นายกฯ ย้ำ “ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว” หนุนกองทัพทุกรูปแบบ-ครม. คุมเข้ม ม.28 สกัดการเมือง สั่งหน่วยงานจัดประชานิยม
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
- นายกฯย้ำ “ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว” หนุนกองทัพทุกรูปแบบ
- เมิน ‘ฮุน เซน’ เปิดคลิปเก่า หวังผลการเมือง
- มอบ ‘สีหศักดิ์’ แจงข้อเท็จจริงชาวโลก แก้ปมกัมพูชาบิดเบือนข่าว
- สั่ง มท.-ปภ. เร่งโอนงบเยียวยาผู้อพยพ
- สั่งคลังปรับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรคนจน’ ก่อนเปิดลงทะเบียนรอบใหม่
- มติ ครม.คุมเข้ม ม.28 สกัดการเมืองสั่งหน่วยงานรัฐจัดประชานิยม
- หนุนต่างชาติจ้างบริษัทไทยผลิตคอนเทนต์ เกิน 5 ล้าน รับ 20%
- ค้ำ EXIM bank กู้ธนาคารโลก 6,494 ล้าน ทำโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ
- ปรับมาตรการ EV3-3.5 เพิ่มความยืดหยุ่น-ป้องกันล้นตลาด
- ตั้ง ‘พรชัย ฐีระเวช’ คุมบอร์ดออมสิน- ‘ธีรลักษ์ แสงสนิท’ ประธาน ยสท.
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทินมอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
นายอนุทิน ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่รัฐบาลอาจยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 155 เพื่อขอความเห็นรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดิน ว่า “พรุ่งนี้ (10 ธ.ค.) ขอประชุมเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก่อน”
ถามต่อว่ารัฐบาลยังมีแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ยัง…ใครพูด” และเสริมว่า “ตอนนี้มีเรื่องความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ เราต้องให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ให้กำลังใจเขาเยอะๆ”
มอบ ‘สีหศักดิ์’ แจงข้อเท็จจริงชาวโลก แก้ปมกัมพูชาบิดเบือนข่าว
เมื่อถามว่า หลังจากที่ได้รับรายงานกัมพูชาใช้โดรนพลีชีพ นายกฯ ได้กำชับอะไรให้ผู้ปฏิบัติงาน โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ฝ่ายกองทัพเขารับทราบ และมีแผนเผชิญเหตุของเขาอยู่แล้ว เราต้องให้กำลังใจเขาเยอะๆ อย่าเพิ่งไปวิพากษ์วิจารณ์การทำงานใดๆ ของพี่น้องทหาร”
ผู้สื่อข่าวถามต่อเรื่องข้อมูลข่าวสาร เมื่อรัฐบาลไทยแถลงอย่างหนึ่ง แต่กัมพูชาบิดเบือนไปแถลงอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องมีการอธิบายเชิงรุกกับนานาประเทศอย่างไร
นายอนุทิน ตอบว่า “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตทั่วโลกมารับฟังคำอธิบาย ซึ่งนายสีหศักดิ์ได้ไปชี้แจงที่ UN และที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวา มีความชัดเจนอยู่แล้ว”
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือด้านการทูต และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ข้อมูลทั้งหมดไม่มีปรุงแต่ง เป็นข้อมูลกับความจริง ไม่อย่างนั้นเราไปพูดกับโลกไม่ได้” นายอนุทิน กล่าวย้ำ
เมื่อถามว่าทางกัมพูชาได้ติดต่อมาเจรจาหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ไม่มี” ถามต่อว่าไม่ได้ติดต่อ หรือ เราไม่เจรจา นายอนุทิน ตอบว่า “ตอนนี้เราดำเนินการในสิ่งที่ควรจะต้องดำเนินการแล้ว ประเทศไทยได้แสดงความเป็นประเทศไทยให้ผู้ที่คิดไม่ดีกับประเทศเราได้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น ตอนนี้ให้กำลังใจกับผู้ที่กำลังปกป้องอธิปไตยและแผ่นดินของเราดีกว่า”
ย้ำ “ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว” หนุนกองทัพทุกรูปแบบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ จะไม่มีเหตุการณ์แบบในอดีตที่มีเสียงขอให้ทหารหยุดใช่หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ไม่มี ไม่มี” พร้อมกล่าวต่อว่า “ตอนนี้หยุดไม่ได้แล้ว ให้คำมั่นสัญญากับกองทัพแล้วว่ากองทัพดำเนินการตามแผนการที่ได้คิดไว้อย่างเต็มที่ รัฐบาลให้การสนับสนุนทุกรูปแบบ”
ผู้สื่อข่าวบอกว่า จนกว่ากองทัพกัมพูชาจะสิ้นสภาพใช่หรือไม่ ทำให้ นายอนุทิน รีบตอบทันทีว่า “กองทัพเขา ไม่ใช่กองทัพเรา กองทัพเราไม่มีวันสิ้นสภาพ”
เมิน ‘ฮุน เซน’ เปิดคลิปเก่า หวังผลการเมือง
นายอนุทิน ตอบคำถามกรณีที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา แฉภาพถ่ายในอดีตที่นายกฯ ร่วมเฟรมกับผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา และโจมตีเพื่อหวังกระแสทางการเมือง ว่า “ตอนนี้ไปกินก๋วยเตี๋ยว ไปกินก๋วยจั๊บ ไปกินข้าวต้มที่ไหน ก็มีแต่คนเข้ามาทักและให้กำลังใจ คงไม่ต้องไปสร้างกระแสตามที่คนต่างชาติเขาว่า”
สุดท้าย ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่สมเด็จฮุน เซน ใช้วิธีการแบบสแกมเมอร์ ใช่หรือไม่ โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ผมไม่ได้สนใจตรงนั้น นี่ประเทศไทย ผมสนใจและต้องกังวลและต้องดูแลประชาชนคนไทยเท่านั้น คนอื่นผมไม่สน”
‘ไตรศุลี’ ปัดข่าว ตปท.อ้างไทยตอบรับหยุดยิง “ไม่เป็นความจริง”
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายงานว่า ไทยตอบรับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับการหยุดยิงกับกัมพูชาในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่สอดคล้องกับจุดยืนที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไทยได้แสดงไว้
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ตอบรับ หรือ หารือในลักษณะข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ กับฝ่ายมาเลเซีย ทั้งยังยืนยันจุดยืนตามที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่อาจหยุดปฏิบัติการได้ และกองทัพไทยต้องดำเนินการตามแผนที่วางไว้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดน
