เกาะติดสงครามอิหร่าน 12 มี.ค. 69 “ทรัมป์” โว ใช้เวลา 1 ชม. ชนะอิหร่าน ยันรบต่อ
ระหว่างการขึ้นเวทีปราศรัยที่เมืองเฮบรอน รัฐเคนทักกี ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัล ทรัมป์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายเรือกองทัพอิหร่านจนสิ้นสภาพการใช้งานไปแล้ว 58 ลำ และยกย่องกองทัพที่ทำให้ขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่านถดถอยอย่างหนัก
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้เวทีปราศรัยดังกล่าวประกาศว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายชนะในสงครามกับอิหร่านตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่สงครามเริ่มต้นขึ้น แต่ได้ปฏิเสธแนวคิดที่จะยุติการสู้รบในเร็ววัน และปฏิบัติการทางทหารจะยังคงเดินหน้าต่อไป
ด้านสำนักข่าว Axios เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของประธานนาธิบดีทรัมป์ที่ระบุว่า ขณะนี้แทบไม่มีอะไรเหลือให้เป็นเป้าหมายแล้วในอิหร่าน
ขณะที่ พล.ร.อ.แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) แถลงว่า กองทัพสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน
กองทัพสหรัฐฯ ใช้วิธีทำลายระบบขีปนาวุธและโดรน ควบคู่ไปกับการถล่ม “ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ของอิหร่าน โดยใช้ฝูงบินทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานผลิตขีปนาวุธ เพื่อกำจัดภัยคุกคามด้านความมั่นคงในอนาคต
ฐานทัพอิตาลีในอิรักถูกโจมตี
กระทรวงกลาโหมของอิตาลีระบุว่า ขีปนาวุธลูกหนึ่งได้โจมตีฐานทัพอิตาลีในเมืองเออร์บิล ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ประเทศอิรัก เมื่อคืนวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
“ขีปนาวุธลูกหนึ่งโจมตีฐานทัพของเราในเออร์บิล ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในหมู่เจ้าหน้าที่อิตาลี พวกเขาทุกคนปลอดภัย” กระทรวงฯ ระบุ
กระทรวงกลาโหมเสริมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิตาลี กุยโด โครเซตโต ได้ติดต่อกับผู้บัญชาการทหารระดับสูงอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุการณ์
ในข้อความแยกต่างหาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิตาลี อันโตนิโอ ทาจานี กล่าวว่า ทหารได้หลบภัยในบังเกอร์ระหว่างการโจมตี และยืนยันว่าทุกคน “ปลอดภัยดี”
ปัจจุบันอิตาลีประจำการทหารประมาณ 300 นายในเออร์บิล ซึ่งมีส่วนร่วมในการฝึกอบรมกองกำลังรักษาความปลอดภัยของชาวเคิร์ด
เกาหลีใต้เผยแม่นยำ 90% ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกนำไปใช้ในยูเออี
วันที่ 12 มี.ค. ยู ยง-วอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกาหลีใต้ และสมาชิกคณะกรรมาธิการกลาโหมรัฐสภาเกาหลีใต้ กล่าวว่า ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ “ชอนกุง-2” (Cheongung-II) ที่ผลิตในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนำมาใช้ในการรบเป็นครั้งแรกในตะวันออกกลาง พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการต่อต้านการโจมตีของอิหร่าน
เขาบอกว่า ระบบของเกาหลีใต้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ในระหว่างการโจมตีของอิหร่านต่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
“เชื่อกันว่าชอนกุง-2 มีอัตราความแม่นยำในการโจมตีสูงถึง 96% ในการต่อต้านการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ของอิหร่าน ในสถานการณ์การโจมตีขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโดรนจำนวนมากและขีปนาวุธแบบเคลื่อนที่ผิดปกติ เป็นเรื่องยากที่จะมีอัตราการสกัดกั้นโดยรวมเกิน 90%” ยู ยง-วอน กล่าว
เขากล่าวว่า ระบบชอนกุง-2 จำนวน 2 ระบบที่ประจำการอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ยิงขีปนาวุธสกัดกั้นไปแล้วประมาณ 60 ลูก
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตและ THAAD ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ Barak ที่ผลิตโดยอิสราเอลด้วย
นอกจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์แล้ว ซาอุดีอาระเบียและอิรักก็ใช้ขีปนาวุธชอนกุง-2 ในตะวันออกกลางเช่นกัน
