S2O เล่นใหญ่สงกรานต์69 ลงทุน “S2O LAND” กลางรัชดาฯ แตกไลน์ K2O รุกฐานตลาด K-Pop
S2O เปิดโมเดลอสังหาริมทรัพย์เพื่อความบันเทิง ทุ่มงบลงทุนพื้นที่เปล่า 50 ไร่ ย่านพระราม 9-รัชดาฯ รองรับผู้ชมสงกรานต์ 3 หมื่นคนต่อวัน รับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน “ช็อตฮอลล์” ตัดสินใจสั้น-ซื้อบัตรใกล้งาน พร้อมปรับพอร์ตโฟลิโอสัดส่วนคนไทยพุ่ง 60% สูงสุดในรอบ 5 ปี หลังเศรษฐกิจชะลอตัวฉุดอุตสาหกรรมคอนเสิร์ตไทยปี 69 ท้าทาย กระทบกำลังซื้อกลุ่มรีเซลล์และนักท่องเที่ยวจีน
11 มีนาคม 2569—ภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในปี 2569 กลายเป็นปัจจัยเร่งให้อุตสาหกรรมมิวสิคเฟสติวัลไทยต้องปรับโมเดลธุรกิจจากการจัดงานประจำปีสู่การสร้าง “แพลตฟอร์มความบันเทิงครบวงจร” ล่าสุด เทศกาลดนตรีสงกรานต์สัญชาติไทยอย่าง S2O (เอสทูโอ) ประกาศยกระดับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญผ่านการสร้าง “S2O LAND” พื้นที่จัดงานถาวรย่านรัชดาภิเษก พร้อมแตกแบรนด์ใหม่ “K2O” เพื่อขยายฐานรายได้สู่ตลาด K-Pop ที่มีความต้องการซื้อสูงและต่อเนื่อง
คุณวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O เปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายสถานที่จัดงานจากสนามกีฬาหัวหมากสู่ย่านรัชดาภิเษกว่า เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนด้านคิวการใช้พื้นที่สำหรับการแข่งขันกีฬา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดีลศิลปินระดับโลกที่ต้องทำสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 7 เดือน การตัดสินใจลงทุนในพื้นที่เช่าระยะยาวขนาด 50 ไร่ บริเวณตรงข้าม อสมท. จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานพื้นที่จัดงาน (Festival Destination) ในใจกลางกรุงเทพฯ
“ที่นี่เราลงทุนมหาศาลเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างสแตนดาร์ดใหม่บนพื้นที่ว่างกลางเมือง โจทย์หลักคือต้องจัดงานให้สำเร็จโดยไม่รบกวนชุมชน ซึ่งทำเลนี้ด้านทิศใต้ไม่มีอาคารพักอาศัยหนาแน่น และยังเป็นครั้งแรกที่เราสามารถออกแบบพื้นที่จากศูนย์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายมากกว่าแค่คอนเสิร์ต แต่รองรับไปถึงงานเอ็กซิบิชันและสวนสนุกในอนาคต” คุณวู้ดดี้กล่าว
ในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภคและฐานลูกค้า พบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีนี้ โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound) มีแนวโน้มลดลงตามภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศ คาดการณ์ว่าปีนี้จะเป็นปีที่สัดส่วนคนไทยสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 60% ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเปลี่ยนจากกลุ่มจีนที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายสนับสนุนให้เที่ยวในบ้านตัวเอง มาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น (Short Haul) จากมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวมถึงกลุ่มใหม่จากรัสเซีย ตะวันออกกลาง และอินเดีย ที่มีการใช้จ่ายสูง
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลบัตรพบว่าผู้บริโภคเข้าสู่ยุค “Last-minute Booking” หรือการตัดสินใจซื้อบัตรในช่วงใกล้จัดงานมากขึ้น ต่างจากปีที่ผ่านมาที่มีการเก็งกำไรและรีเซลล์ (Resell) บัตรให้ชาวต่างชาติในราคาสูง ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องทางการเงินที่ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทาย
การแตกไลน์สู่ K2O: กลยุทธ์ Diversification เพื่อลดความเสี่ยง
เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว บริษัทได้เปิดตัว“K2O Songkran Music Festival” ซึ่งเป็นการแตกพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ครั้งแรกเพื่อจับกลุ่ม Gen Z และแฟนวัฒนธรรมเกาหลี (K-Content) โดยเฉพาะ โดยใช้จุดแข็งด้านโปรดักชันของ S2O ผสานกับไลน์อัปศิลปินเกาหลีชั้นนำ อาทิ RIIZE และ KISS OF LIFE ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) สูง
คุณปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ระบุว่า วิสัยทัศน์ของบริษัทคือการต่อยอดจักรวาลแบรนด์ S2O ให้มีความแข็งแกร่งในฐานะ Soft Power ที่ส่งออกได้จริง โดยปัจจุบันได้ขยายสู่ตลาดออสเตรเลียแล้ว และมีแผนจะขยาย K2O ไปยังตลาดไต้หวันและสหรัฐอเมริกาในปีถัดไป เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ไทยเข้ากับกระแสโลกและสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์แบรนด์ในต่างประเทศ
แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมสงกรานต์ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากดัชนีการจับจ่ายในร้านอาหารและโรงแรมที่ดูเงียบเหงาลง แต่ผู้บริหาร S2O มองว่าปี 2569 คือปีแห่งการปรับตัวเพื่อรอโอกาสฟื้นตัวเต็มรูปแบบในปี 2570
“ภาพรวมคอนเสิร์ตไทยท้าทายขึ้นมากจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ทำให้คนต้องคิดมากขึ้นก่อนใช้จ่าย เป้าหมายของเราคือการเป็นพื้นที่ปลอดภัยและรักษาคุณภาพมาตรฐานระดับโลก เพราะสิ่งนี้คือเอกลักษณ์ที่ทำให้เราคุ้มค่าแก่การลงทุนของผู้บริโภค” คุณวู้ดดี้กล่าวสรุป
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่ายอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อสัปดาห์ในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 22,000 บาท ซึ่ง S2O มุ่งเป้าดึงดูดกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพนี้ผ่านการจำหน่ายบัตรที่มีราคาตั้งแต่ระดับทั่วไปไปจนถึงโซนพรีเมียมราคาสูงถึง 1.5 ล้านบาทต่อวัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโครงการภายใต้ความผันผวนของตลาดปัจจุบัน