The Judge Returns ‘รัฐบาลเงา’ ส่วนเสี้ยวจากเหตุการณ์จริง
1721955
The Judge Returns ‘รัฐบาลเงา’ ส่วนเสี้ยวจากเหตุการณ์จริง
ซีรีส์เกาหลี The Judge Returns งานกำกับล่าสุดของอีแจจอง จากซีรีส์ The Third Marriage กับ The Spies Who Loved Me ที่คราวนี้เขาหันมาดัดแปลงนิยายทางเว็บ (ภายหลังถูกดัดแปลงเป็นเว็บตูนอีกทอดหนึ่ง ฉบับไทยใช้ชื่อว่า “ผู้พิพากษาชะตาพลิก”) กลายมาเป็นซีรีส์หักเหลียมเฉือนคมเกมพลิกไปมาภายในแวดวงศาล เล่าเรื่องของ อีฮันยอง (จีซอง จาก ซีรีส์ Connection, Adamas, The Devil Judge) เป็นผู้พิพากษาฉ้อฉล ในสมัยที่เขายังไม่มีอำนาจวาสนา เขาได้แต่งงานกับลูกสาวประธานบริษัทกฎหมายยักษ์ใหญ่ หลังจากนั้นเขาก็ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทกฎหมายของพ่อตามาโดยตลอด แต่เมื่ออีฮันยองตัดสินใจที่จะหยุดวงจรทุจริตเหล่านั้น เขากลับต้องพบจุดจบอันโหดเหี้ยม ก่อนจะได้รับโอกาสใหม่ด้วยการย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในช่วงที่เขายังทำงานเป็นแค่ผู้พิพากษาอยู่ที่ศาลแขวงชอนอัน เขาจึงพยายามดิ้นรนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่และมุ่งมั่นที่จะลงทัณฑ์ “ความชั่วร้ายระดับบิ๊ก” ให้ได้
คังชินจิน (พัคฮีซุน จากหนัง No Other Choice ซีรีส์ Squid Game 2-3, Moving) หัวหน้าผู้พิพากษาแผนกคดีอาญาประจำศาลกลางกรุงโซล และยังเป็นตัวละครสำคัญใน “รัฐบาลเงา” ที่นำโดยอดีตบุคคลสำคัญระดับชาติ คังชินจินเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้าและไม่เกรงกลัวที่จะใช้การพิจารณาคดีมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง เขาต้องเผชิญหน้าและขัดแย้งกับอีฮันยองอย่างรุนแรง ส่วน คิมจินอา (วอนจินอา จากซีรีส์ The Defects, Unicorn, Hellbound) อัยการประจำแผนกคดีอาญา ศาลกลางกรุงโซล เธอเข้ามารับตำแหน่งอัยการด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะจับกุม “จางแทซิก” แห่ง S Group ให้ได้ เธอได้ตัดสินใจร่วมมือกับอีฮันยองที่ยื่นมือเข้ามาช่วย แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สามารถไว้วางใจเขาได้อย่างเต็มร้อย
Play [판사 이한영 1차 티저] 지성, 2035년 적폐 판사➡️2025년 정의 구현 판사로 회귀, MBC 260102 방송
สิ่งที่เราสนใจมาเป็นประเด็นในบทความคราวนี้คือ “รัฐบาลเงา (Shadow Government)” ซึ่งไม่ได้หมายถึง “คณะรัฐมนตรีเงา (Shadow Cabinet)” แบบในระบบรัฐสภาของอังกฤษที่ฝ่ายค้านตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการบริหารของฝ่ายรัฐบาล แต่ในที่นี้มีความหมายที่ดำมืดและซับซ้อนกว่านั้นมาก คือ
เป็นองค์กรเหนือกฎหมาย (Deep State) เป็นกลุ่มบุคคลที่ฝังตัวอยู่ในกลไกอำนาจรัฐมาอย่างยาวนาน เช่น ผู้พิพากษาอาวุโส, อัยการระดับสูง, นายพลในกองทัพ และที่ปรึกษาในบลูเฮาส์ (ทำเนียบประธานาธิบดี) คนกลุ่มนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปตามวาระการเลือกตั้ง แต่จะคอยชักใยและกำหนดทิศทางนโยบายอยู่หลังม่าน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองและพวกพ้อง
