โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รีเซ็ต NT สู่ยุคใหม่ ปรับโครงสร้าง-ตั้งบริษัทลูก ปูทางสู่ “กรมทางหลวงดิจิทัล”

PostToday

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 23.00 น.

จากการยอมรับของ พ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ซึ่งคาดการณ์ตัวเลขขาดทุนตามแผนประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากสองส่วน คือการไม่มีรายได้จากพันธมิตรโมบายล์ และค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากโครงการเกษียณก่อนกำหนด นั้น

ต่อเรื่องนี้ นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อสร้างความอยู่รอดให้กับ NT ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยระบุว่าภารกิจเร่งด่วนคือการปฏิรูปองค์กรให้เป็นองค์กรยุคใหม่ที่คล่องตัวและสามารถแข่งขันได้ในตลาด

วิกฤตรายจ่ายประจำพุ่งสูง-เร่งปรับโครงสร้างคน

ปลัดกระทรวงดีอี ระบุว่า ปัจจุบัน NT มีโครงสร้างองค์กรแบบเดิมที่ทำให้มี รายจ่ายประจำสูงกว่า 75% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) ซึ่งปัจจุบันดำเนินมาเป็นรอบที่ 3 แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือภาวะ "คนเก่งลาออก" ในขณะที่คนไม่ทำงานยังคงอยู่ ทำให้กระทรวงต้องเร่งปรับเงื่อนไขเพื่อรักษาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถไว้กับองค์กรให้ได้

นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติแผนปรับโครงสร้างบอร์ดเบื้องต้น เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการ โดยจะมีการยุบรวมฝ่ายปฏิบัติการที่ทับซ้อนกัน และบรรจุตำแหน่งรองผู้บริหารเพียงบางส่วนเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานโดยเตรียมประกาศโครงสร้างใหม่ในเดือนเม.ย.2569 ที่จะถึงนี้ ควบคู่กับการเริ่มกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่แทน พ.อ.สรรพชัยย์ ที่กำลังจะหมดวาระในเดือน ก.ค.2569 อีกด้วย

ดันโมเดลบริษัทลูก เล็งดึงพันธมิตรร่วมทุน-เข้าตลาดหุ้น

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้ NT อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนคือ แนวคิดการจัดตั้งบริษัทลูก สำหรับธุรกิจที่มีศักยภาพสูง เช่น บริการ Data Center หรือ Cloud (โครงการ GDCC คลาวด์ภาครัฐ) โดยมุ่งเน้นการหาพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategic Partner) เข้ามาร่วมทุน

"เราต้องการลดความเป็นรัฐวิสาหกิจลงในส่วนของบริษัทลูก เพื่อให้สามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น โดยใช้ โมเดลคล้ายกับ ปตท.สผ. ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการมีความยืดหยุ่นและเป็นสากลมากขึ้น"

มุ่งสู่การเป็น "กรมทางหลวงดิจิทัล"

นายพชร ยังได้ฉายภาพอนาคตของ NT และกระทรวงดีอีว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นเหมือน "กรมทางหลวง" ในโลกดิจิทัล ที่ทำหน้าที่สร้างเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้คนทั้งประเทศสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างมีมาตรฐาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (WDCR) ให้กลับมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นหลังจากที่ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 38 ในปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การปฏิรูป NT ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ที่กระทรวงกำลังเร่งร่างขึ้น เพื่อให้หน่วยงานภายใต้สังกัดเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันและรองรับภารกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

กระทรวงดีอีกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการองค์กร เนื่องจากในปัจจุบันภารกิจของกระทรวงได้ขยายตัวครอบคลุมงานของทุกกระทรวง แต่จำนวนกำลังคนในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

พชร อนันตศิลป์

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างภายในครั้งใหญ่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรองรับภารกิจที่ขยายตัวดังกล่าว โดยปลัดกระทรวงดีอีตั้งเป้าหมายให้กระทรวงในอนาคตทำหน้าที่เสมือน "กรมทางหลวงดิจิทัล" ที่มุ่งสร้างเส้นทางและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เป็นมาตรฐานสำหรับคนทั้งประเทศ ซึ่งโครงสร้างนี้จำเป็นต้องทำเรื่องถึง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ต่อไป

อีกภารกิจที่สำคัญในปีนี้ คือ การยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับใหม่ (แผน 5 ปี) ซึ่งจะหมดในปี 2570 เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานดิจิทัลในประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

แผนฉบับใหม่นี้จะมีการบรรจุเรื่อง "กิจการอวกาศ" และ "เทคโนโลยีสมัยใหม่" เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีการดำเนินงานที่สอดคล้องและเป็นเอกภาพ รวมถึงการทำงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สพร. หรือ DGA และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ที่อยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มากกว่าการผลักดันให้ทั้ง 2 หน่วยงานกลับมาอยู่ภายใต้กระทรวงดีอี

ส่วนประเด็นการตั้งรัฐบาล หากจัดตั้งได้เร็ว ประเทศก็จะเดินหน้าต่อหาก เลื่อนไปหลังเดือนมิถุนายน จะส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะจะเท่ากับว่าไม่สามารถใช้งบประมาณปี 2569 ได้เต็มที่ งบประมาณทั้งปีอยู่ที่ราว 3 ล้านล้านบาท หากใช้ได้เพียง 70% เท่ากับว่าเงินหายไปถึง 1 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้หายไปจากระบบเศรษฐกิจโดยตรง และย่อมกระทบต่อการเติบโตของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายจีดีพีที่อยากให้ถึง 3% ก็จะทำได้ยาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...