ปชป. เปิดเกม ลุยงานฝ่ายค้าน สแกนเข้มนโยบายรัฐบาล-สอบ ‘รมต.สีเทา’
ประชาธิปัตย์ เปิดเกม ลุยงานฝ่ายค้าน สแกนเข้มนโยบายรัฐบาล เดินหน้าสอบ ‘รัฐมนตรีสีเทา’ ลุยปรับโครงสร้าง-ภารกิจของพรรคให้ทันสมัย
วันที่ 1 มี.ค. 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตามภารกิจ กล่าวถึงกรอบการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรว่า หลังจากผ่านการเลือกตั้งได้ 1 สัปดาห์ เรามีการประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อร่างกฎหมายที่เป็นไปตามนโยบายของพรรค ตอนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งไว้ก่อน
เมื่อสภาฯ เปิด สามารถยื่นได้เลย ซึ่งมีหลายฉบับ เช่น กฎหมายซุปเปอร์แอค ซึ่งเป็นกฎหมายสำหรับที่จะไปยกเลิกกฎหมายเก่า หมายถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อน ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนแสนฉบับ และที่ผ่านมา การจะยกเลิกกฎหมายแต่ละฉบับต้องทำเป็นกฎหมายยกเลิกทีละฉบับ ดังนั้น เราจึงมีแนวคิดที่จะทำกฎหมายซุปเปอร์แอค เพื่อเป็นตัวกฎหมายหลัก
นอกนั้นยังมีเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่จะตามมา
โดยตนได้พิจารณากฎหมายที่ภาคประชาชนเคยเสนอไว้กับพรรคด้วย เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธนาคารที่ดิน กฎหมายเกี่ยวกับโฉนดชุมชน ซึ่งเคยเป็นกฎหมายที่พรรคทำ สมัยนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ซึ่งรัฐบาลต่อมาไม่ได้เดินหน้าต่อ
ส่วนการทำงานอื่นๆ ในสภาฯ ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่เข้าใจว่า หลังจากรายงานตัวของสส.เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประชุมสส. เพื่อวางกรอบการทำงาน ซึ่งจะสัมพันธ์กันเกี่ยวกับความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน ตอนนั้นคงชัดเจนแล้วว่าเราจะเป็นฝ่ายใดกันแน่
เมื่อถามว่าได้วางไว้หรือไม่ หากพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเป็นฝ่ายค้าน จะปฏิบัติหน้าที่แบบเข้มข้นอย่างที่หลายฝ่ายพูดถึงหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราคุยไว้เบื้องต้นแล้วว่า ไม่ว่าเราเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เรื่องหนึ่งที่เราต้องทำให้ประเทศนี้เห็น เรื่องใหญ่สุดคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจ
ซึ่งในช่วงรณรงค์หาเสียง เราใช้คำว่า วิกฤตซ้อนวิกฤต และช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา ทั้งนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ และนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรค ก็เริ่มพูดภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเสมือนกับการตั้งโจทย์เอาไว้ว่ารัฐบาลที่เข้ามาจะต้องเผชิญกับสภาพการอย่างไร และควรกำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาในเรื่องนั้นอย่างไร
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่าเราจะตรวจสอบเข้มข้นตั้งแต่ตัวนโยบายรัฐบาลว่า สอดคล้องกับปัญหาของประเทศหรือไม่ เป็นการจัดยาตรงกับอาการไข้หรือไม่ เพราะมีคนพูดกันเยอะว่า เราเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ดังนั้น ต้องใช้ยาแรง ถ้าเป็นยาที่ไม่แรง เราเชื่อว่าแก้ไขปัญหาไม่ได้ ซึ่งพรรคมีวอร์รูมพูดคุยในเรื่องสถานการณ์ต่างๆ สัปดาห์ละครั้ง ที่ผ่านมาก็คุยกันเรื่องนี้และเตรียมตั้งโจทย์เอาไว้แล้ว
เมื่อถามว่าแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังหวังลึกๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมาเชิญร่วมรัฐบาล นายสาทิตย์ กล่าวว่า เราไม่เคยหวังเลย และเราก็ไม่ได้ดิ้นรนอะไร เราเฉยๆ ถ้าไม่มาชวนก็ดี เป็นฝ่ายค้านก็จบ ไม่มีปัญหา แต่เราต้องเตรียมการไว้ทุกทางเพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน โจทย์ประเทศก็เป็นโจทย์เดียวกัน
ส่วนการตรวจสอบการฟอกเงินของกลุ่มทุนเทาและสแกมเมอร์ จะเดินหน้าให้ถึงที่สุดหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สุดที่เราทำอยู่ตอนนี้ ซึ่งมีเรื่องที่สำคัญที่สุด นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ ไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอก (ปปง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ต่อมาวันที่ 3 ธ.ค.68 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงว่ามีมติปปง.ที่ไปอายัดทรัพย์
