โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ปฏิบัติการทลาย Black Market Page พบเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

สวพ.FM91

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 08.45 น.

วันที่ 26 มกราคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ,ตร.ทล., สภ.พาน และตร.ภ.จ.เชียงราย ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 10 ราย โดยเป็นกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้า, กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด ,กลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งประเทศเมียนมา

โดยเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่”

สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความในระบบ “แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ว่าถูกมิจฉาชีพหลอกให้ซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก เป็น“ร้านประมูลเพชรนาฬิกา” และ “บริษัทยางยนต์” แต่หลังจากโอนเงินไปแล้ว กลับไม่ได้รับสินค้าตามคำสั่งซื้อแต่อย่างใด

ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่า คดีที่เกิดจากทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊กนี้ มีมูลค่าความเสียหายต่อคดีไม่มากนัก จึงทำให้ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายแจ้งความในปริมาณน้อย โดยหลังจาก บก.ปอท. ได้ทำการสืบสวนทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊ก พบว่า มีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์กลุ่มเดียวกัน

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าภายในปี 2568 มีการกดถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท ข้ามไปยังฝั่งประเทศพม่า และสามารถจัดหาส่งบัญชีม้าไปให้กลุ่มคนร้ายฝั่งประเทศพม่าได้ตลอดไม่มีขาด นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเครือข่ายกลุ่มผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อีกกว่า 40 คดี มูลค่าความเสียหายที่แจ้งรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยมีลักษณะการหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกขายสินค้าออนไลน์, หลอกจองที่พัก และหลอกให้ทำงานหารายได้พิเศษ

จากการสืบสวน พบว่า กลุ่มคนร้ายยักย้ายถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ หลายทอด เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะโอนเงินต่อให้กับกลุ่มผู้ต้องหาฝ่ายทำหน้าที่กดถอนเงินสด ซึ่งตระเวนกดถอนเงินสดจากตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย

ต่อมา ตำรวจร่วมกันตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ, จ.ระยอง, จ.พะเยา และจ.เชียงราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 26 รายการ, คอมพิวเตอร์ 2 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ จำนวน 24 รายการ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ

จากการสอบถามผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายหน่อคำ สัญชาติเมียนมา กับ นายไกร สัญชาติไทย ให้การสรุปได้ว่า เมื่อ ปี พ.ศ.2568 นายหน่อคำ พักอาศัยอยู่ที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ทำงานกับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศเมียนมา มีหน้าที่ฟอกเงินและกดถอนเงินสด โดยนายหน่อคำจะส่งเลขบัญชีม้าให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อโอนเงินเข้ามา

จากนั้นนายหน่อคำจะเดินทางมาถอนเงินสด ตามตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดกลับไปให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ ซึ่งได้รับผลตอบแทนร้อยละ 20 ของยอดเงิน

ทั้งนี้ นายหน่อคำ จะติดต่อกับ นายไกร ซึ่งเป็นหัวหน้าคอกม้า พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำหน้าที่ธุระจัดหาบัญชีม้า เพื่อนำบัญชีม้าซึ่งล็อคอินในโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งานแล้วส่งไปให้กับ นายหน่อคำ ฝั่งประเทศเมียนมา ซึ่งนายไกรได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท/บัญชี/วัน

โดย นายไกร เป็นคนทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าให้หลายราย ซึ่งจะคอยหาคนมาเปิดบัญชีม้าเพื่อส่งไปยังประเทศเมียนมา อีกทั้งยังมีสถานที่พักอาศัยเป็นคอกม้าให้กับกลุ่มคนที่มาเปิดบัญชีหรือคนที่ทำงาน ซึ่งนี่เป็นแค่พฤติกรรมย่อๆของผู้ต้องหาเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...