เป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ของอดีตผู้นำ (The Loyalists) ในซีรีส์ระบุชัดเจนว่านำโดย “อดีตประธานาธิบดี” ซึ่งหมายความว่าแม้ตัวผู้นำจะลงจากตำแหน่งไปแล้ว แต่เขายังมี “สายสัมพันธ์” หรือ “บุญคุณ” กับคนในศาลและอัยการ (อย่างเช่นตัวละคร คังชินจิน) คนกลุ่มนี้จะคอย “จัดการ” คดีความที่อาจส่งผลกระทบต่ออดีตท่านผู้นำ ทำหน้าที่เป็นโล่กำบังทางกฎหมายและคอยขจัดเสี้ยนหนามทางการเมืองให้เจ้านายเก่า
เป็นพันธมิตรสามประสาน (The Trinity of Power) ในชีวิตจริงและในซีรีส์เกาหลี รัฐบาลเงามักเกิดจากการรวมตัวกันของ 3 ขั้วอำนาจ นักการเมือง/อดีตผู้นำเป็นผู้มอบอำนาจบริหารและเส้นสายในสภา, กลุ่มแชโบล (ธุรกิจยักษ์ใหญ่) มอบเงินทุนมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงเครือข่าย, บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม (ศาล/อัยการ) มอบ “เกราะคุ้มกันทางกฎหมาย” (Legal Immunity) เพื่อให้การกระทำผิดดูเหมือนเป็นเรื่องถูกกฎหมาย
ในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ “รัฐบาลเงา” ไม่ใช่แค่พล็อตในซีรีส์ แต่มันเคยเกิดขึ้นจริงในรูปแบบของ “กลุ่มอิทธิพลมืดที่ควบคุมประธานาธิบดี” และ “เครือข่ายความลับในกองทัพ” ซึ่งส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วประเทศมาแล้ว อาทิ
ชเวซุนชิล
นี่เป็นคดีอื้อฉาวทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเกาหลีใต้ เพราะมันไม่ใช่แค่การคอร์รัปชันทั่วไป แต่คือการที่สามัญชนคนหนึ่งสามารถควบคุมประธานาธิบดีได้เบ็ดเสร็จ จนนำไปสู่การประท้วงขับไล่ครั้งมโหฬารในปี 2016
จุดเริ่มต้นนี้เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 40 ปี ชเวซุนชิล เป็นบุตรสาวของ ชเวแทมิน ผู้นำลัทธิลึกลับนิกายแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ (Yeongsegyo) เมื่อมารดาของ พัคกึนฮเย (อดีตประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ และเป็นลูกสาวของอดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการทหารพัคช็องฮี-ที่บ้านเรารู้จักในนาม ปักจุงฮี) ถูกลอบสังหารในปี 1974 ชเวแทมิน ได้เข้ามาตีสนิทกับพัคกึนฮเย โดยอ้างว่าเขาสามารถสื่อสารกับวิญญาณแม่ของเธอได้ นับแต่นั้นมา ตระกูลชเวจึงกลายเป็น “ที่ปรึกษาทางจิตวิญญาณ” และมีอิทธิพลเหนือ พัคกึนฮเย อย่างมหาศาล จนกระทั่งเธอได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2013 (ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้เราจะเห็นนักการเมืองอาวุโสคนหนึ่งจะคอยปรึกษาแม่หมออยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ในซีรีส์เขียนบทให้นักการเมืองคนนี้เป็นผู้ชาย)
