โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กระแส “เลิกใช้ TikTok” ในอเมริกาเริ่มแผ่ว ยอดผู้ใช้ทรงตัวหลังตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 12.35 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 05.35 น.

บริษัทร่วมทุน TikTok ในสหรัฐ ซึ่งใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ได้เผชิญกับกระแสผู้ใช้หนีแพลตฟอร์ม จากข้อครหาเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์ทางการเมือง รวมถึงความกังวลเรื่องที่ระบบล่มจากปัญหาไฟดับ แต่ข้อมูลใหม่บ่งชี้ว่าการใช้งานโดยรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ใช้ชาวอเมริกันยังแอ็กทีฟอยู่ราว 95% ของระดับก่อนเกิดเหตุ

16 ก.พ. 2569- สำนักข่าว CNBC รายงานอ้างอิงข้อมูลสำรวจจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด Sensor Tower ที่ระบุว่า แม้ตัวเลขการลบแอปพลิเคชัน TikTok จะเพิ่มขึ้นหลังการประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุน TikTok ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 23 มกราคม แต่จำนวนผู้ใช้งานต่อวันโดยเฉลี่ยในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ประมาณ 95% เมื่อเทียบกับช่วงสัปดาห์วันที่ 19–25 มกราคม

บริษัทร่วมทุนนี้ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า TikTok USDS Joint Venture LLC ถูกจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำหนดให้ TikTok ในสหรัฐฯ ต้องแยกกิจการออกจากบริษัทแม่สัญชาติจีน ByteDance ภายใต้ข้อตกลงนี้ ByteDance ยังคงถือหุ้น 19.9% ในกิจการ TikTok สหรัฐฯ ขณะที่ Oracle, Silver Lake และบริษัทลงทุนจากอาบูดาบี MGX ถือหุ้นรายละ 15% ส่วนที่เหลือกระจายให้บริษัทอื่น ๆ อีกหลายราย

หลังการเปิดตัวบริษัทร่วมทุน ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อโครงสร้างเจ้าของใหม่ของ TikTok ข้อตกลงนี้ถูกตั้งคำถาม โดยบุคคลสาธารณะอย่าง Bernie Sanders แสดงความกังวลเกี่ยวกับความใกล้ชิดทางผลประโยชน์ จากการที่ แลร์รี เอลลิสัน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Oracle เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้อง จากการที่ Oracle จะเข้ามาปรับปรุงและอัปเดตอัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์ โดยใช้ข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทำให้เกิดความกังวลว่าบริษัท TikTok USDS Joint Venture LLC อาจเริ่มขุดข้อมูลผู้ใช้ หรือโปรโมตคอนเทนต์ที่สนับสนุนนโยบายของทรัมป์

ความกังวลนี้พุ่งสูงในวันที่ 25 มกราคม เมื่อมีผู้ใช้งานบางรายอ้างว่า TikTok กำลังลดการมองเห็นคอนเทนต์ที่วิจารณ์การปฏิบัติการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และเซ็นเซอร์คำสำคัญอย่าง “Epstein” บนแพลตฟอร์ม

โดยในเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าว CNBC ยืนยันว่า ข้อความที่มีคำว่า “Epstein” จะทำให้เกิดข้อความแสดงข้อผิดพลาด แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องการเซ็นเซอร์ทางการเมืองในวงกว้างได้อย่างอิสระ

โฆษกของบริษัทร่วมทุน TikTok ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ในเดือนมกราคมว่า แพลตฟอร์มไม่ได้ห้ามการแชร์ชื่อ “Epstein” ในข้อความ และกำลังตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บางรายประสบปัญหาดังกล่าว

ขณะที่ปัญหาเรื่องระบบล่มจากไฟดับนั้นจิม จอห์นสตัน หุ้นส่วนจากสำนักงานกฎหมาย Davis+Gilbert LLP ให้ความเห็นว่า ปัญหานี้ “ย่อมส่งผลต่อวิธีและประเภทของคอนเทนต์ที่ถูกนำเสนอ ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม”

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ใช้บางส่วนประกาศจะบอยคอตแพลตฟอร์มจากความกังวลเรื่องการกดทับทางการเมือง แต่ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าแทบไม่มีสัญญาณของการอพยพครั้งใหญ่

โดยข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า ระยะเวลาใช้งานเฉลี่ยต่อวันของผู้ใช้ชาวอเมริกันกลับมาอยู่ที่ราว 80 นาที หลังเคยลดลงเหลือเฉลี่ย 77 นาทีในสัปดาห์ที่มีรายงานปัญหา นอกจากนี้ แม้จำนวนการลบแอปจะพุ่งขึ้นหลังเหตุขัดข้อง แต่ก็ลดลงในสัปดาห์ถัดมา สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงชั่วคราว มากกว่าจะเป็นการบอยคอตต่อเนื่อง