“ตามที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ ได้กล่าวชัดเจนว่า ไทยยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อเจรจาจากกัมพูชา และรัฐบาลยังคงดำเนินการในสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพชายแดน พร้อมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด” น.ส.ไตรศุลี กล่าว
น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงข้อมูลต่อเอกอัครราชทูตทั่วโลก และยืนยันข้อเท็จจริงบนเวทีสหประชาชาติแล้วว่า ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเหตุปะทะ พร้อมย้ำว่าการสื่อสารของรัฐบาลไทยตั้งอยู่บนข้อมูลจริง ไม่มีการปรุงแต่ง ทั้งนี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น ไม่หลงเชื่อข้อมูลคลาดเคลื่อนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างความสับสนในช่วงสถานการณ์อ่อนไหว
สั่ง มท.-ปภ. เร่งโอนงบเยียวยาผู้อพยพ
นายสิริพงศ์ รายงานว่า นายกฯ แจ้งให้ที่ประชุม ครม. ทราบถึงแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (8 ธ.ค. 68) ว่าที่ประชุม สมช.มีมติยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. จะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น โดยนายกฯ มอบหมายไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลประชาชนที่ต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย
2. ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา
3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“นายกฯ ขอให้กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและโอนเงินได้ อย่าให้เกิดความล่าช้าเหมือนในการโอนรอบที่ผ่านมา” นายสิริพงศ์ กล่าว
ทั้งนี้ นายกฯ ยังกล่าวในช่วงท้ายของการประชุม ครม. ว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด
จี้ ปภ.เร่งแก้ปัญหาเบิกจ่ายเยียวยาน้ำท่วมอืด
นายสิริพงศ์ กล่าวถึงเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
ปรับเกณฑ์คัดกรอง ‘บัตรคนจน’ ก่อนเปิดลงทะเบียนรอบใหม่
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ
“นายกฯ มีข้อห่วงใยหลังได้รับการร้องเรียนเรื่องหลักเกณฑ์รายได้และทรัพย์สิน เนื่องจากบางคนรายได้เข้าเกณฑ์ คือ ไม่เกิน 100,000 บาท แต่ทราบภายหลังว่ามีทรัพย์สินมูลค่ามาก จึงทำให้รอบที่ผ่านมาการจ่ายเงินเป็นไปอย่างมีข้อคลางแคลงใจ” นายสิริพงศ์ กล่าว
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า นายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนหลักเกณฑ์เหล่านี้ทุกมิติ เพื่อให้การสำรวจบัตรสวัสดิการรอบใหม่ เป็นไปด้วยความเป็นธรรม
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้ และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด
มติ ครม.มีดังนี้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
หนุนต่างชาติจ้างบริษัทไทยผลิตคอนเทนต์ เกิน 5 ล้าน รับ 20%
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตคอนเทนต์ของต่างชาติ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า มาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
(1) วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการผลิต ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ส่งเสริม ศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระดับนานาชาติ ส่งเสริมการจ้างแรงงานไทย พัฒนาทักษะและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูล ค่าใช้จ่ายเพื่อกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อไป
(2) ผู้มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ คือ บริษัทต่างชาติที่มีสัญญาจ้างบริษัทไทยวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อสัญญา และมอบหมายให้ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้ยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์แทน โดยผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้รับจ้าง ต้องเป็นนิติบุคคลด้านแอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ หรือ “Post-Production” มีผู้ถือหุ้นและกรรมการ กึ่งหนึ่งเป็นคนไทย เปิดกิจการไม่น้อยกว่า 2 ปี มีค่าใช้จ่ายจ้างพนักงานไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย
(3) สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ เงินสนับสนุนร้อยละ 20 ของค่าจ้างตามสัญญา
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตคอนเทนต์ของต่างชาติ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ และเห็นสมควรที่กระทรวงวัฒนธรรมจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เหมาะสม และศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวอย่างรอบคอบ ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ สิทธิประโยชน์ วิธีการ และเงื่อนไขการดำเนินงานที่ชัดเจนเหมาะสม และโปร่งใส ให้ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุน การจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงานไทย ผลลัพธ์ตอบแทนต่อเศรษฐกิจไทย รวมทั้งสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และไม่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้โดยไม่จำเป็น
สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นหากกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถแสดงให้เห็นถึงที่มาของการคำนวณอัตราการคืนเงิน ที่เหมาะสม และพิจารณาแล้วเห็นว่าการจ่ายเงินคืนตามมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ มีความคุ้มค่า และคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญแล้ว ก็เห็นควรให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็น และสอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงตามขั้นตอนต่อไป โดยพิจารณาให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี
คุมเข้ม ม.28 สกัดการเมืองสั่งหน่วยงานรัฐจัดประชานิยม
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงิน การคลังฯ และให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. หลักเกณฑ์ของการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ
การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
- เป็นการดำเนินการที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายนั้น และ
- เป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อฟื้นฟู หรือ กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือ เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรม และ
- เป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณตามปกติ รวมถึงไม่สามารถขอรับจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ และ
- เป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือ ประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 หรือเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันสำหรับสินค้า หรือ กิจกรรมใด ๆให้กับผู้ประกอบการ หรือประชาชนโดยตรง
2. ข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำเพื่อขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือ โครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ
การขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดทำรายละเอียดข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1) เหตุผลความจำเป็นในการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ
2) วัตถุประสงค์ของการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และความสอดคล้องของยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาลแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
3) คำชี้แจงถึงความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือ โครงการตามมาตรา 28 ที่สามารถกระทำได้ตามข้อ 1.
4) แผนบริหารจัดการกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ
5) หน่วยงานที่ขอรับจัดสรรงบประมาณ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่าย หรือ การสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้น
6) ภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตจากการดำเนินโครงการ รวมถึงผลการวิเคราะห์ประโยชน์และความคุ้มค่าจากการดำเนินโครงการ
7) ผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายการดำเนินโครงการ
8) แนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลังของรัฐและผลกระทบจาก
9) อื่น ๆ (ถ้ามี)
3. ขั้นตอนการเสนอขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือ โครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ
ในการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ หน่วยงานเจ้าของโครงการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1) หน่วยงานเจ้าของโครงการเสนอเรื่องให้รองนายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือ รัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณี พิจารณาให้ความเห็นชอบ และจัดทำหนังสือนำส่งข้อมูล ที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำเพื่อขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ตามข้อ 2 มายังกระทรวงการคลัง
2) กระทรวงการคลังจะพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ
3) เมื่อนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว กระทรวงการคลังจะมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานเจ้าของโครงการนำเรื่องเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณี
ประโยชน์และผลกระทบ
หลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ ความคุ้มค่า ภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วย วินัยการเงินการคลังของรัฐ
ค้ำ EXIM Bank กู้ธนาคารโลก 6,494 ล้าน ทำ ‘เมืองคาร์บอนต่ำ’
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน และอนุมัติให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) จากธนาคารโลก โดยให้ ธสน. ขออนุมัติการกู้เงินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
1. ประเทศไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและแสดงเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยเข้าร่วมความตกลงปารีส (Paris Agreement) และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) โดยความตกลงปารีส (Paris Agreement) กำหนดให้ประเทศภาคีดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDC) ของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ในการประชุม COP26 ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) ดังนั้น การผลักดันบทบาทของประเทศไทยในตลาดคาร์บอนจึงเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตและจำหน่ายคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. กระทรวงการคลัง , กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , ธสน.และธนาคารโลกได้บูรณาการข้อมูลในการขับเคลื่อนกลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศและด้านการเงินคาร์บอน รวมทั้งสร้างกลไกการมัดรวมคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลเป็นครั้งแรก เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายประเทศผ่านโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน โดยมี ธสน. เป็นหน่วยงานหลักในการกู้เงินจากธนาคารโลก ภายใต้กรอบวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นจำนวน 6,494 ล้านบาท โดยโครงการนี้จะเป็นโครงการต้นแบบที่ประเทศไทยสามารถนำเสนอ ความสำเร็จในการจัดตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนตุลาคม 2569 โดยจะเป็นตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางครั้งแรกของโลก และสามารถนำไปขยายผลการดำเนินงานให้กับประเทศอื่น ๆ ต่อไปได้
3. กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน และอนุมัติให้ กค. ค้ำประกันเงินกู้ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) วงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,494 ล้านบาท) จากธนาคารโลกเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยโครงการฯ เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้จากธนาคารโลกเป็นหลัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไทยครั้งแรก ซึ่งธนาคารโลกจะสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบของเงินกู้ผ่าน ธสน. เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการด้วย และรัฐบาลไทย โดย กค. ต้องค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขการให้กู้กับภาครัฐของธนาคารโลกที่ต้องให้รัฐบาลเป็นผู้กู้หรือค้ำประกัน
โครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอน มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้กลไกตลาดคาร์บอน และส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกและพัฒนาตลาดคาร์บอนของประเทศไทย โดยมีการดำเนินการที่สำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
1) การจัดหาแหล่งเงินทุนและการลงทุนสำหรับดำเนินกิจกรรมด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยธนาคารโลกมุ่งหวังที่จะใช้ตลาดการเงิน สถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน และภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก ผ่านการนำร่องโดยธนาคารโลกให้เงินกู้แก่ ธสน. เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ภาคเอกชนซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน (Energy Service Company: ESCOs) และผู้รับเหมา (Engineering – Procurement – Construction : EPCs) เพื่อให้ภาคเอกชนดังกล่าวลงทุนเทคโนโลยีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก [เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) ผ่านการเปลี่ยนไฟถนนเป็น LED] ในพื้นที่ของหน่วยงานนำร่องภาครัฐ (ในระยะแรก ได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร) โดยไม่เป็นภาระงบประมาณด้านการลงทุนติดตั้งระบบของหน่วยงานของรัฐ เมื่อดำเนินการลงทุนและมีการประหยัดพลังงานเกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานของรัฐจึงชำระค่าบริการซึ่งจะมีอัตราที่ต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่หน่วยงานต้องจ่ายก่อนการลงทุนประหยัดพลังงานดังกล่าว เพื่อที่ภาคเอกชนผู้ลงทุนจะได้นำไปชำระคืนเงินกู้ แก่ ธสน. ต่อไป ซึ่งนอกจากการประหยัดงบประมาณที่เกิดขึ้นแล้ว จะเกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งสามารถนำไปสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้ของหน่วยงานของรัฐอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ หากการดำเนินการนำร่องประสบความสำเร็จ ธนาคารโลกมุ่งหวังว่าจะสามารถขยายการดำเนินการต้นแบบดังกล่าว โดยภาคธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการลงทุนประหยัดพลังงาน ผ่านการสนับสนุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นบริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCOs) และผู้รับเหมา (EPCs) ซึ่งสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ผ่านสถาบันการเงิน โดยไม่เป็นภาระงบประมาณทั้งต่อภาคธุรกิจและภาครัฐ
2. การพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงในประเทศไทย โดยการจัดตั้งหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (Coordinating and Managing Entity: CME) จากการประสานข้อมูลกับ กค. ได้รับแจ้งว่า ในเบื้องต้น คาดว่าธนาคารกรุงไทยจะรับเป็นหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (CME) ดังกล่าว ซึ่งมีบทบาทในการนำผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากหน่วยงานนำร่องภาครัฐและภาคธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการมาสร้างคาร์บอนเครดิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ผ่านการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การว่าจ้างหน่วยงานรับรองในระดับสากล (เช่น Gold Standard ซึ่งเป็นหน่วยงานรับรองที่มีความน่าเชื่อถือสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์) และการนำคาร์บอนเครดิตที่มาจากโครงการขนาดเล็กต่าง ๆ มามัดรวมกัน (Aggregaion) เพื่อให้เป็นคาร์บอนเครดิตที่มีขนาดและปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ซื้อ โดยจะเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง ได้มาตรฐานสากล มีการตรวจวัดและรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบ Digital Monitoring, Reporting and Verification (Digital MRV) (เช่น การติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัลวัดพลังงานที่ประหยัดได้ ณ จุดติดตั้ง) และยังมีต้นทุนการตรวจรับรองต่อหน่วยต่ำเนื่องจากการมัดรวมโครงการขนาดเล็กจำนวนมากที่มีรูปแบบการดำเนินการเดียวกันมาตรวจรับรองร่วมกัน ทำให้โครงการขนาดเล็กต่าง ๆ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารเรียนหรืออาคารสำนักงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้มากขึ้น และเมื่อมีการสร้างคาร์บอนเครดิตในคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสมก็จะเอื้อให้เกิดการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ซึ่งธนาคารโลกจะร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อพัฒนาระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตด้วย และตั้งเป้าหมายในการขายคาร์บอนเครดิต 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์แรกไปยังตลาดคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ และจะเริ่มขายคาร์บอนเครดิตครั้งแรกภายในปี พ.ศ. 2569
