โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เกมสงครามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย ติวเข้มรัฐบาลใหม่–เอกชน ตั้งรับแรงกระแทกหนัก!

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 02.21 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 09.21 น.

ท่ามกลางไฟสงครามตะวันออกกลางที่ปะทุจากการเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา–อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งกำลังเขย่าเศรษฐกิจโลก “ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายสนั่น อังอุบลกุล” ประธานกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ นักธุรกิจที่ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจไทยและโลกมาหลายยุคสมัย มีมุมมองในการประเมินฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อไทยอย่างไร เมื่อความเสี่ยงด้านพลังงาน การค้า และภูมิรัฐศาสตร์กำลังทวีความรุนแรงพร้อมข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและเอกชนไทยในการตั้งรับวิกฤตรอบใหม่ ก่อนคลื่นเศรษฐกิจลูกใหญ่จะซัดถึงฝั่งประเทศไทย

นายสนั่น กล่าวว่า ภายใต้บริบทที่ไทยมีรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีความต่อเนื่องทางการเมืองสูง จุดแข็งนี้จะเป็นทุนสำคัญในการบริหารความเสี่ยง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ให้แม่นยำและรวดเร็ว

ทั้งนี้ในมุมมองภูมิรัฐศาสตร์ระยะเวลาของสงครามขึ้นกับ 2 แกนหลัก คือ ขอบเขตของการตอบโต้ และการควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและการขนส่ง

ลุ้นจบสั้นไม่เปิดสงครามภาคพื้นดิน

หากการปฏิบัติการถูกจำกัดอยู่ ในกรอบการใช้กำลังทางอากาศ เน้นเป้าหมายทางทหาร และมีช่องทางเจรจาหลังฉากผ่าน ตัวกลางเพื่อกดระดับความรุนแรง โอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วมีอยู่ โดยอาจเห็นการยุติ ความรุนแรงภายในราว 2 สัปดาห์ หากแรงกดดันจากนานาชาติโดยเฉพาะจีน รัสเซีย และประเทศสำคัญในเวทีโลกเพิ่มน้ำหนักจนทำให้การเมืองภายในประเทศมหาอำนาจเกิดแรงเบรกที่ชัดเจน

แต่หากสถานการณ์ขยับไปสู่ฉากทัศน์ที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงหลักจะอยู่ที่การลุกลามของการตอบโต้จาก “อากาศ” ไปสู่ “ภาคพื้นดิน” หรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง และที่สำคัญที่สุดคือความไม่แน่นอนต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก หากเกิดการคุกคามเส้นทางเดินเรืออย่างจริงจัง สงครามอาจยืดเยื้อประมาณ 1 เดือนหรือมากกว่าเล็กน้อย เพราะเมื่อเส้นทางยุทธศาสตร์ถูกกระทบ ต้นทุนของทุกฝ่ายจะสูงขึ้นแรง กระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกจะขยายวง และการตัดสินใจของประเทศคู่ขัดแย้งจะซับซ้อนขึ้นทันที

“ผมคิดว่าปัจจัยชี้ขาดจึงอยู่ที่ 1. ระดับการตอบโต้และการขยายสมรภูมิ 2. สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและความปลอดภัยทางทะเล 3. น้ำหนักแรงกดดันของจีน รัสเซีย นานาชาติ 4. พลวัตการเมืองภายในของประเทศมหาอำนาจ และ 5. ความพร้อมของทุกฝ่ายในการเปิดทางลงเพื่อลดต้นทุนทางยุทธศาสตร์”

ฉากเลวร้ายไทยเสียหาย 3 หมื่นล้าน

ทั้งนี้ในแต่ละฉากทัศน์ สำหรับประเทศไทยผลกระทบจะเกิดแบบลูกโซ่ผ่านราคาพลังงาน ค่าเงิน ตลาดทุน และห่วงโซ่อุปทาน