แม่หมอเชวซุนชิลทำหน้าที่คอยชักใยให้พัคกึนฮเยเป็นหุ่นเชิด ความลับนี้มาแตกโพล๊ะเอาเมื่อนักข่าวไปพบแท็บเล็ตเครื่องหนึ่งในกองขยะของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับชเวซุนชิล ภายในมีหลักฐานที่น่าตกใจหลายอย่าง เช่น ชเวแอบแก้ไขสุนทรพจน์สำคัญของประธานาธิบดี รวมถึงนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งที่เธอไม่มีตำแหน่งทางการใด ๆ เธอแทรกแซงนโยบาย มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรี และการปิดนิคมอุตสาหกรรมแคซอง (ความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ) เชวใช้บารมีประธานาธิบดี บีบให้กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung, Hyundai, SK บริจาคเงินรวมกว่า 7 หมื่นล้านวอน (ประมาณ 2 พันล้านบาท) เข้ามูลนิธิ K-Sports และ Mir ที่เธอกุมบังเหียนอยู่ ไปจนถึงใช้เส้นสายช่วยให้ลูกสาวของเธอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาทั้งที่คะแนนไม่ถึง จนเกิดการประท้วงใหญ่ของนักศึกษา
ชเวซุนชิล ทำงานผ่านกลุ่มคนลึกลับที่สื่อเรียกว่า “The Eight Fairies (นางฟ้าทั้งแปด)” ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มสตรีผู้มีอิทธิพลที่คอยบงการนโยบายของรัฐอยู่หลังม่าน รวมถึงการใช้อดีตพนักงานของเธอและคนสนิทเข้าไปฝังตัวในทำเนียบประธานาธิบดีเพื่อคอยรายงานความเคลื่อนไหว
เมื่อความจริงปรากฏ ประชาชนชาวเกาหลีใต้นับล้านคนออกมาเดินขบวนบนท้องถนนทุกวันเสาร์เป็นเวลาหลายเดือน เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีลาออก อดีตประธานาธิบดีพัคกึนฮเย ถูกสภาลงมติถอดถอน ในเดือนธันวาคม 2016 และศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผลในเดือนมีนาคม 2017 เธอถูกตัดสินจำคุกรวม 24 ปี ในข้อหาคอร์รัปชันและใช้อำนาจมิชอบ (ต่อมาได้รับการอภัยโทษในปี 2021 ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ)
ส่วน ชเวซุนชิล ถูกจับกุมและดำเนินคดีหลายกระทง ทั้งการรับสินบน การแทรกแซงกิจการรัฐ และการใช้อำนาจมิชอบ ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 18 ปี ปรับเงิน 1.8 หมื่นล้านวอน และยึดทรัพย์อีก 6.3 พันล้านวอน ปัจจุบันเธอยังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำ พ่วงด้วย อี แจ-ยง (ทายาท Samsung) ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาให้สินบนแก่ชเวซุนชิล เพื่อแลกกับการสนับสนุนจากรัฐบาลในการควบรวมกิจการของ Samsung คดีนี้กลายเป็นแม่แบบของซีรีส์หลายเรื่องในปัจจุบันรวมถึง The Judge Returns นี้ด้วย
ฮานาฮเว
กรณีของกลุ่ม “ฮานาฮเว (Hanahoe – สมาคมหนึ่งเดียว)” ถือเป็น “รัฐบาลเงา” ที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ เพราะเป็นกลุ่มที่ใช้ กระบอกปืน และสายเลือดทหาร ในการยึดครองประเทศยาวนานกว่าทศวรรษ อันมีจุดกำเนิดมาจากสมาคมลับในโรงเรียนนายร้อย
กลุ่มนี้เริ่มก่อตั้งในช่วงปี 1960 โดยกลุ่มนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 11 ของโรงเรียนนายร้อยเกาหลี (KMA) นำโดย ชอนดูฮวาน และ โนแทอู อุดมการณ์ของพวกเขาเน้นความรักพวกพ้องในรุ่นและการจงรักภักดีต่อผู้นำทหาร (ในขณะนั้นคือประธานาธิบดีพัคช็องฮี) สมาชิกจะถูกคัดเลือกอย่างเข้มงวด โดยคัดเฉพาะคนที่ “ใจถึง” และมาจากภูมิภาคคยองซัง (บ้านเกิดของผู้นำกลุ่ม) เท่านั้น มีการสาบานตนว่าจะรักษาความลับเยี่ยงชีวิต