ประเด็นที่เรากำลังตามต่อกันอยู่ คือ เมื่อครบกำหนด 90 วันในการอายัดทรัพย์แล้ว ปปง.ได้ส่งเรื่องให้อัยการและอัยการต้องสั่งฟ้องต่อศาล เพื่อให้มีการอายัดทรัพย์และดำเนินคดีต่อไป แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีการฟ้องร้องต่อศาล และจะหมดระยะเวลา 90 วัน ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ ซึ่งเรื่องนี้พวกเราตามกันอยู่ว่าอัยการยื่นฟ้องนั้น สำนวนมีความเข้มข้นหรือไม่เพียงไร
จริงๆ แล้ว เรื่องสแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่เราทำกันต่อเนื่อง และเมื่อเข้าไปเป็นสส. คิดว่าเรื่องของสแกมเมอร์ทุนเทา จะเป็นประเด็นใหญ่ที่เราเข้าไปขับเคลื่อน ซึ่งมันจะสัมพันธ์ตั้งแต่ตัวคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือตัวผู้ที่จะรับตำแหน่งต่างๆ โดยครม.ชุดนี้ มีความเกี่ยวพันกับทุนเทามากน้อยเพียงใด ถ้ามันมี ก็จะเป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกขึ้นมาอภิปรายแน่นอน
ทั้งนี้ ข้อมูลที่มีอยู่โยงถึงนักการเมืองอยู่แล้ว และไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เอาไว้เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
ส่วนการบริหารจัดการภายในพรรค หลังจากกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาบริหาร เราคุยกันเยอะมาก โดยประเด็นใหญ่ เรามีการตั้งผู้รับผิดชอบขึ้นมาทำหลายเรื่องมาก โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างกับภารกิจขององค์กรให้ทันสมัย โดยนางการดีเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ซึ่งจะมีการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่เริ่มต้นไปแล้วคือ การไปอัพสกิล รีสกิลบรรดาสตาฟฟ์ในพรรค
ต่อไปจะเป็น กรรมการบริหารพรรคและสส. ซึ่งจะสัมพันธ์ไปถึงการขยายเครือข่ายกับฐานของพรรคให้กว้างขวางขึ้น โดยตนเสนอว่าวันที่ 6 เม.ย.นี้ เป็นปีที่พรรคประชาธิปัตย์ครบรอบ 80 ปี น่าจะเป็นโอกาสที่เราจะได้พลิกฟื้นพรรคในหลายๆ เรื่อง โดยมีตั้งแต่การขยายฐานสมาชิก ขยายเครือข่าย การปรับปรุงพรรคให้ทันสมัย ทั้งแนวคิดและอุดมการณ์
แน่นอนที่สุดคือ งานที่ต้องเข้าไปถึงเจนใหม่ๆ หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ เดิมเราเคยมียุวประชาธิปัตย์ เราต้องฟื้นกลับมา 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ซึ่งได้มีการตั้งคณะทำงานดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้ว
นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคได้มอบให้ตนวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ซึ่งมีการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งหลังสุดได้เชิญรองหัวหน้าพรรคประจำภาคทุกคนมาพูดคุยและวิเคราะห์ เพื่อนำไปสู่แนวทางขับเคลื่อนพรรคต่อไป ซึ่งเราได้เตรียมงานเอาไว้ เช่น แต่ละภาคได้มีการวิเคราะห์คะแนนแต่ละจังหวัดโดยละเอียด โดยคิดถึงเครือข่ายและการสร้างเครือข่ายและพื้นที่ในแต่ละภูมิภาค
แต่เรื่องใหญ่สุดคือ การทำงานผ่านทางดิจิทัล หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นงานที่พรรคจะต้องทำจริงจังและขยายฐานออกไปให้กว้างที่สุดและไปถึงเจนใหม่ๆ ให้มากที่สุดด้วย
เมื่อถามว่าผลวิเคราะห์ออกมาเป็นอย่างไร นายสาทิตย์ กล่าวว่า เบื้องต้นเราสรุปว่าในแง่สส.บัญชีรายชื่อ เรามีคะแนนที่เพิ่มขึ้นในทุกภาค แต่ที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือในภาคใต้ ขณะเดียวกันเรื่อง สส.เขตนั้น ตอนที่นายอภิสิทธิ์ รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค สส.เขตเดิมเหลือ 5 คน เราขยับขึ้นมาเป็น 10 คน
แต่ถ้าไปเทียบกับคะแนนบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นว่าความนิยมในตัวบัญชีรายชื่อยังไม่ทำให้มีผลไปถึงตัวเขตด้วย ฉะนั้น ในจุดตรงนี้ เราได้พูดถึงเรื่องแนวทางการทำงานในการเพิ่มคะแนนของพรรคในรอบหน้า โดยแยกออกเป็นหลายภาค ซึ่งได้ให้การบ้านออกไปแล้ว แต่ละภาคก็คงจะต้องไปขับเคลื่อนกัน จึงขอให้จับตาดูงานครบรอบ 80 ปีพรรคประชาธิปัตย์ในปีนี้ มีอะไรพิเศษแน่นอน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปชป. เปิดเกม ลุยงานฝ่ายค้าน สแกนเข้มนโยบายรัฐบาล-สอบ ‘รมต.สีเทา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th