ชอนกุง-2 เป็นขีปนาวุธพื้นสู่อากาศพิสัยกลาง เป็นยุทโธปกรณ์หลักของระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธของเกาหลีใต้ โดยติดตั้งเรดาร์อเนกประสงค์พร้อมเทคโนโลยีติดตามเป้าหมายและระบบค้นหาเป้าหมายที่แม่นยำสำหรับการโจมตีเป้าหมายหลายเป้าหมายพร้อมกัน
ข่าวลือจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรืออินเดีย
สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวจากอินเดียว่า อิหร่านจะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าขายน้ำมันทั่วโลก
ต่อมาสำนักข่าวรอยเตอร์สอบถามแหล่งข่าวจากอิหร่าน พบปฏิเสธข่าวลือที่ว่าอิหร่านจะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงอินเดียผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
นักวิเคราะห์เผย หลังสงครามเริ่ม อิหร่านขนส่งน้ำมันออกไปได้ 18.5 ล้านบาร์เรล
โฮมายูน ฟาลาคชาฮี นักวิเคราะห์จากบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์ Kpler กล่าวว่า อิหร่านสามารถขนส่งน้ำมันดิบได้ประมาณ 18.5 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
ในจำนวนนั้น 16.5 ล้านบาร์เรลถูกขนส่งที่เกาะคาร์กในอ่าวเปอร์เซีย ส่วนที่เหลือมาจากท่าเรือจาสก์ในอ่าวโอมาน โดยการขนส่งเหล่านั้นส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปยังประเทศจีน
มีผู้เสียชีวิตในสงครามอิหร่านแล้วกี่คน?
อิหร่าน: เสียชีวิตอย่างน้อย 1,255 คน และบาดเจ็บมากกว่า 12,000 คน
อิสราเอล: เสียชีวิต 14 คน
เลบานอน: เสียชีวิต 634 คน บาดเจ็บมากกว่า 1,500 คน
สหรัฐอเมริกา: ทหารสหรัฐเสียชีวิต 7 นาย
คูเวต: เสียชีวิต 6 คน – ทหาร 2 นาย เจ้าหน้าที่รักษาชายแดน 2 นาย และพลเรือน 2 คน รวมถึงเด็กหญิงอายุ 11 ปี
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: เสียชีวิต 6 คน – พลเรือน 4 คน และทหาร 2 นาย
ซาอุดีอาระเบีย: พลเรือนเสียชีวิต 2 คน
บาห์เรน: เสียชีวิต 2 คน
โอมาน: กะลาสีเรือเสียชีวิตกลางทะเล 1 คน
กาตาร์: บาดเจ็บ 16 คน
อิรัก: เสียชีวิต 26 คน – รวมถึงนักรบของกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนอิหร่าน 21 คน นักรบชาวเคิร์ดอิหร่านอย่างน้อย 3 คน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบินที่สนามบินเออร์บิล และพลเรือนใกล้กรุงแบกแดด
สหรัฐฯ เปิดภาพทำลายเครื่องบินทางทหารอิหร่าน
วันที่ 12 มี.ค. กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เผยแพร่ภาพการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อเครื่องบินทหารอิหร่าน 3 ลำ ที่สนามบินในเมืองเคอร์มาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่าน
เครื่องบินทั้งสามลำนั้นดูเหมือนจะประกอบด้วยเครื่องบินที่ผลิตในสหรัฐฯ สองลำ ได้แก่ เครื่องบินขนส่ง C-130 และเครื่องบินลาดตระเวน P-3 ส่วนอีกลำเป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า Il-76 ที่ผลิตในรัสเซีย
เครื่องบินแต่ละลำถูกโจมตีอย่างน้อย 1 ครั้ง
ในโพสต์บน X กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า “ระบอบอิหร่านกำลังสูญเสียขีดความสามารถทางอากาศไปทุกวัน กองกำลังสหรัฐฯ ไม่ได้เพียงแค่ป้องกันภัยคุกคามจากอิหร่านเท่านั้น แต่เรากำลังทำลายพวกมันอย่างเป็นระบบ”
กองทัพอากาศอิหร่านมีเครื่องบินที่ผลิตในสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ซื้อมาก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตัดความสัมพันธ์กัน การคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายปีได้ขัดขวางความสามารถของอิหร่านในการรักษากองทัพอากาศที่ใช้งานได้อย่างเต็มที่อย่างรุนแรง
สหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตรียมถล่มฐานใต้ดินอิหร่าน
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์ถ่ายวิดีโอที่ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ดในอังกฤษ แสดงให้เห็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังบรรจุระเบิด “บังเกอร์บัสเตอร์” ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สหรัฐฯ อาจพร้อมที่จะส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักเหล่านี้ไปโจมตีอิหร่านเพื่อโจมตีเป้าหมายที่ซ่อนตัวอยู่ลึกใต้ดิน เช่น คลังเก็บขีปนาวุธและโดรน