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พิจารณาแล้วเห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง โดยมีความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นเข้ากับระบบรายงานผลตามเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของประเทศ เพื่อป้องกันการนับซ้ำของคาร์บอนเครดิต เพื่อให้การศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้กลไกตลาดคาร์บอนเป็นไปด้วยความรอบคอบ เห็นควรให้ กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการประเมินความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และเป้าหมายของโครงการฯ จะเป็นการลดก๊าซเรือนกระจกประเภทการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน (EE) และพลังงานหมุนเวียน (RE) โดยผู้ดำเนินโครงการอาจพิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกประเภทการดูดกลับ/กักเก็บก๊าซเรือนกระจก (Remora) ซึ่งเป็นประเภทที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Integrity) และมีความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ขัดข้องในหลักการภาพใหญ่ของโครงการฯ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยขอเสนอปรับรายละเอียดโครงการฯ ในส่วนของการจัดตั้งหน่วยประสานงานและบริหารการซื้อขาย (CME) ว่า ต้องดำเนินการโดยสถาบันการเงินที่มีความพร้อมและธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นควรรับเข้าทดสอบการดำเนินการ CME และซื้อขายคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ “นวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม (Green Innovation)” ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox (ERS) หรืออนุญาตให้ดำเนินธุรกิจดังกล่าวได้ รวมทั้งมีความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินงานของ ธสน. เช่น ควรมีการวิเคราะห์สินเชื่ออย่างรัดกุมและกำหนดเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทจัดการด้านพลังงาน (ESCos) และผู้รับเหมางานด้านวิศวกรรมและการก่อสร้าง (EPCs) ให้ครอบคลุมความเสี่ยงของลูกหนี้ ตลอดจนคำนึงถึงการกระจุกตัวของลูกหนี้ตามหลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limity)
ปรับมาตรการ EV3-3.5 เพิ่มความยืดหยุ่น-ป้องกันล้นตลาด
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบ ตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ มีมติเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV3 และ EV3.5) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมป้องกันความเสี่ยงจากอุปทานส่วนเกิน และสงครามราคาในประเทศ ตามมติการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ทั้งนี้ สาระสำคัญของมติ ประกอบด้วย
1. การขยายเวลาการจดทะเบียนรถ EV ที่ผลิตในประเทศ ได้แก่ มาตรการ EV3 ให้จำหน่ายภายใน 31 ธันวาคม 2568 และจดทะเบียนได้ถึง 31 มกราคม 2569 และมาตรการ EV3.5 ให้จำหน่ายภายใน 31 ธันวาคม 2570 และจดทะเบียนได้ถึง 31 มกราคม 2571
2. ปรับวิธีนับการผลิตชดเชยเพื่อการส่งออก ได้แก่ การผลิตรถ EV ที่ส่งออก นับเป็นการผลิตชดเชยได้ 1.5 เท่า และการผ่อนผันระยะเวลาการส่งออกถึงวันที่ 30 มิถุนายนของปีถัดไป
3. คุมเข้มการจ่ายเงินอุดหนุน ได้แก่ การกำหนดหลักเกณฑ์ติดตามแผนการผลิตชดเชยอย่างใกล้ชิด และการระงับการจ่ายเงินอุดหนุนชั่วคราว หากไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เพื่อความรอบคอบด้านงบประมาณ
4. เปิดทางขยายการผลิตข้ามมาตรการ โดยผู้ได้รับสิทธิ EV3 สามารถขยายการผลิตชดเชยไปภายใต้มาตรการ EV3.5 ได้ เพื่อรักษาฐานการผลิตในประเทศ
5. ขยายเวลาการนับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่จากต่างประเทศ โดยผ่อนผันถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และปรับลดสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของราคารถ เพื่อเร่งการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า คณะกรรมการยังย้ำเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการเป็น ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก และเดินหน้าสู่เป้าหมาย Zero Emission Vehicle (ZEV) ภายในปี 2573 อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพตลาดในประเทศ
รับทราบมาตรการลดค่าครองชีพ กดเงินเฟ้อ ต.ค. ลดลง 0.76%
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 ตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงาน พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง
ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด
เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
เห็นชอบ MOU บรูไน ยกระดับอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก
นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในผลิตภัณฑ์อาหารและบริการฮาลาล ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งบรูไนดารุสซาลาม
ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาตลาดส่งออก เพื่อยกระดับสินค้าอาหารและบริการของไทยให้ได้มาตรฐานสากล และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดมุสลิมที่มีศักยภาพสูง รองโฆษกฯ ระบุว่า ความตกลงฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮาลาลของไทย เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการไทย และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาลในภูมิภาคอาเซียน
ยืดเวลาเงินสมทบ สปส.ในพื้นที่น้ำท่วม 9 จว.ถึง เม.ย.ปีหน้า
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ และการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ร่างประกาศกระทรวงแรงงานเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบของนายจ้าง และการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง ตามมาตรา 47 วรรคสอง และการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติจากอุทกภัยในภาคใต้รวม 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตรังนครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี ในงวดเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงงวดเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่นายจ้างและผู้ประกันตนในท้องที่ดังกล่าว โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ดังนี้
กรณี นายจ้างที่ขึ้นทะเบียนนายจ้างตามมาตรา 34 และขึ้นทะเบียนลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิมต้องยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสมทบให้แก่สำนักงานภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบไว้ ได้รับการขยายกำหนดเวลายื่นแบบรายการฯ และการนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนี้
1. ค่าจ้างงวดเดือนพฤศจิกายน 2568 ให้ยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
2. ค่าจ้างงวดเดือนธันวาคม 2568 ให้ยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569
3. ค่าจ้างงวดเดือนมกราคม 2569 ให้ยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2569
4. ค่าจ้างงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ให้ยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
5. ค่าจ้างงวดเดือนมีนาคม 2569 ให้ยื่นแบบรายการฯ และนำส่งเงินสม่ทบ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569
6. ค่าจ้างงวดเดือนเมษายน 2569 ให้ยื่นแบบรายการๆ และนำส่งเงินสมทบ ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
กรณี ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งมีทะเบียนผู้ประกันตนในท้องที่ที่กำหนดจากเดิมต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปได้รับการขยายกำหนดเวลานำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ดังนี้
1. เงินสมทบงวดเดือนพฤศจิกายน 2568 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2569
2. เงินสมทบงวดเดือนธันวาคม 2568 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569
3. เงินสมทบงวดเดือนมกราคม 2569 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2569
4. เงินสมทบงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 กันยายน 2569
5. เงินสมทบงวดเดือนมีนาคม 2569 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2569
6. เงินสมทบงวดเดือนเมษายน 2569 ให้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
“การขยายระยะเวลาการนำส่งเงินสมทบเป็นระยะเวลา 6 เดือน ในพื้นที่ 9 จังหวัด ดังกล่าว ส่งผลให้กองทุนประกันสังคมได้รับเงินสมทบช้าลง เป็นจำนวนเงิน 4,334 ล้านบาท ซึ่งไม่กระทบต่อการบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญและทำให้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสในการลงทุน 6 เดือน ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนการลงทุนร้อยละ 5 ต่อปี คิดเป็นเงินจำนวน 108 ล้านบาท ซึ่งมิได้ส่งผลกระทบต่อสถานะของกองทุนประกันสังคมอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน หากแต่ยังคุ้มค่าต่อการช่วยให้นายจ้างและผู้ประกันตนมีโอกาสอยู่ในระบบประกันสังคมในระยะยาว” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
รับทราบข้อเสนอวุฒิสภา แนะ สปส.สางหนี้ค้างจ่ายปีงบฯ 2569-72
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบผลการพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาผลการพิจารณาข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของวุฒิสภาในการพิจารณาญัตติ เรื่อง ขอเสนอญัตติให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคมแล้ว โดยสรุปผลการพิจารณาว่าสำนักงานประกันสังคมได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนระยะยาว ฉบับที่ 5 ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2558 – 2570) กำหนดสัดส่วนการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและมั่นคงสูง โดยขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศและสินทรัพย์นอกตลาด มีการศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความคล่องตัว และอิสระในการบริหารงานและได้กำหนดแผนการชำระหนี้ค้างชำระในปีงบประมาณ 2569 – 2572 และขยายความคุ้มครองและเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 40 แต่ไม่เพิ่มเงินสมทบให้แก่ผู้ประกันตน รวมถึงมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในหลายช่องทาง (www.sso.go.th, Facebook, Tiktok, Line) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างกว้างขวาง
เห็นชอบจ่ายค่าเช่าบ้านพนักงาน-ลูกจ้าง กยท.
