โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วัยเรียนมาเช็กกัน! นี่เรากำลังหักโหมเกินไปหรือเปล่า?

Dek-D.com

เผยแพร่ 15 มี.ค. 2565 เวลา 12.51 น. • DEK-D.com
ช่วงใกล้สอบ เราหักโหมกันมากเกินไปรึเปล่านะ มาเช็กไปพร้อมๆ กันเลย!

Spoil

  • สภาพสังคมปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง และทำให้เราต้องพยายามหนักขึ้นจนบางครั้งกลายมาเป็นการหักโหมตัวเองมากเกินไป (Overwork)
  • การที่เราหักโหมมากเกินไปส่งผลเสียต่อตัวเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • เมื่อรู้ว่าเรากำลังหักโหมมากเกินไปลองหันมาให้ความสำคัญกับการกินให้ถูกหลัก การพักผ่อนให้มากขึ้น และปรับวิธีการเรียน-อ่านหนังสือ เช่น เขียน To do list

น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Karohi (คาโรชิ)หรือการทำงานหนักจนตายในประเทศญี่ปุ่น (Death from overwork) มาบ้างใช่ไหมคะ? แต่ปัจจุบัน Karoshi ไม่ได้มีแค่ที่ญี่ปุ่นแล้วและยังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลกเลย รู้ไหมคะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่วัยทำงานเท่านั้น! วัยเรียนอย่างเราก็สามารถเกิดสภาวะหักโหมมากเกินไปได้

เคยไหมคะ…เพียงแค่จับหนังสือหรือเห็นหน้าปก ก็รู้สึกเหนื่อย ปวดหัว พะอีดพะอม?พี่ออมอยากชวนน้องๆ มาคิดกันเล่นๆใน 1 วันเรานั่งเรียนปกติก็กินเวลาไปประมาณ 8 ชั่วโมงแล้วถูกไหมคะ ยังไม่นับการเรียนพิเศษหรือการทำการบ้าน-อ่านหนังสืออีก บางคนรวมๆ แล้วอาจจะยาวไปถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเท่ากับครึ่งนึงของชีวิตเราใน 1 วันเลยค่ะ!

แล้วการหักโหมทำบางสิ่งมากจนเกินไปจะทำให้เราเป็นอะไรล่ะ?มันก็ดีไม่ใช่หรอ?

อาจจะดีในด้านของงานที่มันสำเร็จลุล่วง ทว่า! ปัญหาสุขภาพกำลังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างที่เราไม่ได้ตั้งตัวเลยละค่ะยกตัวอย่างเช่น นั่งอ่านทั้งสือทั้งวันทั้งคืนไม่พักเลย น้องๆ ลองคิดตามพี่ออมว่าร่างกายเราจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? ถ้าเรานั่งอิริยาบถเดิม ไม่ค่อยมีการขยับร่างกาย บางครั้งเราก็เกร็งไหล่ แขน หรือใช้สมองนานๆ ผลที่ตามมาก็คือปวดหัว ปวดคอ ปวดหลัง และอาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้จากการที่เราไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลย มากไปกว่านั้นหากเราจดจ่อกับการอ่านหนังสือหรือทำงานมากจนเกินไป ย่อมทำให้เกิดความเครียด แรงกดดัน และนำมาสู่ปัญหาทางจิตใจได้อีกด้วยค่ะ เห็นไหมคะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันส่งผลถึงกันหมดเลย เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง!

สภาพสังคมปัจจุบัน กดดันว่า “ยังพยายามไม่มากพอ”

ด้วยสภาพสังคมในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง การทำงานหนักจึงจะถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา มิหนำซ้ำสังคมในปัจจุบันยังให้คุณค่ากับคนที่ทำงานหนัก (Work hard) ว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และค่านิยมเชิดชูคนที่ผลงานหรือความสำเร็จและโทษคนอื่นที่ล้มเหลวว่า “ยังพยายามไม่มากพอ” ทั้งๆ ที่ความจริงหากเรามองลึกลงไปเราจะพบว่าคนเรานั้นไม่เหมือนกันในหลากหลายด้าน ดังนั้นเราไม่สามารถนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ทุกเรื่อง

ต้องยอมรับเลยว่าตลอดเวลาสองปีนับตั้งแต่เกิดโรคระบาดขึ้น ต่างส่งผลให้วิถีชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไป การเรียนออนไลน์ทำให้เวลาพักกับเวลาทำงานแทบจะแยกกันไม่ออก ชีวิตส่วนตัวกับชีวิตการเรียนแทบจะเป็นอย่างเดียวกันเลย

