โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สำรวจประเทศอาเซียน เศรษฐกิจโตไม่พร้อมกัน ไทยร่วง เวียดนามเป้าสูงแต่ไปยาก

TODAY Bizview

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 11.49 น. • TODAY

หากมองจากตัวเลข GDP ไทยปีล่าสุดที่โต 2.4% แม้จะถือว่าเกินคาด แต่ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านใน อาเซียน แล้ว บางประเทศเติบโตอย่างแข็งแรงและชัดเจน

ขณะที่ไทยยังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ตัวเลขศูนย์กลางเศรษฐกิจที่หลายคนจับตามอง เช่น การบริโภคภาคเอกชน ความเชื่อมั่นธุรกิจ หรือการลงทุนภาคเอกชน ยังไม่พุ่งขึ้นอย่างเด่นชัด ในขณะที่อีกหลายประเทศรอบไทยกลับรายงานอัตราเติบโตที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็มีโมเมนตัมใหม่จากแรงส่งภายนอก

คำถามคือเศรษฐกิจไทยกำลังวิ่งไปในจังหวะเท่าใครในอาเซียน? เราช้ากว่าหรือเรายังมีศักยภาพซ่อนอยู่? บทความนี้มาดูการเติบโตของเศรษฐกิจแต่ละประเทศในอาเซียนปี 2026 กัน

รายงานจาก NikkeiAsia บอกว่านักเศรษฐศาสตร์มีมุมมองต่อปี 2026 ที่แตกต่างกัน บางส่วนมองบวก แต่ก็เตือนถึงความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การบังคับใช้ภาษีสหรัฐฯ เต็มรูปแบบ, การทะลักของสินค้าจีนราคาถูกและความไม่แน่นอนเชิงนโยบายในประเทศต่างๆ

[ เวียดนาม โตแรงสุดในภูมิภาค แต่เป้า 10% ยังถูกมองว่า ยาก ]

เมื่อมาเจาะดูรายประเทศจะพบการเติบโตที่แตกต่างกันไปด้วย เริ่มจาก ‘เวียดนาม’ ที่เป็นดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียนมาหลายปีติด GDP โตไวมาก การลงทุนของบริษัทใหญ่ๆ ก็มีข่าวให้เห็นบ่อยๆ แต่กับปีนี้เวียดนามก็อาจจะยากกว่าหลายปีที่ผ่านมา

ปีที่ผ่านมาเวียดนามมี GDP เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ 8% มูลค่าส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 475,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบ YoY

แต่หลังจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประกาศใช้นโยบาย “reciprocal tariffs” (ภาษีตอบโต้แบบครอบคลุมทั่วโลก) ช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว เวียดนามเจรจาลดอัตราภาษีลงได้ ทำให้ปลายปีบริษัทต่างๆ คลายความกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิต

อย่างไรก็ตาม ภาษีนี้ก็ทำให้ผู้ผลิตรองเท้าและเฟอร์นิเจอร์บางส่วนลดพนักงาน ขณะเดียวกันรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐ เช่น ลดขั้นตอนธุรกิจ และควบรวมจังหวัดจาก 63 เหลือ 34 จังหวัด

รัฐบาลตั้งเป้าโตอย่างน้อย 10% ต่อปีใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ โดยเฉพาะเมื่อยังมีความเสี่ยงจากไต้ฝุ่นและความไม่แน่นอนจากการปฏิรูป

[ มาเลเซีย โตเกินเป้า แต่แรงหนุนอาจเป็นแค่ชั่วคราว ส่วนสิงคโปร์ได้แรงหนุนจาก AI แต่ปีหน้าท้าทาย ]

ต่อมาที่ประเทศ ‘มาเลเซีย’ ในปี 2025 ที่ผ่านมา GDP โต 5.2% สูงกว่าเป้ารัฐบาลที่ 4–4.8% อย่างไตรมาส 4 โตถึง 6.3% จากอุปสงค์ในประเทศ การบริโภค และการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