พวกเขามีการทำงานแบบ “รัฐบาลเงา” ภายในกองทัพ ฮานาฮเวฝังรากลึกและทำงานซ้อนทับอยู่ภายใต้โครงสร้างกองทัพปกติอย่างเป็นระบบ มีการเลื่อนตำแหน่งแบบก้าวกระโดด โดยสมาชิกกลุ่มจะได้รับการสนับสนุนให้คุมตำแหน่ง “สายคุมกองกำลัง (Combat units)” รอบกรุงโซล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยึดอำนาจ พวกเขามีช่องทางสื่อสารลับระหว่างกัน ทำให้คนนอกกลุ่มที่แม้จะเป็นผู้บังคับบัญชาตามสายงานปกติก็ไม่สามารถสั่งการสมาชิกฮานาฮเวได้ หากขัดกับมติของกลุ่ม
การยึดอำนาจรัฐประหาร 12.12 (12 ธันวาคม 1979) นี่คือเหตุการณ์ที่แสดงพลังของ “รัฐบาลเงา” นี้ได้ชัดเจนที่สุด หลังการลอบสังหารประธานาธิบดีพัคช็องฮี หัวหน้ากลุ่มในเวลานั้นคือ ชอนดูฮวาน ได้ใช้กำลังทหารในสังกัดฮานาฮเวเข้าจับกุมผู้บัญชาการทหารบก (คนนอกกลุ่ม) โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากรักษาการประธานาธิบดี กลุ่มฮานาฮเวทำการทรยศผู้บังคับบัญชาของตัวเอง แล้วส่งทหารเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ในกรุงโซล จนสามารถกุมอำนาจเบ็ดเสร็จและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด
พวกเขามีการขยายอิทธิพลสู่การเมืองและธุรกิจ เมื่อชอนดูฮวาน เป็นประธานาธิบดี ฮานาฮเวก็แปลงสภาพจากรัฐบาลเงาในกองทัพมาเป็น “ชนชั้นนำระดับประเทศ” สมาชิกกลุ่มลาออกจากทหารมาคุมตำแหน่งรัฐมนตรี, สมาชิกสภา, และบอร์ดบริหารในกลุ่มแชโบล เกิดระบบอุปถัมภ์ที่ใครอยากรุ่งเรืองในหน้าที่การงานต้อง “เข้าสาย” ของฮานาฮเวเท่านั้น
กระทั่งจุดจบมาถึงเมื่อมีการล้างบางโดย คิมยองซัม ความยิ่งใหญ่ของฮานาฮเวดูเหมือนจะไม่มีใครโค่นได้ จนกระทั่ง คิม ยองซัม ประธานาธิบดีสายพลเรือนคนแรกชนะการเลือกตั้งในปี 1993 หลังเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน เขาใช้คำสั่งประธานาธิบดีแบบสายฟ้าแล่บ สั่งย้ายนายทหารระดับสูงที่เป็นสมาชิกฮานาฮเวทั้งหมดในคราวเดียว เพื่อตัดวงจรการก่อรัฐประหาร
ชอนดูฮวาน และ โนแทอู ถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาก่อกบฏและคอร์รัปชัน ชอนดูฮวาน ถูกตัดสินประหารชีวิต (ต่อมาลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิตและได้รับการอภัยโทษ) ส่วนกลุ่มฮานาฮเวถูกสั่งยุบและกลายเป็นกลุ่มต้องห้ามตามกฎหมาย
ใน The Judge Returns ตัวละครอย่าง คังชินจิน ที่สังกัดกลุ่มลับและทำงานให้เจ้านายเก่า (อดีตประธานาธิบดี) คือการจำลองโมเดลของ ฮานาฮเว มาใช้ คือเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ฝังตัวอยู่ในตำแหน่งสำคัญ และพร้อมจะทำทุกอย่าง แม้จะผิดกฎหมายหรือบิดเบือนคำพิพากษา เพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตนเองไว้
บลูเฮาส์ไลน์
หากเปรียบ “ฮานาฮเว” เป็นกลุ่มอิทธิพลที่ใช้ปืน และ “ชเวซุนชิล” ใช้อิทธิพลส่วนตัว กลุ่ม “บลูเฮาส์ไลน์ (Blue House Line) กับเครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Networks)” คือกลุ่มที่ใช้ระบบเส้นสายทางปัญญาและวิชาชีพ ซึ่งถือเป็นรากที่หยั่งลึกที่สุดในสังคมเกาหลีใต้
