โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้

THE STANDARD

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ประเมินศึก สหรัฐฯ อิสราเอล-อิหร่าน โลกรู้อะไรบ้างจากความขัดแย้งครั้งนี้

สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากการโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ ‘ถอนรากถอนโคน’ ทั้งโครงการนิวเคลียร์ อุตสาหกรรมขีปนาวุธ และกองทัพเรือให้สิ้นซาก เพื่อปูทางสู่เป้าหมายใหญ่ นั่นคือการเปลี่ยนระบอบปกครองของอิหร่าน พร้อมส่งสารปลุกระดมชาวเมืองให้ลุกขึ้นปลดแอกตนเองจากระบอบเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน

สถานการณ์ทวีความรุนแรงเมื่อวันที่ 1 มีนาคม หลังมีการยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศร่วมครั้งนี้สามารถปลิดชีพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายนายได้สำเร็จ แต่ความขัดแย้งไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะอิหร่านไม่ได้ยอมสิโรราบ ตรงกันข้าม พวกเขาลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นผู้กระทำความผิดและผู้อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมครั้งประวัติศาสตร์นี้

เพียงชั่วข้ามคืน อิหร่านเปิดฉากตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการระดมยิงขีปนาวุธถล่มอิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ลามไปถึงกลุ่มประเทศพันธมิตรในอ่าวอาหรับ ทั้งบาห์เรน คูเวต จอร์แดน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จนสถานการณ์ของตะวันออกกลางเรียกได้ว่า ‘ลุกเป็นไฟ’ ไปทั่วทั้งภูมิภาคเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามใหญ่ เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจตามมาในระยะยาว บรรดาผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงเบื้องหลัง และแนวโน้มของวิกฤตการณ์ครั้งนี้

โจมตีอิหร่าน ≠ ทำลายสาธารณรัฐอิสลาม

เรย์ ทากีย์ (Ray Takeyh) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ระบุว่า การทิ้งระเบิดเพื่อหวังให้ระบอบการปกครองหนึ่งสิ้นสูญไปนั้น ‘แทบจะไม่เคยเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเลย’

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะสาธารณรัฐอิสลามคือระบบเชิงอุดมการณ์ที่มีกลุ่มชนชั้นนำและฐานเสียงสนับสนุนหลายระดับ แม้แรงสนับสนุนนั้นอาจจะลดน้อยถอยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญของระบอบการปกครองที่พร้อมจะใช้กำลังเพื่อรักษาอำนาจไว้ และการปราบปรามการลุกฮือครั้งล่าสุดที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ความพ่ายแพ้ในสมรภูมิต่างแดนไม่ได้แปลว่าความมั่นคงภายในจะสั่นคลอนเสมอไป

ในมุมของการทูต ทากีย์ชี้ให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุรุนแรงครั้งนี้ อิหร่านพยายามแสดงความจริงจังในการเจรจา โดยมีรายงานว่า อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้เสนอข้อตกลงที่เรียกร้องให้มีการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลาหลายปี (ก่อนจะอนุญาตให้กลับมาดำเนินการต่อได้ในระดับต่ำ) เพื่อคลายความกังวลของนานาชาติ ซึ่งหากสหรัฐฯ ให้เวลากับวิธีทางการทูตมากกว่านี้ เราอาจได้เห็นข้อตกลงที่สร้างสรรค์และเป็นรูปธรรม แต่เมื่อรัฐบาลทรัมป์เลือกการโจมตีทางทหารในขณะที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้นำอิหร่านจะมองว่าการทูตที่ผ่านมาเป็นเพียง “ฉากบังหน้า” ก่อนที่กระสุนจะตกใส่พวกเขาจริงๆ

สถานการณ์ปัจจุบันจึงบีบให้ผู้นำอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตอบโต้ โดยมุ่งเป้าไปที่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งทากีย์วิเคราะห์ว่าหากมีทหารอเมริกันต้องสังเวยชีวิตในเหตุการณ์นี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยิ่งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลให้ต้องเปิดฉากโจมตีซ้ำเพื่อเป็นการลงโทษ กลายเป็นวงจรที่ยกระดับความรุนแรงจนยากจะควบคุม