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านให้แก่พนักงานและลูกจ้างประจำของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ กษ. การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการตามความเห็นของกระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ. และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อย่างเคร่งครัดต่อไปด้วย ทั้งนี้ ในคราวต่อไป หาก กษ. มีความประสงค์จะเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงเงินเดือนค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นของบุคลากรภาครัฐต่อคณะรัฐมนตรี ให้ กษ. ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 (เรื่อง การเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปรับปรุงเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นของบุคลากรภาครัฐ) อย่างเคร่งครัดด้วย
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) [การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)] เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านให้แก่พนักงานและลูกจ้างประจำทุกคนที่ได้รับสิทธิสวัสดิการค่าเช่าบ้านในอัตราค่าเช่าบ้านไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง และอย่างสูงไม่เกินอัตราสูงสุดตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ กำหนดโดยอนุโลม (ปัจจุบันพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2561 กำหนดอัตราค่าเช่าบ้านสูงสุดไม่เกินเดือนละ 6,000 บาท) เพื่อให้พนักงานและลูกจ้างประจำ ที่เข้ามาทำงานภายหลังการควบรวมสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง (อสย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.) เป็น กยท. ได้รับสวัสดิการค่าเช่าบ้านเช่นเดียวกับพนักงานและลูกจ้างประจำเดิมของทั้ง 3 หน่วยงาน ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม และไม่เท่าเทียมต่อพนักงานใหม่ของ กยท. และเพื่อปรับปรุงอัตราค่าเช่าบ้าน ให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2561 และสอดคล้องกับค่าครองชีพในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมา กยท. ยังไม่เคยมีระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินสวัสดิการค่าเช่าบ้านที่สามารถนำมาบังคับใช้ได้กับพนักงานและลูกจ้างประจำทั้งหมด
ทั้งนี้ กยท. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณากำหนดค่าตอบแทน ระบบแรงจูงใจ และสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจในภาพรวม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 เพื่อประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว โดยเมื่อเปรียบเทียบอัตราค่าเช่าบ้านของพนักงาน และลูกจ้างประจำของรัฐวิสาหกิจอื่นแล้ว ยังคงมีอัตราที่เทียบเท่าหรือไม่ได้สูงเกินกว่ารัฐวิสาหกิจอื่น และ กยท. ยืนยันว่าภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าวจะใช้งบประมาณของ กยท. เองทั้งหมด (รายได้จากค่าธรรมเนียมและจากการดำเนินธุรกิจ) ทั้งนี้ เนื่องจากเรื่องดังกล่าว เป็นการปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่อยู่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ซึ่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเห็นชอบการจ่ายเงินสวัสดิการ ค่าเช่าบ้านของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในทำนองเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน มีอัตราค่าเช่าบ้านเริ่มต้นแตกต่างจาก กยท. กล่าวคือ อภ. และ ธ.ก.ส. กำหนดให้ได้รับเท่าที่จ่ายจริงในอัตราที่กำหนดตามระดับตำแหน่ง ในขณะที่ กยท. กำหนดให้ได้รับไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง โดยใช้อัตราเดิมตามกรอบข้อบังคับคณะกรรมการคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2548 เป็นกรอบอ้างอิง อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 หน่วยงาน มีอัตราการจ่ายสูงสุดไม่เกิน 6,000 บาท เท่ากัน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามที่พระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง (กค.) กระทรวงแรงงาน สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นด้วย/ไม่ขัดข้องในหลักการ