“รัฐบาลเงา” ในคราบชนชั้นปัญญาชน นิยามของ “The Line(คเย-พัล)” ในเกาหลีใต้ คำว่า “Line” หมายถึง “เส้นสายส่งต่ออำนาจ” ใครที่อยู่ในไลน์ที่ถูกต้องจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง (Fast-track) และการคุ้มครองทางกฎหมาย Blue House Line จึงหมายถึงกลุ่มข้าราชการหรือนักการเมืองที่เคยทำงานใกล้ชิดกับประธานาธิบดีในทำเนียบรัฐบาลบลูเฮาส์ เมื่อคนกลุ่มนี้กระจายตัวไปคุมกระทรวงต่าง ๆ หรือหน่วยงานอิสระ เช่น ศาล, อัยการ, กรมสรรพากร (NTS), และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ (FSS) พวกเขาจะกลายเป็นเครือข่ายที่คอยประสานงานกันนอกรอบ เพื่อตอบสนองความต้องการของ “เจ้านาย(ประธานาธิบดี) ” หรือรักษาอำนาจของกลุ่มตนเอง
พลังของ “เครือข่ายศิษย์เก่า(Hak-yeon)” สังคมเกาหลีใต้ให้ค่ากับสถาบันการศึกษาในระดับที่ “ขีดเส้นโชคชะตา” ของคนได้ เครือข่ายที่ทรงพลังที่สุดคือ “เครือข่ายมหาวิทยาลัย SKY (Seoul National, Korea, Yonsei)” โดยเฉพาะ Seoul National University (SNU) – College of Law จะถูกเรียกว่า S-Line (SNU Line) ในอดีตเกือบ 80-90% ของผู้พิพากษาและอัยการระดับสูงมักจะจบจากที่นี่ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ศิษย์เก่า แต่มีระบบ “รุ่นพี่รุ่นน้อง (Sunbae-Hoobae)” ที่เข้มข้นมาก
การทำงานในเงามืด หากรุ่นน้องที่เป็นอัยการกำลังทำคดีมหาเศรษฐีที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับรุ่นพี่ที่เป็นผู้พิพากษา รุ่นพี่อาจจะ “ขอความกรุณา” ผ่านการนัดทานข้าวหรือตีกอล์ฟ เพื่อให้สำนวนคดีอ่อนลง นี่คือที่มาของคำว่า “Jeon-gwan ye-u (การดูแลอดีตเจ้าหน้าที่) ” คือการให้เกียรติรุ่นพี่ที่เกษียณไปแล้วแต่มาทำงานในบริษัทลอว์เฟิร์มยักษ์ใหญ่
เครือข่ายภูมิภาค (Ji-yeon) หรือสายสัมพันธ์บ้านเกิด นอกจากโรงเรียนแล้ว “บ้านเกิด” คืออีกหนึ่งรัฐบาลเงาที่สำคัญ โดยเฉพาะสาย TK (Daegu-Gyeongbuk) และ PK (Busan-Gyeongnam) ในยุคเผด็จการทหารจนถึงรัฐบาลอนุรักษ์นิยม ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลมักจะถูกผูกขาดโดยคนจากภูมิภาค TK คนกลุ่มนี้จะเกาะกลุ่มกันแน่นหนา หากประธานาธิบดีมาจาก TK เขาจะแต่งตั้งคน TK เข้าไปคุมตำแหน่ง “หูตา” ทั้งหมด ทำให้การตรวจสอบคอร์รัปชันภายในกลุ่มแทบเป็นไปไม่ได้
กรณีศึกษาเชิงลึก “The Living Law (กฎหมายที่มีชีวิต)” ในซีรีส์ ตัวละคร คังชินจิน คือภาพสะท้อนของคนที่เป็น “ศูนย์กลาง” ของเครือข่ายเหล่านี้ มีรุ่นน้องเป็นผู้พิพากษาทั่วประเทศ เคยทำงานในบลูเฮาส์ มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอดีตผู้นำ เชื่อมโยงกับบริษัทลอว์เฟิร์มและ แชโบล เป็นตัวกลางในการนำเงินจากนักธุรกิจมาจ่ายให้ข้าราชการผ่านรูปแบบ “ค่าปรึกษา”
ผลกระทบทำให้เกิด “รัฐบาลที่ประชาชนไม่ได้เลือก” ความน่ากลัวของกลุ่ม Alumni และ Blue House Line คือ ความต่อเนื่อง นักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ข้าราชการเทคโนแครต และตุลาการ ในเครือข่ายนี้อยู่ยาวนาน 20-30 ปี พวกเขาสามารถขัดขวางนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ได้ หากนโยบายนั้นขัดต่อผลประโยชน์ของเครือข่ายตนเอง ผ่านการปฏิรูปอัยการ โดยการใช้กฎหมายเป็นอาวุธกลายเป็นนิติสงคราม