อับราฮัม ยูเซฟ นักวิเคราะห์อาวุโสของ Sensor Tower กล่าวกับ CNBC ว่า เป็นไปได้ว่าการเพิ่มขึ้นของการถอนการติดตั้งในระยะสั้น เกิดจากความพยายามแก้ปัญหาแอป โดยในวันที่ 25 มกราคม จำนวนการถอนติดตั้งตามด้วยการติดตั้งใหม่ในวันเดียวกัน พุ่งขึ้นมากกว่า 70% จากวันก่อนหน้า

แม้ยูเซฟยอมรับว่าข้อมูลบ่งชี้ถึงผลกระทบเล็กน้อยต่อการใช้งานโดยรวม ในช่วงสัปดาห์หลังการประกาศเปิดตัวบริษัทร่วมทุน แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของแนวโน้มผู้ใช้ ขณะที่แพลตฟอร์มทางเลือกหลายแห่งที่ถูกโปรโมตว่าเป็นตัวแทน TikTok ก็ประสบปัญหารักษาความสนใจของผู้ใช้

ข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า การติดตั้งใหม่ของ UpScrolled ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลที่โฆษณาว่าไม่มีอัลกอริทึมกรองคอนเทนต์แบบ “shadow banning” พุ่งขึ้นราว 770% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมียอดดาวน์โหลดใหม่ในสหรัฐฯ มากกว่า 955,000 ครั้งในสัปดาห์วันที่ 26 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ถัดมา ยอดดาวน์โหลดใหม่ของ UpScrolled ลดลงประมาณ 80% เหลือเพียงราว 191,000 ราย ขณะที่ TikTok มียอดดาวน์โหลด 870,000 ครั้งในสัปดาห์วันที่ 26 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ และราว 800,000 ครั้งในสัปดาห์ถัดมา ขณะที่ยอดดาวน์โหลดใหม่ของแพลตฟอร์มทางเลือกอื่นอย่าง Skylight Social และ Red Note ลดลง 96% และ 33% ตามลำดับ แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จากสัปดาห์วันที่ 26 มกราคม

เคลซี ชิคเคอริง นักวิเคราะห์หลักจาก Forrester กล่าวกับ CNBC ว่า “แนวคิดเรื่องการอพยพครั้งใหญ่จาก TikTok ตอนนี้ดูเกินจริงไป ผู้ใช้ส่วนใหญ่บอกว่าแอปยังรู้สึกเหมือนเดิม อัลกอริทึมไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และประสบการณ์ใช้งานยังคงดี”

แม้นักวิเคราะห์ยังไม่พบหลักฐานว่าผู้ถือหุ้นรายใหม่ของ TikTok ในสหรัฐฯ ได้ปรับแต่งแพลตฟอร์มเพื่อประโยชน์ของตน แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ดังกล่าวออกไปได้ โดยจิม จอห์นสตัน ระบุว่า เงื่อนไขการใช้งานใหม่ของ TikTok มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตอย่างน้อยสามประการ ได้แก่ 1. ความสามารถของแพลตฟอร์มในการเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งแบบละเอียดจากอุปกรณ์ที่เปิดใช้งาน 2. การเก็บข้อมูลการโต้ตอบกับเครื่องมือ AI ภายในแอป และ ¬3. การผสานรวมกับเครือข่ายโฆษณาอย่างชัดเจน

*เคลซี ชิคเคอริง กล่าวเสริมว่า ภายใต้เจ้าของใหม่ TikTok มีอำนาจควบคุมสิ่งที่ปรากฏบนฟีดของผู้ใช้ชาวอเมริกันมากขึ้น แต่การควบคุมดังกล่าวก็เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง “หากการกำกับดูแลคอนเทนต์เริ่มดูเอนเอียงทางการเมือง หรือการจัดการข้อมูลเท็จไม่เพียงพอ แพลตฟอร์มอาจเผชิญแรงต้านจากทั้งผู้ใช้และผู้ลงโฆษณา สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเปลี่ยนผ่านของ Twitter สู่ X เป็นตัวอย่างล่าสุดว่าความเชื่อมั่นสามารถสั่นคลอนได้รวดเร็วเพียงใด แต่หากผลิตภัณฑ์ยังใช้งานได้ดี ผู้ใช้ก็มักจะอยู่ต่อ ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของก็ตาม”*

อ้างอิง: cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...