โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทองคำ-เงินบาท ในวันที่โลกล้อมไทย

Thairath Money

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในวันที่สหรัฐฯ กำลังเขย่าโลกทุกวิถีทาง ทั้งการเพิ่มความกดดันผ่านการประกาศเก็บภาษีตอบโต้กับแทบทุกประเทศทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ขณะที่เพียงแค่เริ่มต้นปี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เปิดฉากการรุกรานทางทหารกับประเทศเวเนซุเอลา ยึดน้ำมันดิบจำนวนมากกลับมาเป็นของสหรัฐฯ

เรายังต้องจับตาปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่จะมีต่อประเทศอื่นๆ ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สหรัฐฯ ต้องการ ทั้งปฏิบัติการต่ออิหร่าน และอาจจะรวมถึงกรีนแลนด์ โคลอมเบีย ในระยะต่อไป เพราะแม้ว่าวันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ จะลดท่าทีอันแข็งกร้าวลง โดยระบุว่า เขาไม่ต้องการที่จะทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมเรียกร้องให้อิหร่านหลีกเลี่ยงการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ไม่ได้หมายความว่า ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน และสหรัฐฯ จะลดลง

ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของอีกขั้วมหาอำนาจของโลก โดยเฉพาะจีน อินเดีย และสหภาพยุโรป รวมทั้งรัสเซีย ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากการกระทำของสหรัฐฯ ในตอนนี้

“ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเมือง รวมทั้ง ความหวาดวิตกว่า จะเกิด “สงคราม” ขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก จึงกลายมาเป็น “ความเสี่ยงอันดับหนึ่ง” ของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจภายในของสหรัฐฯ และแรงกดดันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มีต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังกระทบความเชื่อมั่นของตลาดเงิน ตลาดทุน เป็นอีกผลหนึ่งให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปั่นป่วนมากขึ้น โดยนักลงทุนทั่วโลกพยายาม “หาที่หลบภัย” หรือลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ระบุว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ราคาสินทรัพย์ของโลกผันผวนสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยนอกเหนือจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น ปัจจัยระยะกลาง นักลงทุนจับตาคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐฯ เกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งในขณะนี้คาดกันว่า จะมีคำตัดสินออกมาในช่วงเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้

ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ "เจอโรม พาวเวล" ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อยู่ระหว่างการถูกสอบสวนทางกฎหมาย รวมทั้งการที่ “ทรัมป์” ได้ระบุว่า จะประกาศชื่อผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทนพาวเวล ซึ่งจะครบวาระในอีก 6 เดือน ในสัปดาห์หน้า อาจทำให้เห็นทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้นในระยะต่อไป

นักวิเคราะห์ทองคำ ระบุว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจ และการเมืองโลก ทำให้“ราคาทองคำ” ในปีนี้ที่พุ่งขึ้นสูงทำลายสถิติต่อเนื่อง แม้ในขณะนี้ นักวิเคราะห์มองว่า “ราคาทองคำ” อยู่ในช่วงพักฐาน และมีโอกาสลดลงบ้าง

แต่ในภาพรวมในระยะต่อไป ราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งราคาทองคำในตลาดโลก และตลาดในประเทศ แต่ในเบื้องต้น ราคาทองคำในปีนี้อาจจะไม่พุ่งแรงทะลุเพดานเหมือนปีที่ผ่านมา โดยคาดว่า จะเห็นราคาทองในประเทศอยู่ที่ 76,000-80,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจหลักของโลกที่เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นตัวผลักให้ราคาทองคำ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สุดของโลกทะยานไปได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้

เช่นเดียวกับ “ค่าเงินบาท” นักบริหารเงินระบุว่า ทุกครั้งที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากมีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อให้สอดรับกับการซื้อขายทองคำแล้ว ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ยังพบว่าจะมีแรงซื้อเงินบาทตามเข้ามาทุกครั้งที่ราคาทองคำขึ้น เป็นแรงเสริมให้เงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้น สะท้อน “ความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” ที่ต้องการลดความผันผวนของค่าเงินบาทจากธุรกรรมการซื้อขายทองคำ

โดยคาดว่า ในอนาคตอีกไม่นานนี้ ธปท.น่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับการซื้อขายทองคำบนแพลตฟอร์มออนไลน์ออกมา ซึ่งจะต้องติดตามว่า จะช่วยลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้หรือไม่ และจะช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทที่แข็งค่าเกินกว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด

แต่ในระยะอันใกล้ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ นักบริหารเงินมองตรงกันว่า ค่าเงินบาทจะยังมีความผันผวนสูงมาก และมีโอกาสที่จะแข็งค่าต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเงินบาทควรป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็มีโอกาสที่ปัจจัยในประเทศอาจจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้าง ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล อาจทำให้มีเงินไหลออกและบาทอ่อนค่าได้

แต่ผลต่อเงินบาทจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล หากการเลือกตั้งไม่ถูกเลื่อนออกไป รัฐบาลจัดตั้งได้เร็ว เงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยและในช่วงสั้น ขณะที่ระยะยาว นักบริหารเงินยังมองกรอบค่าเงินบาทปลายปีที่ราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน ทิศทางราคาน้ำมันโลกซึ่งเป็นอีกสินทรัพย์ที่ทั่วโลกจับตา โดยมองกันว่า ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบโลกมากที่สุดในขณะนี้อาจจะไม่ใช่น้ำมันของเวเนซุเอลาที่เข้ามาเพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่ทุกสายตาจับจ้องโอกาสของการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

แต่ที่น่าสนใจคือ มุมมองของนักวิเคราะห์ที่ว่า “ราคาน้ำมันโลกที่สวิงสูงขึ้นไป หรือลดลงแรงเกินไปก็ไม่เป็นผลดีกับไทยทั้งสิ้น” โดยระบุว่า หากเกิดวิกฤตราคาน้ำมันแพงในช่วงต่อจากนี้จะกระทบต่อต้นทุนค่าครองชีพของคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย แต่หากราคาน้ำมันโลกต่ำลงเร็ว ก็อาจจะลากเอาราคาสินค้าเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน หรือยางพารา ซึ่งเป็นรายได้หลักของเกษตรกรไทยลดลงตามลงไปด้วย

สถานการณ์ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งของโลกที่กระทบมายังเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนในไทย กำลังกังวลว่า นอกเหนือจากพื้นที่ของหลายประเทศในโลกที่สหรัฐฯ กำลังมีปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้ อีกภูมิภาคหนึ่งที่สหรัฐฯ มองว่าสำคัญมาตลอดคือ ภูมิภาคอาเซียน และเมื่อถึงเวลานั้น ไทยอาจจะต้องถูกบีบให้เลือกข้าง

ดังนั้น นอกเหนือจากที่รัฐบาลใหม่จะต้องดูแลรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความวุ่นวายของโลกที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า สักวันเวลานั้นจะต้องมาถึง รัฐบาลจึงควรจะคิดหาวิธีเตรียมไว้ว่า จะทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะรักษาความเป็นกลาง ระหว่างสองขั้วเศรษฐกิจการเมืองโลก เพื่อให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์มากที่สุดในโลกที่บีบรัดเราเข้ามามากขึ้นทุกที

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทองคำ-เงินบาท ในวันที่โลกล้อมไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...