ในชีวิตจริงสังคมเกาหลีเรียกสิ่งนี้ว่า “Solidarity of the Elite (ความสามัคคีของชนชั้นนำ)” ซึ่งประกอบด้วย Hak-yeon (สถาบันการศึกษา), Ji-yeon (ภูมิภาค), Hyeol-yeon (สายเลือด/เครือญาติ) เครือข่ายเหล่านี้ทำงานสอดประสานกันจนกลายเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า “Cartel (คาร์เทล)” ทางอำนาจ ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้ อีฮันยองต้องใช้ “ข้อมูลจากอนาคต” มาทำลาย เพราะในโลกความเป็นจริง เครือข่ายพวกนี้ถูกปกป้องด้วยกำแพงกฎหมายที่หนาแน่นจนแทบจะเจาะไม่เข้า
KCIA/NIS
หากจะพูดถึง “รัฐบาลเงา” ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จและน่าเกรงขามที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ คงหนีไม่พ้น KCIA (ปัจจุบันคือ NIS) หน่วยงานนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สืบราชการลับเพื่อความมั่นคง แต่เคยเป็นมือสังหารและเครื่องมือรักษาอำนาจของผู้นำเผด็จการชนิดที่กฎหมายปกติเอื้อมไม่ถึง
KCIA (Korean Central Intelligence Agency) ก่อตั้งในปี 1961 โดย คิมจงพิล (หลานเขยของประธานาธิบดีพัคช็อง-ฮี) หลังการรัฐประหาร เพื่อทำหน้าที่กำจัดศัตรูทางการเมืองและควบคุมประชาชน ต่อมาในปี 1981 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ANSP (Agency for National Security Planning) ในยุคของชอนดูฮวาน เพื่อลดภาพลักษณ์ความโหดเหี้ยม แต่หน้าที่หลักยังเหมือนเดิม ปัจจุบันเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในปี 1999 เป็น NIS (National Intelligence Service) ในยุคประชาธิปไตย เพื่อปฏิรูปให้เป็นหน่วยข่าวกรองสมัยใหม่ที่เน้นเรื่องเกาหลีเหนือและภัยคุกคามข้ามชาติ
ทำไมถึงถูกเรียกว่า รัฐบาลเงา? ก็เพราะว่าในยุคเรืองอำนาจ KCIA มีอำนาจเหนือทุกกระทรวง มีงบประมาณลับมหาศาลที่ตรวจสอบไม่ได้ ถูกนำไปใช้ซื้อตัวนักการเมืองฝ่ายค้านหรือสร้างสถานการณ์ มีอำนาจจับกุมเบ็ดเสร็จ สามารถจับใครก็ได้มาสอบสวนป้ายสีพวกเขาในฐานะ “สายลับเกาหลีเหนือ” ซึ่งเป็นข้อหาที่ใช้จัดการผู้เห็นต่างได้ง่ายที่สุด
คนกลุ่มนี้แทรกซึมทุกภาคส่วน เจ้าหน้าที่ KCIA จะถูกส่งไปนั่งประจำในสำนักข่าว, มหาวิทยาลัย, และ “ศาล” เพื่อให้แน่ใจว่าคำพิพากษาจะเป็นไปตามที่รัฐต้องการ
กรณีตัวอย่าง 1: การลักพาตัวคิมแดจุง ในปี 1973 นี่คือคดีที่แสดงถึงความอหังการของ KCIA ที่กล้าทำปฏิบัติการนอกประเทศโดยไม่สนกฎหมายสากล ขณะที่คิมแดจุง (ผู้นำฝ่ายค้านขณะนั้น) ลี้ภัยอยู่ในญี่ปุ่น KCIA ได้ส่งสายลับบุกเข้าไปลักพาตัวเขาจากโรงแรมในโตเกียว เขาถูกฉุดขึ้นเรือ มัดมือมัดเท้า และถ่วงน้ำหนักเพื่อเตรียมโยนลงทะเลกลางทาง แต่ปฏิบัติการล้มเหลวเพราะเครื่องบินสอดแนมของสหรัฐตรวจพบเสียก่อน ทำให้ KCIA ต้องปล่อยตัวเขาที่ปูซาน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า KCIA ทำหน้าที่เป็น “สุนัขรับใช้” ที่คอยกำจัดศัตรูทางการเมืองให้ประธานาธิบดีทุกวิถีทางได้แม้แต่ในต่างแดน