วิดีโอยังแสดงให้เห็นการถอดเครื่องยิงขีปนาวุธออกจากช่องเก็บอาวุธของเครื่องบิน B-1 อย่างน้อย 1 ลำที่ฐานทัพอากาศแฟร์ฟอร์ด
เครื่องบิน B-1 สามารถบรรทุกขีปนาวุธร่อนจากอากาศสู่ภาคพื้นได้ ซึ่งสามารถยิงได้จากระยะไกลหลายร้อยกิโลเมตรจากเป้าหมาย ซึ่งอยู่นอกระยะของขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน
แต่ขีปนาวุธร่อนไม่เหมาะสำหรับเป้าหมายใต้ดินที่เสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งอิหร่านอาจเก็บขีปนาวุธข้ามทวีปและโดรนไว้
กระสุนโจมตีโดยตรงร่วม (JDAM) ที่เห็นกำลังถูกบรรจุบนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 ในอังกฤษ จำเป็นต้องให้เครื่องบินทิ้งระเบิดอยู่ห่างจากเป้าหมายเพียงประมาณ 40 กิโลเมตร
ทั้งนี้ การที่เครื่องบินทิ้งระเบิดจะบินเข้าไปในอิหร่านได้ขนาดนั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มั่นใจว่าได้กำจัดขีดความสามารถในการต่อต้านอากาศยานของอิหร่านไปได้เกือบหมดแล้ว
ตามข้อมูลจากฐานข้อมูล World Air Forces 2026 บน FlightGlobal.com กองทัพอากาศสหรัฐฯ มีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 เพียง 40 ลำเท่านั้น การสูญเสียเครื่องบินลำใดลำหนึ่งเหนืออิหร่านจะเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสหรัฐฯ
การที่เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกบรรจุอาวุธในที่ที่ผู้สังเกตการณ์นอกฐานทัพสามารถมองเห็นได้นั้น ยังส่งข้อความอีกอย่างหนึ่งด้วย นั่นคือ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดบางส่วนในคลังแสงของสหรัฐฯ กำลังจะถูกส่งมา และต้องรอดูว่าอิหร่านจะรับมืออย่างไร
สงครามอิหร่านมีเด็กเสียชีวิตแล้วราว 300 ราย
องค์การยูนิเซฟ หน่วยงานเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็น "หายนะสำหรับเด็กหลายล้านคนทั่วภูมิภาค"
ยูนิเซฟระบุในแถลงการณ์ว่า นับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านครั้งแรกโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. มีรายงานว่าเด็กกว่า 1,100 คนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากความรุนแรงดังกล่าว
ยูนิเซฟระบุว่า ในจำนวนนี้ มีเด็กราว 200 คนที่เสียชีวิตในอิหร่าน 91 คนในเลบานอน 4 คนในอิสราเอล และ 1 คนในคูเวต
"ไม่มีสิ่งใดที่จะมาอ้างเหตุผลให้กับการฆ่าและการทำร้ายเด็ก หรือการทำลายและการหยุดชะงักของบริการที่จำเป็นซึ่งเด็ก ๆ พึ่งพา" แถลงการณ์ระบุ
ยูนิเซฟกล่าวว่า พวกเขาขอย้ำคำเรียกร้องของเลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูเตร์เรส "ให้ยุติการสู้รบและเข้าร่วมในการเจรจาทางการทูต"
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ "ความระมัดระวังที่จำเป็นทั้งหมดในการเลือกวิธีการและยุทธวิธีในการทำสงคราม เพื่อลดอันตรายต่อพลเรือนให้น้อยที่สุด รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างไม่สมส่วน"
เรือสินค้านอกชายฝั่งดูไบถูกโจมตี
วันที่ 12 มี.ค. กองทัพอังกฤษแถลงว่า เรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีบริเวณนอกชายฝั่งดูไบในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อย
ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของกองทัพอังกฤษระบุว่า การโจมตีเกิดขึ้นก่อนรุ่งสางเล็กน้อย โดยกล่าวว่า "วัตถุไม่ทราบชนิด" พุ่งชนเรือขณะอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือเจเบล อาลีของดูไบประมาณ 65 กิโลเมตร และเสริมว่าลูกเรือปลอดภัยดี
แถลงการณ์ระบุว่า “กัปตันเรือรายงานว่า เรือบรรทุกสินค้าถูกวัตถุไม่ทราบชนิดพุ่งชน ทำให้เกิดไฟไหม้เล็กน้อยบนเรือ การประเมินความเสียหายโดยละเอียดทำได้ยากเนื่องจากความมืด ลูกเรือทุกคนปลอดภัย”
บาห์เรนจับ 4 ผู้ต้องสงสัย เป็นสายให้อิหร่าน
วันที่ 12 มี.ค. กระทรวงมหาดไทยบาห์เรนแถลงว่า ชาวบาห์เรน 4 คนถูกจับกุมในข้อหา “ปฏิบัติการจารกรรม” ให้กับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)
ชาวบาห์เรนทั้ง 4 คน ซึ่งรวมถึงผู้หญิง 1 คน ถูกกล่าวหาว่าจัดหาพิกัดและภาพถ่ายของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและสถานที่เชิงพาณิชย์ให้กับ IRGC
นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องสงสัยอีก 1 คนที่ถูกระบุตัวได้แล้วและขณะนี้อยู่ต่างประเทศ
ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 22 ถึง 36 ปี ถูกกล่าวหาว่าทำงานในการส่งภาพสถานที่สำคัญและจำเป็นในบาห์เรนไปยังอิหร่านผ่านซอฟต์แวร์เข้ารหัส
รบอิหร่านสัปดาห์แรก สหรัฐฯ ใช้งบไป 3.6 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการประชุมลับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สัปดาห์แรกของสงครามกับอิหร่าน สหรัฐฯ เสียค่าใช้จ่ายไป 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.6 แสนล้านบาท)
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ให้ข้อมูลประมาณการนี้แก่สภาคองเกรสในการบรรยายสรุปเมื่อต้นสัปดาห์นี้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมรายงานว่าใช้เงินไป 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) สำหรับกระสุนปืนเพียงอย่างเดียวในช่วงสุดสัปดาห์แรกของสงคราม
รัฐบาลทรัมป์เคยระบุว่า จะส่งคำขอเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับสงครามไปยังสภาคองเกรส แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะระงับไปแล้วในขณะนี้
ภาคการท่องเที่ยวตะวันออกกลางสูญวันละ 1.9 หมื่นล้านบาท
สงครามในอิหร่านกำลังสร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยวในตะวันออกกลางอย่างน้อย 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ik; 1.9 หมื่นล้านบาท) ต่อวัน ตามการประมาณการของสภาการท่องเที่ยวโลก (WTTC)
WTTC ระบุว่า การสูญเสียดังกล่าวเกิดจากการลดลงของการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากการหยุดชะงักของการเดินทางทางอากาศในวงกว้าง
น่านฟ้าส่วนใหญ่ในภูมิภาคยังคงปิดอยู่ โดยมีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการเพียงจำนวนจำกัด
ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้นขึ้น WTTC เคยคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในตะวันออกกลางในปี 2026 จะอยู่ที่ประมาณ 2.07 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 ล้านล้านบาท)
กลอเรีย เกวารา ประธานและซีอีโอของสภาการท่องเที่ยวโลก กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุด "ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าภาคส่วนนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลให้การสนับสนุนนักท่องเที่ยวผ่านการสนับสนุนโรงแรมหรือการส่งตัวกลับประเทศ"
เกวาราเสริมว่า การวิเคราะห์ของ WTTC เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมักจะส่งผลให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วที่สุด ในบางกรณีเร็วถึงสองเดือน เมื่อรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ซาอุฯ ปรับเส้นทางเดินเรือ
ซาอุดีอาระเบียสั่งเปลี่ยนเส้นทางการค้าทางทะเลไปยังท่าเรือทางตะวันตกในทะเลแดง เพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านกำลังโจมตีเรือที่พยายามผ่านเข้ามา
แผนใหม่ของซาอุดีอาระเบียจะทำให้การค้าดำเนินการผ่านท่าเรือในทะเลแดง และเพิ่มเส้นทางโลจิสติกส์เพื่อรับตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าที่ถูกเปลี่ยนเส้นทางมาจากท่าเรือต่าง ๆ ทั่วอ่าวเปอร์เซีย
ซาเลห์ อัล-จัสเซอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโลจิสติกส์ซาอุดีอาระเบีย กล่าวว่า “ระบบการขนส่งและโลจิสติกส์กำลังดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพโดยการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานของท่าเรือ สนามบิน และเครือข่ายการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจถึงห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง”
อิรักประกาศหยุดการดำเนินงานท่าเทียบเรือน้ำมันทั้งประเทศ
เจ้าหน้าที่อิรักเปิดเผยว่า การโจมตีเรือน้ำมันบริเวณท่าเรือบัสราเมื่อเช้าซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คนนั้น ทำให้ทางการต้องระงับการดำเนินงานที่ท่าเทียบเรือน้ำมันทั้งหมดของประเทศ
ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี ผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัทท่าเรือแห่งอิรัก เปิดเผยเรื่องนี้ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวอิรักของรัฐบาล กล่าวว่า การโจมตีมุ่งเป้าไปที่เรือที่กำลังถ่ายโอนน้ำมันจากเรือหนึ่งไปยังอีกเรือหนึ่งในท่าเรือบัสราบนอ่าวเปอร์เซีย เขากล่าวว่า ยังไม่ชัดเจนว่าเรือลำดังกล่าวถูกโจมตีด้วยโดรนบินหรือโดรนในทะเล หรือขีปนาวุธ