สิ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นปัจจัยทำให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราต้อง active มากกว่านี้ ทำให้ดีกว่านี้อ่ะ! แต่พี่ออมไม่ได้จะบอกความขยันเป็นเรื่องไม่ดีนะคะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดละ…จริงๆ แล้ว การมีแพสชัน, มีแรงผลักดันให้ขยันเป็นเรื่องที่ดีแต่มันต้องมีลิมิตนะ หลายครั้งที่เรากดดันตัวเองมากเกินไปก็จะพัฒนามาเป็นการหักโหม, ทำงานหนักเกินตัว (Overwork) โดยที่เราไม่รู้ตัวเองได้ค่ะ

สัญญาณเตือนว่าเรากำลังหักโหมเกินไปหรือเปล่า?

  • เหนื่อย อ่อนเพลีย รู้สึกหมดแรง
  • มีอาการปวดหัวการปวดหัวจากความเครียดมีหลายอาการ ตั้งแต่ลักษณะปวดบีบๆ เหมือนมีอะไรมารัดที่ศีรษะ หรืออาจเจ็บแปล๊บๆ บางคนปวดข้างเดียวคล้ายไมเกรน การปวดหัวของแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนปวดหัวบ่อยๆ, บางคนนานๆ ปวดทีแต่ปวดนานเป็นชั่วโมง แต่ถ้าปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน อาจมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วยนะคะ
  • นอนไม่หลับยิ่งเรามีความเครียดจากการเรียนหรือการทำงานก็ยิ่งทำให้มีปัญหาการนอนมากขึ้นได้ค่ะ
  • ยอมไม่นอนเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จงานไม่เสร็จ บทนี้ไม่จบ เราไม่นอน! แม้ว่าจะง่วงแค่ไหนก็ตาม ข้อนี้ใครเป็นบ่อยๆ บ้าง? น้องๆ บางคนช่วงใกล้สอบได้นอนกันเพียง 3-6 ชั่วโมงเท่านั้น (หลายคนไม่ได้นอนไปสอบกันก็มี)
  • รู้สึกไม่มีสมาธิซึ่งเกิดจากการที่เรามีสิ่งที่ต้องทำเยอะเกินไป จนทำให้เราไม่รู้ว่าจะโฟกัสตรงไหนก่อนค่ะ
  • ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลงความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ยิ่งส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายเราลดลงได้ค่ะ เตรียมตัวมาอย่างดี มาป่วยวันสอบก็ไม่โอเคน้า
  • อารมณ์เสียบ่อยๆซึ่งอาจเกิดจากความวิตกกังวลหรือความกดดันจากการทำงานค่ะ
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงบางคนเรียนหรือทำงานหนักติดต่อกันจนไม่มีเวลากินข้าว หรือบางทีก็สั่งอาหาร Junk food เพราะสะดวกรวดเร็ว และทานง่าย โดยไม่คำนึงถึงสารอาหารที่เราจะขาดหรือได้รับมันมากเกินไปค่ะ

สัญญาณเหล่านี้ สามารถนำไปสู่โรคต่างๆ ได้มากมายเลยค่ะ เช่น โรคนอนไม่หลับ โรคเครียด ปวดหลัง ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลงก็เสี่ยงติดเชื้อ-ป่วยได้ง่ายขึ้น ไม่ทานข้าวหรือทานข้าวไม่ตรงเวลาก็ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะ แม้กระทั่งทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ การได้รับแต่สารอาหารบางเกินไปอาจทำให้เกิดโรคอ้วนหรือขาดสารอาหารได้นะคะ

น้องๆ เคยได้ยินคำว่าภาวะหมดไฟ หรือ Burn out ไหมคะ? โดยจะมีอาการหดหู่ รู้สึกซึมเศร้าเมื่อต้องทำสิ่งๆ นั้น อารมณ์แปรปรวน ไม่พอใจในการทำงาน ภาวะหมดไฟมีหลายระยะ หากเป็นระยะที่หนักมากๆ จะถึงขั้นรู้สึกตัวเองสิ้นหวัง ล้มเหลว สูญเสียความมั่นใจและสามารถพัฒนาเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยค่ะ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย!

ก่อนที่จะสายเกินไป….เราจะแก้ไขอย่างไรดี ?

