'สันติภาพ' ไม่เคยสถิตอยู่กับ Donald Trump
ผู้จุดชนวนวิกฤตโลกครั้งใหม่: เงามืดแห่งวอชิงตันในสมรภูมิ Iran–Israel เมื่อสหรัฐอยู่เบื้องหลังไฟสงครามตะวันออกกลางและคำว่าสันติภาพไม่เคยสถิตอยู่กับ Donald Trump
รศ.ดร.ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ(มศว) กล่าวว่า โลกเคยได้ยินคำว่า preemptive strike มาแล้วหลายครั้ง คำที่ถูกทำให้ฟังดูเหมือนมาตรการป้องกันตนเองเชิงรุก เป็นการ “ชิงลงมือก่อนเพื่อความมั่นคง” แต่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่สอนเราว่า เบื้องหลังถ้อยคำที่ดูมีเหตุผลนั้น มักซ่อนต้นทุนทางศีลธรรมและมนุษยธรรมที่มหาศาลเกินกว่าจะประเมินได้ด้วยตรรกะความมั่นคงเพียงมิติเดียว เมื่อไฟสงครามถูกจุดขึ้นอีกครั้งในตะวันออกกลาง ภายใต้เงาของวอชิงตัน โลกจึงไม่ได้เห็นเพียงขีปนาวุธหรือเสียงไซเรนเตือนภัย หากแต่เห็นภาพซ้ำของบทเรียนที่มนุษยชาติไม่เคยเรียนรู้จริงจัง
บทเรียนในอดีต: จากอิรักสู่วันนี้
ปี 2003 โลกถูกพาเข้าสู่สงครามอิรักภายใต้ข้ออ้างเรื่องอาวุธทำลายล้างสูง คำอธิบายคือ “ภัยคุกคามเชิงป้องกัน” ผลลัพธ์คือรัฐล่มสลาย ความรุนแรงนิกาย การก่อกำเนิดกลุ่มหัวรุนแรง และภูมิภาคที่ปั่นป่วนยาวนานกว่าสองทศวรรษ ความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่ในพรมแดนประเทศเดียว หากแต่แผ่ขยายเป็นคลื่นกระแทกระบบความมั่นคงทั้งภูมิภาค
คำถามสำคัญคือ เราได้เรียนรู้อะไรจากบทนั้นหรือไม่
การใช้กำลังทหารก่อนการพิสูจน์ภัยคุกคามอย่างโปร่งใส คือการตัดสินใจที่ผลักโลกเข้าสู่ความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง มันทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบกฎหมายระหว่างประเทศ บ่อนเซาะหลักอธิปไตยรัฐ และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถอ้าง “ความจำเป็นด้านความมั่นคง” เพื่อกระทำการที่ข้ามเส้นแดงทางจริยธรรม
รศ.ดร.ศิพิมพ์ ระบุว่า ในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ รัฐอาจอ้าง realpolitik และผลประโยชน์แห่งชาติเป็นแกนกลางการตัดสินใจ แต่การเมืองที่ปราศจากศีลธรรมไม่ใช่ความเข้มแข็ง หากคือความล้มเหลวเชิงอารยธรรม
เมื่อมหาอำนาจเลือกใช้กำลังเป็นภาษาแรกของการสื่อสารทางการเมือง มันไม่เพียงส่งสัญญาณถึงศัตรู หากยังส่งสัญญาณถึงโลกว่า บรรทัดฐานสากลสามารถถูกตีความตามอำนาจ มิใช่ตามหลักการ
การสนับสนุนหรือมีบทบาทเบื้องหลังปฏิบัติการโจมตีเชิงรุกในภูมิภาคที่เปราะบางอย่างตะวันออกกลาง คือการเดินหมากที่เดิมพันด้วยชีวิตประชาชนหลายล้านคน ความเสียหายไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานหรือยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่คือความหวาดกลัว ความแตกแยก และความเกลียดชังที่สั่งสมยาวนาน
การเมืองแบบเผชิญหน้าและมรดกของผู้นำ
ภายใต้การนำของ Donald Trump โลกเคยเห็นการถอนตัวจากข้อตกลงพหุภาคีหลายฉบับ การลดทอนบทบาทการทูต และการยกระดับวาทกรรมเผชิญหน้า การเมืองแบบ transactional diplomacy ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกรอบดีลและแรงกดดัน มากกว่าความไว้วางใจและกลไกสถาบัน
การตัดสินใจที่ทำให้การเจรจานิวเคลียร์หยุดชะงักในอดีต ไม่ได้เพียงเปลี่ยนสมการทางเทคนิคของโครงการนิวเคลียร์ หากยังเปลี่ยนภูมิทัศน์ความเชื่อมั่นระหว่างรัฐ การสั่นคลอนความเชื่อมั่นนี้เองที่ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวทางทหารในวันนี้มีความเสี่ยงทวีคูณ
“คำว่า สันติภาพ ไม่ใช่เพียงคำสวยงามในสุนทรพจน์ มันคือกระบวนการที่ต้องอาศัยความอดทน ความโปร่งใส และการยอมรับว่าความมั่นคงที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดจากการทำลายอีกฝ่ายจนสิ้น”
วิกฤตที่มากกว่าสงครามสองรัฐ
หากความขัดแย้งลุกลาม มันจะไม่หยุดอยู่ที่สมรภูมิระหว่าง Iran กับ Israel แต่จะดึงเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มติดอาวุธตัวแทน และมหาอำนาจอื่นเข้าสู่เกมที่ไม่มีใครควบคุมได้ทั้งหมด ห่วงโซ่อุปทานพลังงาน การคมนาคมทางอากาศ และเศรษฐกิจโลกจะได้รับแรงสั่นสะเทือนทันที
คำถามจึงไม่ใช่ใครเริ่มก่อน แต่คือใครยอมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว
เสียงเตือนเชิงศีลธรรม
การประณามไม่ใช่เพียงการชี้นิ้ว หากคือการยืนยันว่ามาตรฐานศีลธรรมต้องมีอยู่ในเวทีโลก การใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนพลเรือน คือการละเมิดหลักการพื้นฐานของมนุษยธรรม
หากโลกปล่อยให้ตรรกะการเมืองแบบชิงลงมือก่อนกลายเป็นบรรทัดฐานถาวร วันหนึ่งทุกภูมิภาคจะตกอยู่ในวงจรเดียวกัน ไม่มีรัฐใดปลอดภัยจากตรรกะนั้น เพราะเมื่อบรรทัดฐานถูกทำลาย ทุกฝ่ายสามารถอ้างเหตุผลเดียวกันเพื่อเปิดฉากก่อนเสมอ
“สันติภาพไม่เคยเกิดจากการทิ้งระเบิดลงบนความหวาดกลัวของอีกฝ่าย มันเกิดจากความกล้าทางการเมืองที่จะเลือกการเจรจา แม้ในยามที่ความโกรธและแรงกดดันภายในประเทศเรียกร้องให้ใช้กำลัง ตะวันออกกลางไม่ต้องการบทเรียนซ้ำจากอดีต โลกไม่ต้องการมหาอำนาจที่เลือกอำนาจเหนือหลักการ และมนุษยชาติไม่ควรถูกทำให้ชินชากับเสียงระเบิดในนามของความมั่นคง”รศ.ดร.ศิพิมพ์ กล่าวย้ำ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สันติภาพ’ ไม่เคยสถิตอยู่กับ Donald Trump
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th