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าท่าเรือพาณิชย์ในอิรักยังคงเปิดทำการอยู่ แม้ว่าท่าเทียบเรือน้ำมันจะถูกปิดแล้วก็ตาม
อิหร่านเปิดฉากถล่มทั่วตะวันออกกลางตั้งแต่เช้า
ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียได้สกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านระลอกใหม่ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 12 มี.ค. โดยมีเป้าหมายโจมตีส่วนใหญ่เป็นโรงงานน้ำมันและเรือบรรทุกน้ำมัน
ที่อิรัก เรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติ 2 ลำถูกโจมตีโดยโดรนของอิหร่านในน่านน้ำของอิรัก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และได้รับการช่วยเหลืออีก 38 คน อิหร่านอ้างความรับผิดชอบ โดยระบุว่าการโจมตีด้วยโดรนใต้น้ำทำให้เรือบรรทุกน้ำมันระเบิด
ส่วนซาอุดีอาระเบีย ได้สกัดกั้นและทำลายโดรนมากกว่า 20 ลำในภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำมัน
ขณะที่บาห์เรนกล่าวว่า การโจมตีของอิหร่านมุ่งเป้าไปที่ถังเชื้อเพลิงที่โรงงานในจังหวัดมูฮาร์รักทางตอนเหนือของประเทศ กระทรวงมหาดไทยเตือนประชาชนในเมืองและหมู่บ้านใกล้เคียง 4 แห่งให้อยู่ในบ้านและปิดหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากควันและไฟ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) กล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศกำลังตอบโต้ "ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน" สำนักงานสื่อของรัฐบาลดูไบกล่าวว่า โดรนลำหนึ่งตกลงบนอาคารใกล้กับท่าเรือครีกฮาร์เบอร์ และเกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยซึ่งถูกควบคุมไว้ได้แล้ว
ด้านกองทัพคูเวตกล่าวว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของพวกเขากำลังตอบโต้ "ภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนที่เป็นศัตรู" เช่นกัน
อิหร่านโจมตีคลังน้ำมันบาห์เรน
บาห์เรนแถลงว่า การโจมตีของอิหร่านมุ่งเป้าไปที่ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดทางตอนเหนือของประเทศ เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 12 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
กระทรวงมหาดไทยของบาห์เรนระบุว่า “การรุกรานของอิหร่านมุ่งเป้าไปที่ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่โรงงานในจังหวัดมูฮาร์รัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น”
อิหร่านโจมตีเรือน้ำมันในน่านน้ำอิรัก
วันที่ 12 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย เรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติ 2 ลำถูกโจมตีในน่านน้ำของอิรัก บริเวณอ่าวเปอร์เซีย จนเกิดไฟลุกท่วม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย และช่วยเหลือลูกเรือได้ 38 คน
ฟาร์ฮาน อัล-ฟาร์ตูซี ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทท่าเรืออิรัก กล่าวว่า ลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือทั้ง 38 คนเป็นชาวต่างชาติ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บหรือความเสียหายของเรือ
อิหร่านอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตี โดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่าน IRIB รายงานว่า การโจมตีด้วยโดรนใต้น้ำ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำระเบิดในอ่าวเปอร์เซียในคืนนี้”
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวความมั่นคงของอิรักในเมืองบาสรา เปิดเผยว่า เรือของอิหร่านได้โจมตีเรือทั้งสองลำ และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน
อัล-ฟาร์ตูซี กล่าวว่า ท่าเรือขนส่งน้ำมันได้หยุดการดำเนินงานหลังจากการโจมตี
พลโท ซาอัด มาอัน หัวหน้าฝ่ายสื่อของกองบัญชาการปฏิบัติการร่วมของอิรัก กล่าวว่า การโจมตีเกิดขึ้นในน่านน้ำของอิรัก เขากล่าวว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยของอิรัก
ภาพวิดีโอที่ได้รับการยืนยันแสดงให้เห็นเรือบรรทุกน้ำมันสองลำกำลังลุกไหม้ โดยเปลวไฟลุกลามไปยังผืนน้ำโดยรอบ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการรั่วไหลของน้ำมัน ข้อมูลการติดตามเรือระบุว่าเรือทั้งสองลำจอดทอดสมออยู่ข้างกันขณะเกิดเหตุ
เรือที่เกิดไฟไหม้คือเรือ Zefyros ที่ติดธงชาติมอลตา และเรือ Safesea Vishnu ที่ติดธงชาติหมู่เกาะมาร์แชลล์
กระทรวงน้ำมันของอิรักกล่าวว่า การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเป็น “สัญญาณที่น่าเป็นห่วงของการเพิ่มความตึงเครียด” และเรียกร้องให้มีการปกป้องเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ
กระทรวงฯ กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกน้ำมันในเส้นทางเดินเรือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงของการเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและการจัดหาพลังงาน ความมั่นคงและความปลอดภัยของการเดินเรือในเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศและเส้นทางขนส่งพลังงานต้องปราศจากความขัดแย้งและการแข่งขันในระดับภูมิภาค”
อิหร่านประกาศ โลกเตรียมเจอราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์ได้เลย!
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กล่าวย้ำอีกครั้งว่า จะไม่ยอมให้ “น้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว” ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญในอ่าวเปอร์เซียยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกในช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน
เอบราฮิม ซอลฟากอรี โฆษกของกองบัญชาการคาทัม อัล-อันบิยาห์ของ IRGC กล่าวในแถลการณ์ถึงสหรัฐฯ ว่า เรือลำใดก็ตามที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล หรือพันธมิตรของพวกเขา “จะถูกพิจารณาว่าเป็นเป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
โฆษกเสริมว่า “คุณจะไม่สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ จงเตรียมพร้อมสำหรับราคาน้ำมันที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งคุณได้ทำให้ไม่มั่นคงแล้ว”
UNSC ลงมติเห็นชอบประณามอิหร่าน
เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ลงคะแนนเสียงเห็นชอบร่างมติประณามอิหร่านที่โจมตีกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียกับประเทศจอร์แดน พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านหยุดการโจมตีดังกล่าวโดยทันที
มติดังกล่าวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติยังเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีและการข่มขู่ทั้งหมดโกลุ่มตัวแทน (proxies) ต่าง ๆ ด้วย
นอกจากนี้ มติยังประณามการกระทำใด ๆ ของรัฐบาลเตหะรานที่มีลักษณะเป็นการปิดหรือขัดขวางการเดินเรือระหว่างประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของโลก
อย่างไรก็ตาม ในร่างมติดังกล่าวไม่มีการกล่าวถึงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านแต่อย่างใด
สำหรับร่างมติดังกล่าวนำเสนอโดยกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีประเทศร่วมสนับสนุนมากกว่า 130 ประเทศ
มตินี้ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากชาติสมาชิกถาวร 13 เสียง โดยรัสเซียและจีนงดออกเสียง
อิหร่านอ้างยิงเรือไทยเพราะละเมิดกฎหมาย-เมินคำเตือน
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้โจมตีเรือ 2 ลำในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 11 มี.ค. ลำแรกคือเรือบรรทุกสินค้าเทกองสัญชาติไทย “มยุรีนารี” โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวเพิกเฉยต่อคำเตือนของอิหร่าน และยังคงพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีเรืออีกลำที่ชักธงไลบีเรีย ชื่อเอ็กซ์เพรส โรม (Express Rome) ซึ่งกองทัพอิหร่านระบุว่า ถูกกระสุนหรืออาวุธยิงจากฝ่ายอิหร่านโจมตีในช่วงเวลาเดียวกัน หลังจากไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของกองทัพเรือ IRGC
ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการทางการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้กลับ มีเหตุโจมตีเรือในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมานแล้วอย่างน้อย 13 ครั้ง โดยในจำนวนนี้เกิดขึ้นถึง 3 ครั้งในวันเดียวกัน