2.คดีคณะกรรมการกู้ชาติ (People’s Revolutionary Party) กรณีนี้ถือเป็น “โศกนาฏกรรมทางตุลาการ” ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงศาล เหตุการณ์ในปี 1974 เมื่อ KCIA จับกุมนักกิจกรรมและปัญญาชนหลายสิบคน โดยกล่าวหาว่าเป็นสายลับที่รับคำสั่งจากเกาหลีเหนือมาล้มล้างรัฐบาล มีผู้ต้องหาถูกซ้อมทรมานอย่างหนักเพื่อให้รับสารภาพภายใต้อิทธิพลของ KCIA ศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิตจำเลย 8 คน และ สั่งประหารชีวิตทันทีภายใน 18 ชั่วโมงหลังคำพิพากษาเพื่อไม่ให้มีโอกาสอุทธรณ์หรือขอพระราชทานอภัยโทษ ต่อมาในปี 2007 (หลังผ่านไป 30 ปี) ศาลได้รื้อคดีนี้ขึ้นมาใหม่และพบว่าหลักฐานทั้งหมดถูกทำลายและกุขึ้นโดย KCIA ผู้เสียชีวิตทั้งหมดจึงได้รับคืนความบริสุทธิ์ในวันที่สายไปแล้ว
บทบาทในยุคปัจจุบัน (NIS กับความฉาวใหม่ๆ) แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็น NIS และถูกลดบทบาทลง แต่กลิ่นอายของรัฐบาลเงายังไม่หายจางไป อาทิ คดีบิดเบือนการเลือกตั้งเมื่อปี 2012 NIS ถูกจับได้ว่าจ้างหน่วยปฏิบัติการทางไซเบอร์ให้เขียนคอมเมนต์โจมตีผู้สมัครฝ่ายค้าน เพื่อช่วยให้ พัคกึนฮเย ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี นอกจากนี้ NIS ยังคงถูกกล่าวหาเป็นระยะว่าใช้สปายแวร์สอดแนมโทรศัพท์ของนักการเมืองและนักข่าว
ในซีรีส์ตัวเอกย้อนเวลากลับไป หน่วยงานความมั่นคงหรือคนอย่าง คังชินจิน มักจะมีสายสัมพันธ์ลับกับ NIS พวกเขาสามารถใช้ “ข้อมูลลับ” หรือ “ประวัติเสีย” มาข่มขู่ผู้พิพากษาคนอื่น ๆ ให้ตัดสินตามต้องการ หากใครไม่เชื่อฟัง ก็อาจจะถูกยัดข้อหา “ขายชาติ” หรือ “คอร์รัปชัน” โดยอาศัยหลักฐานที่ NIS สร้างขึ้นมา
กรณีล่าสุด การประกาศกฎอัยการศึกของประธานาธิบดี ยุนซอกยอล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 หรือที่เรียกกันว่า “เหตุการณ์ 12.3” คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในยุคปัจจุบันของการพยายามดึงอำนาจจาก “รัฐบาลในระบอบ” ไปสู่การใช้อำนาจแบบ “รัฐบาลเงา” หรือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านกลไกความมั่นคง
1. การใช้อุดมการณ์ความมั่นคงเพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง เช่นเดียวกับยุค KCIA หรือกลุ่มฮานาฮเว ยุนซอกยอล อ้างเหตุผลในการประกาศกฎอัยการศึกว่าเพื่อกวาดล้างกลุ่มต่อต้านรัฐที่ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ และปกป้องระเบียบรัฐธรรมนูญจากฝ่ายค้านที่ทำตัวเป็นขบวนการกบฏ นี่คือสูตรสำเร็จของกลุ่มอำนาจนิยมในเกาหลีใต้ที่มักจะใช้ข้อหา ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ (Anti-State Forces) มาจัดการกับฝ่ายค้านที่ขัดขวางการบริหารงานของตน
2. ความเชื่อมโยงกับสายสัมพันธ์ศิษย์เก่าและทหารรุ่นน้อง มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้คือ คิมยงฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น เขาเป็นรุ่นน้องโรงเรียนมัธยมเดียวกับประธานาธิบดี ยุนซอกยอล สายสัมพันธ์นี้สะท้อนเรื่อง สายสัมพันธ์ศิษย์เก่า ที่แข็งแกร่งกว่าสายบังคับบัญชาปกติ ทำให้เขากล้าส่งทหารบุกรัฐสภาตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่