ท้ายที่สุด วงจรแห่งการทำลายล้างนี้จะยุติลงได้ก็ต่อเมื่อ ‘ผู้มีสติยั้งคิด’ เป็นฝ่ายกุมอำนาจในการตัดสินใจ แต่น่าเสียดายที่ในชั่วโมงนี้ ทากีย์มองว่าแทบไม่เห็นร่องรอยของสติสัมปชัญญะหลงเหลืออยู่ในกลุ่มผู้มีอำนาจของทั้งสองประเทศเลยแม้แต่น้อย

การโจมตีอิหร่านสะท้อนความแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

เอลเลียต เอบรัมส์ (Elliott Abrams) เป็นนักวิชาการอาวุโสด้านตะวันออกกลางศึกษา ประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิเคราะห์ว่า ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการประสานงานอันยอดเยี่ยมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

เขาระบุว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน แต่ผ่านการวางแผนอย่างรัดกุมมานานนับสัปดาห์ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดเป็นพิเศษระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) รวมถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไปสู่จุดสูงสุดใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

วัตถุประสงค์ในการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อลดขีดความสามารถของแหล่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์ หรือโจมตีฐานยิงขีปนาวุธของอิหร่านเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ ‘บังคับให้เกิดการเปลี่ยนระบอบการปกครอง’ (Regime Change) ตามที่ทรัมป์ได้ประกาศกร้าวไว้ เอบรัมส์ชี้ให้เห็นว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญทางนโยบาย เพราะแม้การล่มสลายของรัฐบาลอิหร่านจะเป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศปรารถนา แต่ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุประสงค์หลักของปฏิบัติการทางทหารร่วมกันอย่างเป็นทางการเช่นนี้มาก่อน และการที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาปลุกระดมให้ชาวอิหร่านลุกฮือโดยตรง จึงตอบโจทย์ด้านความมั่นคงแก่อิสราเอลที่มองว่าอิหร่านคือภัยคุกคามที่อันตราย

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลทรัมป์นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น “ปฏิบัติการร่วม” ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะไม่ทอดทิ้งอิสราเอลกลางคัน และพร้อมจะอยู่เคียงข้างไปจนกว่าการสู้รบจะสิ้นสุดลง ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับฝ่ายอิสราเอลอย่างมากในการเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่รออยู่

ในมิติทางการเมือง ปฏิบัติการนี้ยังเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับตัวเนทันยาฮูเอง เอบรัมส์มองว่า ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่เนทันยาฮูมีต่อทรัมป์ ซึ่งแสดงออกผ่านความร่วมมือทางทหารครั้งประวัติศาสตร์นี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้นำอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่อิสราเอลกำลังจะมีการเลือกตั้ง

เพื่อนบ้านตะวันออกกลางจ่อรับแรงกระแทก

สตีเวน เอ. คุก (Steven A. Cook) เป็นนักวิชาการอาวุโสในด้านตะวันออกกลางและแอฟริกาศึกษาประจำสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า ความไม่แน่นอนของทั้งปฏิบัติการทางทหาร และความพยายามเปลี่ยนระบอบการปกครองของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ทำให้ชาติต่างๆ ในตะวันออกกลางตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด

ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้น บรรดาประเทศแถบอ่าวอาหรับได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมในการโจมตีอิหร่าน (ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงประเทศเหล่านี้จะมีการให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่สหรัฐฯ อยู่บ้างก็ตาม)

สำหรับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โจทย์ใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเรื่องเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศกังวลว่าความโกลาหลในอิหร่านจะลุกลามจนทำลายแผนปฏิรูปประเทศมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ที่พวกเขากำลังดำเนินอยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่ออิหร่านเริ่มเปิดฉากตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน จอร์แดน คูเวต กาตาร์ และ UAE ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที โดยซาอุฯ ได้ประกาศพร้อมสนับสนุนมาตรการตอบโต้ ส่วน UAE ก็ทำการสกัดกั้นขีปนาวุธและสงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้อิหร่านด้วย

ในขณะที่กาตาร์ ซึ่งเคยมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านมากกว่าใครเพื่อน กลับต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด ความสัมพันธ์ที่เริ่มร้าวจากการที่อิหร่านเคยโจมตีฐานทัพอากาศอัลอูเดดเมื่อปีก่อน ยิ่งทรุดหนักลงเมื่อเกิดการโจมตีระลอกใหม่ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กาตาร์ยังคงต้องใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติมหาศาลร่วมกับอิหร่าน จึงทำให้ต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้อย่างระมัดระวัง