พลจัตวาอาลี ฟาดาวี ผู้บัญชาการอาวุโสของ IRGC อ้างว่า อิหร่านมีขีปนาวุธที่ยิงจากใต้น้ำได้ และมีความเร็ว 100 เมตรต่อวินาที ซึ่งอาจถูกใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
นอกจากนี้ IRGC ยังเตือนว่า ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ
ด้านทีมโฆษกอาวุโสของกองทัพอิหร่านแถลงเตือนววา หากท่าเรือของอิหร่านถูกคุกคาม ท่าเรือและอู่จอดเรือทั้งหมดในภูมิภาคนตะวันออกกลางจะกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมเช่นกัน
ระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรอง
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกแถลงการณ์ว่า สมาชิกทั้ง 32 ประเทศมีมติเห็นชอบ ในการระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการระบายน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรง
การระบายน้ำมันครั้งนี้ถือว่า ทำลายสถิติการระบายน้ำมันดิบออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ 182 ล้านบาร์เรล ในช่วงต้นของสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน เมื่อปี 2022
แถลงการณ์ชองไออีเอระบุด้วยว่า การตัดสินใจของที่ประชุม สะท้อนความท้าทายในตลาดน้ำมันที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ว่ามีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
อังกฤษส่งเรือรบมุ่งหน้าเมดิเตอร์เรเนียน
กองทัพเรืออังกฤษเปิดเผยว่า เรือพิฆาตป้องกันภัยทางอากาศ HMS Dragon ได้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่เมืองพอร์ตสมัธ มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการด้านการป้องกันของอังกฤษในภูมิภาค
เรือพิฆาตลำนี้เพิ่งเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ในการเดินทางถึงพื้นที่ปฏิบัติการ โดยเมื่อไปถึงแล้วจะกลายเป็นเรือรบเพียงลำเดียวของอังกฤษในภูมิภาค
ภารกิจหลักของ HMS Dragon คือการช่วยปกป้องฐานทัพอากาศ กองทัพอากาศอัครอทิรี บนเกาะไซปรัส ซึ่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเพิ่งถูกโดรนที่ผลิตในอิหร่านโจมตี ส่งผลให้โรงเก็บเครื่องบินของฐานทัพได้รับความเสียหายเล็กน้อย
โดย HMS Dragon ติดตั้งระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ ซี ไวเปอร์ (Sea Viper) และจะได้รับการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ไวลด์แคท (Wildcat) ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธทำลายโดรนทางอากาศ
บริษัทน้ำมันซาอุฯ ชี้ หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ พลังงานโลกพินาศ
ซาอุดี อารัมโค (Saudi Aramco) บริษัทนํ้ามันแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย ได่ออกมาเตือนถึง "หายนะ" ที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปอีก หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซาอุดี อารัมโค ซึ่งเป็นผู้ส่งออกนํ้ามันรายใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าจะสามารถจัดหาน้ำมันดิบให้ตลาดโลกได้ประมาณ 70% ของปริมาณการผลิตปกติ
แม้ว่าเส้นทางการค้าที่สำคัญจะถูกปิดกั้น แต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเตือนว่า หากการหยุดชะงักยังคงดำเนินต่อไป ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะยังคงมี “ความรุนแรง” อยู่ดี
อามิน นัสเซอร์ ประธานผู้บริหารซาอุดี อารัมโค ออกมาชี้ว่า ในแม้ว่า พวกเราจะเคยเผชิญกับการการส่งออกนํ้ามันที่หยุดชะงักในอดีต แต่ครั้งนี้คือ วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ที่ไม่สามารถนำนํ้ามันออกจากอ่าวได้ ดังนั้น พวกเราหวังว่า พวกเราจะสามารถส่งออกนํ้ามันผ่านท่อนํ้ามัน ซึ่งมีขีดความสามารถในการส่งออกนํ้ามันเต็มที่ 7 ล้านบาร์เรลในอีก 2-3 วันต่อจากนี้ และผ่านทางทะเลแดง ทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียได้อีก 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่านเป็นต้นมา และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้น นํ้ามันหายไปจากตลาดโลกทุกวันถึงวันละ 20 ล้านบาร์เรลเลยทีเดียว
WHO เตือน “ฝนสีดำ-ฝนกรด”
องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า ฝนสีดำที่ตกลงมาในอิหร่านหลังจากที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีถล่มคลังน้ำมันหลายแห่งในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและได้สนับสนุนคำแนะนำของทางการอิหร่านที่ให้ประชาชนอยู่แต่ภายในอาคารเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ได้รับรายงานหลายฉบับเกี่ยวกับฝนที่ปนเปื้อนคราบน้ำมันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
หลายพื้นที่ทั่วกรุงเตหะรานถูกปกคลุมด้วยควันสีดำหนาทึบเมื่อวันที่ 9 มี.ค. หลังจากคลังน้ำมันหลายแห่งถูกถล่ม ในการยกระดับการโจมตีแหล่งพลังงานภายในประเทศของอิหร่าน ในฐานะส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
คริสเตียน ลินไมเออร์ โฆษกขององค์การอนามัยโลกกล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ว่า ฝนพิษสีดำ และฝนกรดที่มาพร้อมกันนี้ ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน พร้อมเสริมว่า ทางการอิหร่าน ได้แนะนำให้ประชาชนอยู่แต่ภายในอาคาร
ต่อคำถามที่ว่าทางหน่วยงานสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าวหรือไม่ โฆษกอนามัยโลก ระบุว่า จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งคลังเก็บน้ำมันและโรงกลั่นที่ถูกโจมตีจนเกิดไฟไหม้ ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ ดังนั้น การอยู่ภายในอาคารถือเป็นความคิดที่ดีอย่างแน่นอน
ฝนสีดำเป็นผลมาจากรูปแบบสภาพอากาศที่พัดเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งนำพาฝนมารวมตัวกับอนุภาคในอากาศ
อัคเชย์ เดโอราส นักวิทยาศาสตร์วิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิง กล่าวว่า ฝนที่ตกลงมาทำให้ผู้คนตระหนักถึงอันตราย แต่การสัมผัสกับอากาศที่เป็นพิษในระยะยาวน่าจะเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพมากกว่า ซึ่งผู้คนสามารถป้องกันตัวเองได้โดยการอยู่แต่ในบ้าน หรือสวมหน้ากากอนามัยและปกปิดผิวหนังเมื่ออยู่กลางแจ้ง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพอากาศในพื้นที่ยังไม่ครบถ้วน แต่เน้นย้ำว่าพยากรณ์อากาศบ่งชี้ว่าสภาพอากาศแห้งแล้งน่าจะเกิดขึ้นตลอดทั้งสัปดาห์ที่เหลือ และคุณภาพอากาศน่าจะดีขึ้นเรื่อย ๆ
เกาหลีเหนือ “มุจตาบา” ขึ้นผู้นำสูงสุดอิหร่าน
สำนักข่าว KCNA สื่อของทางการเกาหลีเหนือ รายงานโดยอ้างคำกล่าวของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ที่ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางเคารพการตัดสินใจของอิหร่านในการเลือก “มุจตาบา คาเมเนอี” ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ ต่อจาก “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” บิดาที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล ในข่วงเริ่มต้นของสงคราม
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือยังระบุด้วยว่า เกาหลีเหนือมีความเป็นกังวลอย่างยิ่งและขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ที่ได้เปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านอย่างผิดกฎหมาย และการกระทำดังกล่าวกำลังบ่อนทำลายรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึง เพิ่มความไม่มั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ยังประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการบ่อนทำลายระบบการเมืองและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้และควรถูกประณามและปฏิเสธจากทั่วโลก
หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 12 วันก่อน เกาหลีเหนือได้ประณามเหตุการณ์ในตะวันออกกลางว่าเป็นพฤติกรรมแบบแก๊งอันธพาล
เรียบเรียงจาก Al Jazeera / Associated Press / BBC / CNN / The Guardian
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผบ.ทัพเรือ IRGC ซัดคำสัญญาลวงจากใคร-ทำให้เรือไทยไม่สนใจคำเตือน!
“ดร.เลอพงษ์” ถามแรง! ทำไมเรือไทยกล้าผ่านฮอร์มุซทั้งที่มีคำเตือน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะติดสงครามอิหร่าน 12 มี.ค. 69 “ทรัมป์” โว ใช้เวลา 1 ชม. ชนะอิหร่าน ยันรบต่อ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com