แต่นี่อาจเป็นเพียงแรงหนุนแค่ชั่วคราว ตัวอย่างเช่น การผลิตน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นช่วงสั้นๆ และการใช้จ่ายภาครัฐ แม้มีนโยบายอุดหนุนเชื้อเพลิงและเงินเฟ้อต่ำ แต่การบริโภคภาคเอกชนยังไม่เร่งตัวแรงอย่างที่คาด

ส่วน ‘สิงคโปร์’ก็โตสูงกว่าที่คาดถึง 5% ในปี 2025 ได้อานิสงส์จากภาคการผลิตที่เติบโตตามความต้องการเทคโนโลยี AI ทั่วโลก

‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’นายกรัฐมนตรี กล่าวว่างบประมาณปีล่าสุดสะท้อนว่าความต้องการจากต่างประเทศช่วยกระจายผลบวกสู่เศรษฐกิจวงกว้าง แต่ปีนี้กระทรวงการค้าคาดว่าจะโตเพียง 2–4% เท่านั้น

[ ฟิลิปปินส์ จากดาวเด่น กลายเป็นตัวตาม ส่วนอินโดนีเซีย โตเกิน 5% แต่มีเงาเสี่ยงด้านความน่าเชื่อถือ ]

สำหรับ ‘ฟิลิปปินส์’ ในปีที่ผ่านมาโต 4.4% ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ได้รับผลกระทบจากคดีคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วม ไต้ฝุ่นหลายลูก และแรงกดดันการค้า

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) มองว่าการชะลอตัวของการลงทุนภาครัฐเกิดจากการเข้มงวดด้านความโปร่งใสและวินัยการคลัง หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและหนุนการเติบโตปีนี้

ส่วน ‘อินโดนีเซีย’ ก็โต 5.11% ต่ำกว่าเป้ารัฐบาลเล็กน้อย ทำให้ปีนี้ตั้งเป้า 5.4% ซึ่งอินโดนีเซียก็กำลังเผชิญกับวิกฤตตลาดการเงินผันผวนหลัง MSCI เตือนความเสี่ยง และ Moody’s Ratings ปรับแนวโน้มเครดิตเป็นลบ โดยกังวลเรื่องความไม่แน่นอนเชิงนโยบายและความเสี่ยงการคลัง

[ ไทยเราปัญหารอบด้าน เสี่ยงโตต่ำ นายกคนใหม่ต้องเตรียมแก้ ]

สุดท้ายแล้วมาที่ ‘ไทย’ ปีที่แล้ว GDP โตที่ 2.4% ซึ่งถือว่าเกินคาดก็จริง แต่ทว่าปัญหารอบประเทศไทยตอนนี้ค่อนข้างเยอะ ได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนทางการเมือง การสู้รบชายแดนกับกัมพูชา และภาคท่องเที่ยวชะลอ

ประเทศยังเผชิญปัญหาการบริโภคอ่อนแรง และหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่

อย่างไรก็ตาม ปี 2026 อาจเป็นปีที่ภาพรวมดู “ดีพอใช้” แต่รายละเอียดข้างในเต็มไปด้วยรอยแยก โดย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับไม่สูง ความต้องการสินค้า digital และ AI ยังแข็งแรง และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) หลายประเทศส่งสัญญาณบวก

แต่ยังมีแรงกดดันหลายด้านรออยู่ ทั้งการบังคับใช้ภาษีสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ ความผันผวนของราคาน้ำมัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศต่างๆ ไปจนถึงโจทย์วินัยการคลังที่เริ่มถูกจับตาเข้มขึ้น

ขณะเดียวกัน การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนราคาถูก แม้จะช่วยกดเงินเฟ้อในระยะสั้น กลับสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และการลงทุนภายในภูมิภาคในระยะยาว

ปี 2026 จึงไม่น่าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจอาเซียนเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน หากแต่จะสะท้อน “ความแตกต่างที่ชัดขึ้น” ตามโครงสร้างเศรษฐกิจ ระดับการพึ่งพาต่างประเทศ และคุณภาพนโยบายของแต่ละประเทศอย่างเด่นชัดกว่าเดิม

ที่มา

  • https://asia.nikkei.com/economy/southeast-asia-braces-for-increasing-divergence-after-mixed-2025-growth
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...