3. การเผชิญหน้ากับอำนาจนิติบัญญัติ เหตุการณ์นี้คือความพยายามของฝ่ายบริหารที่จะแช่แข็งระบบตรวจสอบ เมื่อทหารพยายามบุกเข้าไปในสภาเพื่อขัดขวางไม่ให้สมาชิกรัฐสภาลงมติยกเลิกกฎอัยการศึก หากทำสำเร็จรัฐสภาจะถูกปิด และประเทศจะถูกปกครองโดยคนเพียงกลุ่มเดียว (ซึ่งก็คือกลุ่มรัฐบาลเงาในคราบกองทัพและคนสนิท)
ทว่าเหตุการณ์นี้ต่างจากในอดีต เพราะแม้จะมีความพยายามเลียนแบบโมเดลฮานาฮเว เมื่อปี 1979 แต่ผลลัพธ์ในปี 2024 กลับต่างออกไปเพราะ ความตื่นตัวของประชาชน คนเกาหลีใต้ในปัจจุบันไม่ยอมรับการใช้อำนาจนอกระบบอีกต่อไป รวมถึงเทคโนโลยี ทุกอย่างถูกไลฟ์สดและแชร์ไปทั่วโลกในทันที ทำให้การปิดเงียบแบบรัฐบาลเงาในอดีตทำได้ยาก ความเข้มแข็งของระบบรัฐสภา สมาชิกสภา (ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลบางส่วน) กล้าเสี่ยงตายปีนรั้วเข้าไปลงมติคัดค้าน จนกฎอัยการศึกถูกยกเลิกภายในไม่กี่ชั่วโมง
ในซีรีส์เรื่องนี้มักพูดถึงการที่ฝ่ายบริหารพยายามใช้อำนาจพิเศษเพื่อกดหัวฝ่ายตุลาการและนิติบัญญัติ ซึ่งสะท้อนกรณีของ ยุนซอกยอล ที่ใช้สิ่งนี้ในภาคปฏิบัติชีวิตจริง ของความพยายามนั้น มันแสดงให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้จะเป็นประชาธิปไตยแล้วแต่เชื้อไฟของการอยากใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแบบ “รัฐบาลเงา” ยังคงแฝงตัวอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มเสมอ เหตุการณ์นี้จบลงด้วยการที่ ยุนซอกยอล ถูกยื่นถอดถอนและกลายเป็นตราบาปครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้
ดูละครแล้วย้อนดูไทย เมื่ออำนาจเงาและนิติสงครามกลายเป็นกับดักทางอำนาจ การติดตามการต่อสู้ของผู้พิพากษาในซีรีส์เกาหลี สะท้อนภาพจำลองของประเทศไทยได้เช่นกัน เพราะบ้านเราก็มีอำนาจมืดและการรัฐประหารที่สามารถหยั่งรากลึกผ่านกลไกที่เรียกตัวเองว่าองค์กรอิสระ ซึ่งทำหน้าที่ฟอกขาวความผิดให้เป็นกลายเป็นถูก และใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ทำลายเจตจำนงของประชาชนจนไม่อาจเอาผิดใครได้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นมาอย่างช้านานนี้ยังถูกหล่อเลี้ยงด้วยเครือข่ายยุยงปลุกปั่นที่บิดเบือนข้อเท็จจริง จนทำให้ภาคประชาชนบางส่วนตกอยู่ในสภาวะมืดบอดและมองไม่เห็นหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากล ซ้ำร้ายกว่านั้นคือการสร้างวาทกรรมอันบิดเบี้ยวที่ตีตราความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยว่าเป็นการ ‘ชังชาติ’ หรือ ‘ฝักใฝ่ศัตรู’ เปลี่ยนผู้ที่โหยหาความถูกต้องให้กลายเป็นผู้ทำลายชาติในสายตาคนกลุ่มหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำว่าหากตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมและองค์กรตรวจสอบยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของระบอบอุปถัมภ์ สรวงสวรรค์ที่สงบสุขย่อมเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของสิทธิเสรีภาพประชาชน
คุณคิดว่าประเทศไทยมี “รัฐบาลเงา” แบบเดียวกับของเกาหลีใต้หรือไม่?