ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ ‘ถอนรากถอนโคน’ ทั้งโครงการนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมขีปนาวุธ และกองทัพเรือให้สิ้นซาก เพื่อปูทางสู่เป้าหมายใหญ่ นั่นคือการเปลี่ยนระบอบปกครองของอิหร่าน พร้อมส่งสารปลุกระดมชาวเมืองให้ลุกขึ้นปลดแอกตนเองจากระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน
สถานการณ์ทวีความรุนแรงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม หลังมีการยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศร่วมครั้งนี้สามารถปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายนายได้สำเร็จ แต่ความขัดแย้งไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะอิหร่านไม่ได้ยอมสิโรราบ ตรงกันข้าม พวกเขาลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นผู้กระทำความผิดและผู้อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้
เพียงชั่วข้ามคืน อิหร่านเปิดฉากตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการระดมยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ลามไปถึงกลุ่มประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับ ทั้งบาห์เรน คูเวต จอร์แดน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จนสถานการณ์ของตะวันออกกลางเรียกได้ว่า ‘ลุกเป็นไฟ’ ไปทั่วทั้งภูมิภาคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่ เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว บรรดาผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงเบื้องหลัง และแนวโน้มของวิกฤตการณ์ครั้งนี้
โจมตีอิหร่าน ≠ ทำลายสาธารณรัฐอิสลาม
เรย์ ทากีย์ (Ray Takeyh) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ระบุว่า การทิ้งระเบิดเพื่อหวังให้ระบอบการปกครองหนึ่งสิ้นสูญไปนั้น ‘แทบจะไม่เคยเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเลย’
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะสาธารณรัฐอิสลามคือระบบเชิงอุดมการณ์ที่มีกลุ่มชนชั้นนำและฐานเสียงสนับสนุนหลายระดับ แม้แรงสนับสนุนนั้นอาจจะลดน้อยถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญของระบอบการปกครองที่พร้อมจะใช้กำลังเพื่อรักษาอำนาจไว้ และการปราบปรามการลุกฮือครั้งล่าสุดที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ในสมรภูมิต่างแดนไม่ได้แปลว่าความมั่นคงภายในจะสั่นคลอนเสมอไป
ในมุมของการทูต ทากีย์ชี้ให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุรุนแรงครั้งนี้ อิหร่านพยายามแสดงความจริงจังในการเจรจา โดยมีรายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้เสนอข้อตกลงที่เรียกร้องให้มีการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลาหลายปี (ก่อนจะอนุญาตให้กลับมาดำเนินการต่อได้ในระดับต่ำ) เพื่อคลายความกังวลของนานาชาติ ซึ่งหากสหรัฐฯ ให้เวลากับวิธีทางการทูตมากกว่านี้ เราอาจได้เห็นข้อตกลงที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม แต่เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลือกการโจมตีทางทหารในขณะที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้นำอิหร่านจะมองว่าการทูตที่ผ่านมาเป็นเพียง “ฉากบังหน้า” ก่อนที่กระสุนจะตกใส่พวกเขาจริงๆ
สถานการณ์ปัจจุบันจึงบีบให้ผู้นำอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตอบโต้ โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งทากีย์วิเคราะห์ว่าหากมีทหารอเมริกันต้องสังเวยชีวิตในเหตุการณ์นี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยิ่งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลให้ต้องเปิดฉากโจมตีซ้ำเพื่อเป็นการลงโทษ กลายเป็นวงจรที่ยกระดับความรุนแรงจนยากจะควบคุม
ท้ายที่สุด วงจรแห่งการทำลายล้างนี้จะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อ ‘ผู้มีสติยั้งคิด’ เป็นฝ่ายกุมอำนาจในการตัดสินใจ แต่น่าเสียดายที่ในชั่วโมงนี้ ทากีย์มองว่าแทบไม่เห็นร่องรอยของสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศเลยแม้แต่น้อย
การโจมตีอิหร่านสะท้อนความแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
เอลเลียต เอบรัมส์ (Elliott Abrams) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานอันยอดเยี่ยมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
เขาระบุว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมมานานนับสัปดาห์ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไปสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
วัตถุประสงค์ในการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อลดขีดความสามารถของแหล่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์ หรือโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ ‘บังคับให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ตามที่ทรัมป์ได้ประกาศกร้าวไว้ เอบรัมส์ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญทางนโยบาย เพราะแม้การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านจะเป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศปรารถนา แต่ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประสงค์หลักของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันอย่างเป็นทางการเช่นนี้มาก่อน และการที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาปลุกระดมให้ชาวอิหร่านลุกฮือโดยตรง จึงตอบโจทย์ด้านความมั่นคงแก่อิสราเอลที่มองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามที่อันตราย
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการร่วม” ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่ทอดทิ้งอิสราเอลกลางคัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างไปจนกว่าการสู้รบจะสิ้นสุดลง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับฝ่ายอิสราเอลอย่างมากในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่รออยู่