ท้ายที่สุด คุกสรุปว่า “ความไม่แน่นอน” จะกลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศตะวันออกกลางไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อปฏิบัติการทางทหารได้เริ่มขึ้นแล้ว ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาในตอนนี้ก็น่าจะเป็น “การอยู่รอดของระบอบการปกครองอิหร่าน” เพราะคงไม่มีใครอยากมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นระบอบการปกครองที่อ่อนแอลง แถมเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

สำหรับทรัมป์ แค่โจมตีทางอากาศอาจยังไม่พอ

แมกซ์ บูต (Max Boot) นักวิชาการอาวุโสด้านความมั่นคงแห่งชาติศึกษาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ให้ความเห็นว่า “การเริ่มสงครามเป็นเรื่องง่าย แต่การจบสงครามให้สำเร็จคือเรื่องยาก”

เขาชี้ว่า นี่คือบทเรียนล้ำค่าที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนเคยได้รับ ตั้งแต่สงครามเวียดนามจนถึงสงครามในอัฟกานิสถาน และตอนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังก้าวเข้าสู่วังวนเดิม ด้วยการประกาศเป้าหมายที่ทะเยอทะยานผ่านวิดีโอในโซเชียลมีเดีย

“เราจะทำลายล้างขีปนาวุธของพวกเขา และกวาดล้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบ”

“เราจะบดขยี้กองทัพเรือของพวกเขาให้สิ้นซาก”

“เราจะทำให้มั่นใจว่า กลุ่มตัวแทนก่อการร้ายในภูมิภาคจะไม่สามารถสร้างความไม่สงบแก่ภูมิภาคหรือโลก และไม่สามารถโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป”

เป้าหมายของทรัมป์ที่มุ่งทำลายล้างขีปนาวุธ กองทัพเรือ และตัดวงจรกลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของอิหร่านให้สิ้นซากนั้น บูตมองว่า ‘ไม่มีทางสำเร็จได้ด้วยกำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว’

แม้ระเบิดจะทำลายโรงงานหรือคลังอาวุธได้ แต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่าอิหร่านจะไม่ฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ทันทีที่เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินกลับฐาน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อ 8 เดือนก่อน ทรัมป์เคยประกาศว่าโครงการนิวเคลียร์อิหร่านถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่พอถึงวันนี้ เขากลับอ้างว่าระบอบการปกครองนี้ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มากพอจะสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหาร

ในส่วนของความพยายามตัดท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มตัวแทนก่อการร้าย บูตวิเคราะห์ว่าตราบใดที่อิหร่านยังมีความสามารถในการส่งออกน้ำมันได้ พวกเขาก็ยังมีทุนพอจะสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ต่อไป

สิ่งที่ทรัมป์หวังคือ “การเปลี่ยนระบอบการปกครอง” แต่เขากลับดำเนินยุทธศาสตร์แบบครึ่งๆ กลางๆ โดยหวังเพียงว่าการสังหารผู้นำระดับสูงด้วยการโจมตีทางอากาศจะจุดชนวนให้ประชาชนลุกฮือปลดแอกตนเอง ซึ่งในความเป็นจริง ‘ความหวัง’ ไม่ใช่ ‘ยุทธศาสตร์’ และประวัติศาสตร์ก็บอกเราเสมอว่าการลุกฮือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายอย่างที่คิด

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ข้อมูลข่าวกรองระบุว่าหากคาเมเนอีถูกสังหารจริง ผู้ที่จะขึ้นมาสืบทอดอำนาจต่อ คือกลุ่มสายแข็งจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่ดูแลเครือข่ายก่อการร้าย รวมถึงโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านนั่นเอง

ชัยชนะของทรัมป์ในครั้งนี้จึงดูริบหรี่ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามที่ยืดเยื้อไม่รู้จบ บูตสรุปทิ้งท้ายว่า ทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อคำเตือนทั้งหมด และตอนนี้เขาต้องเผชิญกับผลลัพธ์จากการเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดและอันตรายที่สุดในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขาเอง

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...