“ทรัมป์” ขู่คว่ำบาตร “การค้าสเปน” ทั้งประเทศ หลังไม่ยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน
"ทรัมป์" ขู่คว่ำบาตร "การค้าสเปน" ทั้งประเทศ หลังไม่ยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพโจมตีอิหร่าน ด้านเยอรมนีย้ำสเปนเป็นสมาชิก EU ไม่สามารถถูกเลือกปฏิบัติได้
วันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 08.21 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้ากับสเปนแบบเต็มรูปแบบ (full trade embargo) เมื่อวันอังคาร หลังจากสเปน ซึ่งเป็นพันธมิตรทั้งใน สหภาพยุโรป (EU) และ องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) ปฏิเสธไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐใช้ฐานทัพในประเทศสำหรับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน
โดยทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) ว่า “สเปนทำตัวแย่มาก” พร้อมระบุว่าได้สั่งให้รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั้งหมดกับสเปน และย้ำว่า “เรากำลังจะตัดการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการมีอะไรเกี่ยวข้องกับสเปนอีกต่อไป”
ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้ย้ายเครื่องบินทหาร 15 ลำ รวมถึงเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ ออกจากฐานทัพ โรตา (Rota) และ โมรอน (Moron) ทางตอนใต้ของสเปน หลังจากรัฐบาลสเปนภายใต้พรรคสังคมนิยมประกาศว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพดังกล่าวในการโจมตีอิหร่าน
ทรัมป์ยังหยิบยกประเด็นที่สเปนไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของสหรัฐให้ประเทศสมาชิก NATO เพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP พร้อมกล่าวว่า“สเปนไม่มีอะไรที่เราต้องการเลย” และย้ำว่าเขามีสิทธิ์ที่จะหยุดธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสเปน
รวมถึงใช้มาตรการคว่ำบาตร หากเห็นว่าจำเป็น นอกจากนี้ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของ ศาลสูงสหรัฐ (Supreme Court) เมื่อเดือนก่อน ที่วินิจฉัยว่ามาตรการภาษีทั่วโลกบางส่วนของเขาไม่ชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ
ด้านนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช เมิร์ซ กล่าวภายหลังการหารือว่า เขาได้บอกกับทรัมป์อย่างชัดเจนว่าสเปนเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และการเจรจาภาษีกับสหรัฐต้องดำเนินการร่วมกันทั้ง EU หรือไม่ก็ไม่ดำเนินการเลย พร้อมย้ำว่า “ไม่มีทางที่สหรัฐจะเลือกปฏิบัติต่อสเปนเป็นกรณีพิเศษ”
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ได้สอบถามความเห็นจากรัฐมนตรีคลัง เบสเซนต์ และผู้แทนการค้าสหรัฐ เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) เกี่ยวกับการตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปน โดยเกรียร์ตอบว่าจะหารือกับทรัมป์ต่อไป แต่ยอมรับว่าประธานาธิบดีมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าวหากจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติ
เบสเซนต์กล่าวเพิ่มเติมว่า ศาลสูงสหรัฐได้ยืนยันว่าประธานาธิบดีมีอำนาจใช้มาตรการคว่ำบาตรภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) และหน่วยงานการค้าของสหรัฐจะเริ่มตรวจสอบช่องทางทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อพิจารณามาตรการลงโทษสเปน
อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายด้านการค้าระหว่างประเทศ เจนนิเฟอร์ ฮิลล์แมน จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ระบุว่าศาลสูงไม่ได้ตัดสินโดยตรงว่าประธานาธิบดีสามารถประกาศคว่ำบาตรการค้าทั้งประเทศภายใต้ IEEPA ได้หรือไม่ และหากจะดำเนินการจริง ทรัมป์จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ โดยระบุว่าสเปนเป็นภัยคุกคามที่ไม่ปกติและร้ายแรงต่อสหรัฐ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่เกินกว่ากรณีฉุกเฉินที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ด้าน ปีเตอร์ เชน นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มองว่ายากที่จะตีความว่าการที่สเปนปฏิเสธไม่ให้สหรัฐใช้ฐานทัพเพื่อโจมตีอิหร่าน จะถือเป็นภัยคุกคามพิเศษต่อความมั่นคงหรือการต่างประเทศของสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลสเปนได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐควรคำนึงถึงความเป็นอิสระของภาคธุรกิจเอกชน กฎหมายระหว่างประเทศ และข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป โดยระบุว่าสเปนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือผลกระทบจากการคว่ำบาตร และพร้อมสนับสนุนภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังคงยืนยันที่จะผลักดันการค้าเสรีและความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรต่อไป
สเปนถือเป็นผู้ส่งออก น้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และสารเคมีไปยังสหรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสเปนมีความเสี่ยงต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐน้อยกว่าหลายประเทศในยุโรป โดยข้อมูลจาก สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐ (U.S. Census Bureau) ระบุว่า ในปี 2025 สหรัฐมีดุลการค้าเกินดุลกับสเปน 4.8 พันล้านดอลลาร์ โดยสหรัฐส่งออกไปสเปน 26.1 พันล้านดอลลาร์ และนำเข้า 21.3 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกของสหรัฐไปสเปนที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลัง ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
เมิร์ซยังกล่าวว่า ประเทศในยุโรปกำลังกดดันให้สเปนเพิ่มงบกลาโหมให้ใกล้เคียงกับ 3-3.5% ของ GDP ตามที่ตกลงกันใน NATO แต่ย้ำว่าระดับงบกลาโหมของสเปนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเจรจาการค้า ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายซ้ายที่เหลืออยู่ไม่มากในยุโรป ยังเคยสร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์จากนโยบายอื่น ๆ เช่น การปฏิเสธไม่ให้เรือที่ขนส่งอาวุธไปอิสราเอลเข้าเทียบท่าในสเปน
อ้างอิง : reuters.com