ในมิติทางการเมือง ปฏิบัติการนี้ยังเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับตัวเนทันยาฮูเอง เอบรัมส์มองว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่เนทันยาฮูมีต่อทรัมป์ ซึ่งแสดงออกผ่านความร่วมมือทางทหารครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้นำอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่อิสราเอลกำลังจะมีการเลือกตั้ง
เพื่อนบ้านตะวันออกกลางจ่อรับแรงกระแทก
สตีเวน เอ. คุก (Steven A. Cook) เป็นนักวิชาการอาวุโสในด้านตะวันออกกลางและแอฟริกาศึกษาประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า ความไม่แน่นอนของทั้งปฏิบัติการทางทหาร และความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ทำให้ชาติต่างๆ ในตะวันออกกลางตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด
ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น บรรดาประเทศแถบอ่าวอาหรับได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่าน (ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้จะมีการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่สหรัฐฯ อยู่บ้างก็ตาม)
สำหรับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โจทย์ใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเรื่องเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศกังวลว่าความโกลาหลในอิหร่านจะลุกลามจนทำลายแผนปฏิรูปประเทศมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ที่พวกเขากำลังดำเนินอยู่
อย่างไรก็ตาม เมื่ออิหร่านเริ่มเปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ และ UAE ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที โดยซาอุฯ ได้ประกาศพร้อมสนับสนุนมาตรการตอบโต้ ส่วน UAE ก็ทำการสกัดกั้นขีปนาวุธและสงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้อิหร่านด้วย
ในขณะที่กาตาร์ ซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านมากกว่าใครเพื่อน กลับต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวจากการที่อิหร่านเคยโจมตีฐานทัพอากาศอัลอูเดดเมื่อปีก่อน ยิ่งทรุดหนักลงเมื่อเกิดการโจมตีระลอกใหม่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กาตาร์ยังคงต้องใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติมหาศาลร่วมกับอิหร่าน จึงทำให้ต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้อย่างระมัดระวัง
ท้ายที่สุด คุกสรุปว่า “ความไม่แน่นอน” จะกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อปฏิบัติการทางทหารได้เริ่มขึ้นแล้ว ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็น่าจะเป็น “การอยู่รอดของระบอบการปกครองอิหร่าน” เพราะคงไม่มีใครอยากมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นระบอบการปกครองที่อ่อนแอลง แถมเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
สำหรับทรัมป์ แค่โจมตีทางอากาศอาจยังไม่พอ
แมกซ์ บูต (Max Boot) นักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคงแห่งชาติศึกษาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ให้ความเห็นว่า “การเริ่มสงครามเป็นเรื่องง่าย แต่การจบสงครามให้สำเร็จคือเรื่องยาก”
เขาชี้ว่า นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนเคยได้รับ ตั้งแต่สงครามเวียดนามจนถึงสงครามในอัฟกานิสถาน และตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังก้าวเข้าสู่วังวนเดิม ด้วยการประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานผ่านวิดีโอในโซเชียลมีเดีย
“เราจะทำลายล้างขีปนาวุธของพวกเขา และกวาดล้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบ”
“เราจะบดขยี้กองทัพเรือของพวกเขาให้สิ้นซาก”
“เราจะทำให้มั่นใจว่า กลุ่มตัวแทนก่อการร้ายในภูมิภาคจะไม่สามารถสร้างความไม่สงบแก่ภูมิภาคหรือโลก และไม่สามารถโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป”
เป้าหมายของทรัมป์ที่มุ่งทำลายล้างขีปนาวุธ กองทัพเรือ และตัดวงจรกลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของอิหร่านให้สิ้นซากนั้น บูตมองว่า ‘ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยกำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว’
แม้ระเบิดจะทำลายโรงงานหรือคลังอาวุธได้ แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าอิหร่านจะไม่ฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ทันทีที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินกลับฐาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อ 8 เดือนก่อน ทรัมป์เคยประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่พอถึงวันนี้ เขากลับอ้างว่าระบอบการปกครองนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มากพอจะสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหาร
ในส่วนของความพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มตัวแทนก่อการร้าย บูตวิเคราะห์ว่าตราบใดที่อิหร่านยังมีความสามารถในการส่งออกน้ำมันได้ พวกเขาก็ยังมีทุนพอจะสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ต่อไป
สิ่งที่ทรัมป์หวังคือ “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” แต่เขากลับดำเนินยุทธศาสตร์แบบครึ่งๆ กลางๆ โดยหวังเพียงว่าการสังหารผู้นำระดับสูงด้วยการโจมตีทางอากาศจะจุดชนวนให้ประชาชนลุกฮือปลดแอกตนเอง ซึ่งในความเป็นจริง ‘ความหวัง’ ไม่ใช่ ‘ยุทธศาสตร์’ และประวัติศาสตร์ก็บอกเราเสมอว่าการลุกฮือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายอย่างที่คิด
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ข้อมูลข่าวกรองระบุว่าหากคาเมเนอีถูกสังหารจริง ผู้ที่จะขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อ คือกลุ่มสายแข็งจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ดูแลเครือข่ายก่อการร้าย รวมถึงโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านนั่นเอง
ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้จึงดูริบหรี่ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ บูตสรุปทิ้งท้ายว่า ทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนทั้งหมด และตอนนี้เขาต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากการเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดและอันตรายที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเอง
อ้างอิง: