่วนยังได้หันไปพักเงินในสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 0.6% ท่ามกลางความผันผวนนี้

*ไม่ปลื้มสเปนปฏิเสธตั้งฐานทัพ

และยังมีประเด็นแทรกซ้อนที่น่าจับตามอง คือการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะตัดขาดทางการค้ากับประเทศสเปน เนื่องจากสเปนปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ เข้าใช้ฐานทัพทหารในการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งข่าวนี้ก็ทำเอาตลาดหุ้นสเปนร่วงลงไปอย่างหนักถึง 5.7% สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านนโยบายการค้าที่อาจเข้ามาซ้ำเติมตลาดได้ทุกเมื่อ

  • ผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงาน

หากเราวิเคราะห์จากข้อมูลและกราฟโครงสร้างพลังงาน จะเห็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลมากว่าทำไมตลาดทุนในแถบเอเชียถึงมีความอ่อนไหวกับวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นพิเศษ ข้อมูลกราฟระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียอยู่ในสถานะผู้เสียเปรียบเพราะต้องพึ่งพาและนำเข้าน้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจีดีพีของประเทศ โดยมีเพียงออสเตรเลียและมาเลเซียเท่านั้นที่มีสถานะเป็นผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ

และเมื่อเราเจาะลึกดูตัวเลขสัดส่วนความพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจะพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์มีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคนี้สูงกว่า 90% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าเส้นทางขนส่งหลักก็หนีไม่พ้นช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุดในขณะนี้

สำหรับประเทศไทยของเราเองก็มีความน่ากังวลไม่แพ้กัน เพราะตัวเลขระบุว่าเรามีสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันสูงถึง 69% และเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเกือบ 60% เลยทีเดียว

*ไทยกระทบศก.หนัก

มากไปกว่านั้น เมื่อเรานำข้อมูลมาประเมินว่าใครคือกลุ่มผู้แพ้และผู้ชนะจากวิกฤตการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กราฟปริมาณการส่งออกน้ำมันสุทธิชี้ให้เห็นอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศพี่ใหญ่ที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเอเชียอย่างจีนและอินเดีย คือผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์หนักที่สุดในโลก เนื่องจากทั้งสองประเทศเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิรายใหญ่ระดับมหาศาล ตามมาติดๆ ด้วยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยของเราที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

โครงสร้างเศรษฐกิจของเอเชียที่ผูกติดอยู่กับการนำเข้าพลังงานผ่านจุดยุทธศาสตร์คอขวดที่เปราะบางที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต่างแห่เทขายสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชียอย่างรุนแรง เพราะพวกเขากังวลว่าต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ จะกลายเป็นปัจจัยหลักที่กลับมากดดันอัตราเงินเฟ้อและทำลายการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียในระยะยาว

  • มุมมองการลงทุน

สำหรับมุมมองและคำแนะนำการลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยความผันผวนและยากต่อการประเมินความเสี่ยงเช่นนี้ เราแนะนำให้ทุกท่านใช้กลยุทธ์ Wait & See เพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน โดยเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดว่า มาตรการจัดส่งกองกำลังคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐฯ จะสามารถรักษาเสถียรภาพของการขนส่งพลังงานในช่องแคบฮอร์มุซได้จริงอย่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับปากไว้หรือไม่

และความขัดแย้งทางการทหารครั้งนี้จะขยายวงกว้างจนสร้างความเสียหายทางกายภาพต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตพลังงานของภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มเติมหรือเปล่า ตราบใดที่ภาพรวมของสงคราม ทิศทางการเมืองของผู้นำชุดใหม่ในอิหร่าน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอเชียยังไม่มีความชัดเจน อย่างไรก็ตามเรายังประเมินว่าทุกๆวิกฤติสร้างโอกาสในการลงทุนเสมอ แต่ทั้งนี้อาจต้องรอให้สถานการณ์เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น

โดย ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...