  • ความต่อเนื่องดีกว่าการหักโหมตัวเองนะคะ บางคนบอกว่าตัวเองจะสามารถอ่านหนังสือได้ดีก็ต่อเมื่อเวลาใกล้เข้ามา การวางแผนให้ทันเวลาจะดีกว่ามาเร่งตอนท้ายนะคะเมื่อถึงเวลาใกล้สอบหรือใกล้ส่งงานหากเราทำไม่เสร็จ สิ่งที่จะแถมมากับแพสชันคือความเครียดค่ะ พอเครียดแล้วก็จะลนลาน หลุดโฟกัส ความจำก็จะยิ่งแย่ด้วย
  • การพูดคุยกับคนรอบข้างช่วยได้ค่ะ! ยกตัวอย่างเช่น ชวนคุยเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน, งานอดิเรก, เพลงที่ชอบฟัง, เทรนด์ที่กำลังมาในตอนนี้ เป็นต้น แต่แน่นอนในปัจจุบันที่เราเรียนออนไลน์กันเราจะไปหาเพื่อนจากไหนล่ะ? ไม่ยากเลย ลองยกโทรศัพท์กดโทรหาเพื่อนเม้าท์มอยเรื่องสัพเพเหระดูค่ะ การที่เราได้พูดคุย หัวเราะ ได้โต้ตอบบ้าง มันให้เราผ่อนคลายได้มากเลยนะ
  • ก่อนนอนลองทำสมาธิหรือถ้าใครอยากท้าทายชีวิตหน่อยลองเล่นโยคะดูก็ได้นะคะจริงๆ แล้วการเล่นโยคะก็เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งนั่นแหละค่ะ ทำให้หลับสบายขึ้นด้วยนะ
  • หากรู้สึกว่ามีงานมากมายที่ต้องทำแล้วเราจัดการไม่ได้ การเขียนสิ่งที่ต้องทำ หรือ To do list เป็นสิ่งที่ช่วยเราได้มากทีเดียวคะบางคนคิดว่ามีงานที่ต้องทำอยู่แค่ 3-4 อย่าง จะเขียนทำไม? เชื่อพี่ออม ลองเขียนดูนะคะ แล้วทำไปตามแพลนที่เราตั้งไว้ พอทำเสร็จก็เช็กไปทีละข้อ แบบนี้จะทำให้เรารู้สึกมีระบบมากขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าต่อไปต้องทำอะไร ดีกว่าเราต้องมานั่งนึกนะ!
  • ให้เวลาพักกับตัวเองบ้างอย่างใน To do list ของเราควรเขียนเวลาพักไว้ด้วย เช่น พักกลางวัน พักเบรก เป็นเหมือนการกำหนดตารางเวลาให้กับตัวเอง หลังเรียนเสร็จลองหันมาการออกกำลังกายตามความสะดวกของแต่ละคน อย่ามองข้ามประโยชน์ของการออกกำลังกายนะคะ ทำให้ร่างกายหลั่งสารช่วยลดความเครียด ทำให้เรานอนหลับสบายขึ้น แล้วก็เป็นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับเราด้วย ลองเริ่มจากการออกกำลังกายง่ายๆ เช่น การเดิน ก่อนก็ได้ค่ะ
  • เตรียมผลไม้มาไว้บนโต๊ะหรือข้างๆ ตัวระหว่างเรียนหากรู้สึกหิวก็หยิบมากินได้เลย ดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ สมมติเย็นนี้เรียนเสร็จแล้วลองคิดเมนูอาหารดีๆ เผื่อไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ด้วยยิ่งดีเลย จะช่วยลดการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ลงได้ค่ะ
  • ระหว่างการนั่งเรียนหรือทำงาน ลองลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เปลี่ยนท่าทางระหว่างวันกันบ้างทำให้กล้ามเนื้อได้รับการยืดเหยียด ลดความเมื่อย เลือดไหลเวียนสะดวกมากขึ้น สมองจะปลอดโปร่ง ความจำดีกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ (แนะนำ คลิปนี้ทำตามง่ายและสนุกด้วยโกโก!)

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราทำมันไปเพื่ออะไรแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร ขยันอย่างต่อเนื่องย่อมดีกว่าหักโหมทำในตอนใกล้ๆ อย่าลืมมีเวลาให้ร่างกายพักผ่อน เติมพลังให้ตัวเองก่อนแล้วค่อยสู้ต่อนะ ที่สำคัญอย่าลืมเห็น “คุณค่าในตัวเอง” สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเรียน/ทำงาน ด้วยความแฮปปี้และสัมฤทธิ์ผลมากยิ่งขึ้นค่ะ :)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...