โดยฉากทัศน์ยืดเยื้อราว 1 เดือนหรือมากกว่า จะกดดันไทยชัดเจนที่สุดผ่านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับขึ้นแตะระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ผลที่ตามมาคือ เงินเฟ้อจากต้นทุน (cost-push) ทั้งด้านขนส่งและการผลิต กระทบกำลังซื้อและต้นทุนผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ภาวะสงครามมักทำให้เงินทุนไหลเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินบาท ผันผวนและมีความเสี่ยงอ่อนค่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและเครื่องจักรสูงขึ้น ขณะเดียวกันค่าระวางเรือและประกันภัยทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่ม ทำให้การส่งออกบางกลุ่มถูกบีบทั้งด้านต้นทุนและเวลา

โดยภาพรวมในฉากทัศน์แรกนี้ผลกระทบเชิงมูลค่าต่อเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ราว 20,000-30,000 ล้านบาท และทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจลดลงประมาณ 0.1–0.2% จากฐานการขยายตัวที่ราว 2%

ฉากทัศน์คลี่คลายเร็ว ราว 2 สัปดาห์ ผลกระทบจะเบากว่า เพราะความเสี่ยงด้านพลังงานอยู่ในวงที่สูงขึ้นในช่วงสั้น ๆ ก่อนลดลง ความผันผวนของค่าเงินและตลาดทุนจะเกิดแต่ไม่ลากยาว ทำให้การส่งออก การท่องเที่ยว และต้นทุนภาคเอกชนได้รับผลกระทบจำกัด โดยประเมินผลกระทบเชิงมูลค่าอยู่ ราว 10,000–20,000 ล้านบาท หรือกระทบ GDP ประมาณ 0.05–0.1% ซึ่งยังพอประคอง อยู่ในกรอบที่เศรษฐกิจไทยไม่สะดุดหนัก

“มองคิดว่าไม่ว่าจะเป็นฉากทัศน์ใด ไทยควรมองผลกระทบ 3 ช่องทางหลักพร้อมกัน คือ พลังงาน- เงินเฟ้อ, การเงิน-ค่าเงิน- ตลาดทุน, และโลจิสติกส์-ห่วงโซ่อุปทาน-ความเชื่อมั่น เพราะทั้งสามเชื่อมโยงกันและส่งผ่านเร็วต่อเศรษฐกิจไทย”

ไทยเซฟโซนพลิกวิกฤตดึงลงทุน

สำหรับข้อเสนอเชิงรับต่อภาครัฐ รัฐบาลควรดูแลแรงกระแทกค่าครองชีพและต้นทุนอย่างตรงจุด โดยบริหารกองทุนน้ำมันและพลังงานสำรองให้มีประสิทธิภาพ ลดการส่งผ่านต้นทุนรวดเร็วเกินไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการ เน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคการผลิตที่จำเป็น พร้อมดูแลเสถียรภาพค่าเงินและสภาพคล่องในระบบ ไม่ให้ความผันผวนจากต่างประเทศลุกลามเป็นความเปราะบางภายในประเทศ

ในเชิงรุก ไทยควรใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย สื่อสารกับนักลงทุนว่าไทยเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ที่ปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชูความมั่นคงทางอาหารและศักยภาพอุตสาหกรรมที่ไทยมี พร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านการค้า การศุลกากร และการอนุญาตลงทุนให้รวดเร็ว เพราะในโลกที่ผันผวน “ความเร็วในการตัดสินใจ” คือแต้มต่อสำคัญ

ด้านภาคเอกชนควรทำ stress test จำลองสถานการณ์ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น จัดทำแผนสำรองด้านการเงินและวัตถุดิบ กระจายเส้นทางขนส่งและตลาด พร้อมยกระดับการบริหารพลังงานเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย ขณะเดียวกันควรมองหาตลาดใหม่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อย และใช้ดิจิทัลเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน

“ประเทศไทยต้องใช้ความนิ่งและความต่อเนื่องเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ตื่นตระหนกแต่ต้องบริหารความเสี่ยงให้เร็ว หากรัฐคุมเสถียรภาพต้นทุนและความเชื่อมั่นได้ ขณะที่เอกชนปรับตัวเชิงรุก เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ราว 2%” นายสนั่น กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...