เพิ่มจุดกักกันโรค 5 ด่าน ตรวจส่งออก-นำเข้าผลไม้ไทย-จีน
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติมติรับทราบการเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออก จำนวน 5 ด่าน ในภาคผนวกของพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration of Customs of the People’s Republic of China: GACC) ได้มีการลงนามในพิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไขของใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกักกันโรคและการตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ไทยผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน ซึ่งจุดนำเข้าและจุดส่งออกสำหรับการขนส่งผลไม้ของทั้งสองฝ่ายจะถูกกำหนดลงในภาคผนวกของพิธีสารฉบับนี้ โดยไม่จำกัดเส้นทางในการขนส่งผลไม้ระหว่างกัน ทั้งนี้ การลงนามพิธีสารเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 ซึ่งเห็นชอบและอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการดังกล่าว ซึ่งในการประชุมหารือทางเทคนิคระหว่างกรมการกักกันพืชและสัตว์ GACC และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออกทั้ง 5 ด่านของไทยและจีนในภาคผนวกของพิธีสารฯ โดยเห็นควรให้ภาคผนวก มีผลบังคับใช้ในเบื้องต้นภายในวันที่ 1 กันยายน 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายภายในประเทศ และตกลงจะแลกเปลี่ยนช่องทางติดต่อรวมถึงวันที่ด่านพร้อมดำเนินการต่อไป
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดในการกักกันโรคและตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นการดำเนินการภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมกันว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัย และสุขอนามัยพืชระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียดของใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกักกันโรคและการตรวจสอบสำหรับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน ซึ่งจุดนำเข้าและจุดส่งออกสำหรับการขนส่งผลไม้ของทั้งสองฝ่ายจะถูกกำหนดลงในภาคผนวกของพิธีสารฉบับนี้ กรณีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือเพิ่มเติมจุดนำเข้าและจุดส่งออกอื่นของทั้งสองฝ่าย สามารถเพิ่มเข้าไปในภาคผนวกของพิธีสารนี้ได้ผ่านการหารือเห็นชอบร่วมกัน โดยในภาคผนวกของพิธีสารที่ได้มีการลงนามแล้วระบุจุดนำเข้าและจุดส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 10 ด่าน ได้แก่ 1) โหย่วอี้กว่าน 2) โม่ฮาน 3) ตงชิง 4) สถานีรถไฟผิงเสียง 5) สถานีรถไฟโม่ฮาน 6) หลงปัง 7) สุยโข่ว 8) เหอโข่ว 9) สถานีรถไฟเหอโข่ว และ 10) เทียนป่าว ขณะที่จุดนำเข้าและจุดส่งออกของไทยมีจำนวน 6 ด่าน ได้แก่ 1) เชียงของ 2) มุกดาหาร 3) นครพนม 4) บ้านผักกาด 5) บึงกาฬ และ 6) หนองคาย ซึ่งปัจจุบันจุดนำเข้าและจุดส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ระบุในพิธีสารฯ จำนวน 1 ด่าน ได้แก่ สถานีรถไฟเหอโข่ว ยังไม่เปิดนำเข้าผลไม้จากไทยเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก
โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ GACC ได้เห็นชอบร่วมกันในการเพิ่มเติมจุดนำเข้าและจุดส่งออกในภาคผนวกของพิธีสารดังกล่าว โดยขอเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 2 ด่านในมณฑลยูนนาน ได้แก่ 1) เมิ่งคัง และ 2) ตำลั่ว และขอเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออกของราชอาณาจักรไทย จำนวน 3 ด่าน ได้แก่ 1) ทุ่งช้าง จังหวัดน่าน 2) ภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ 3) บ้านฮวก จังหวัดพะเยา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้มีการแลกเปลี่ยนหนังสือตอบรับอย่างเป็นท่างการ และผ่านการประชุมหารือทางเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประโยชน์และผลกระทบ มีดังนี้
1. การเพิ่มจุดนำเข้าและจุดส่งออกในภาคผนวกของพิธีสารฯ สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย-จีน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2565 – 2569) รวมถึงแผนความร่วมมือที่เกี่ยวข้องด้านต่าง ๆ ในภาคเกษตร เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและเกิดการอำนวยความสะดวกทางการค้าข้ามพรมแดน เพื่อให้เกิดการไหลเวียนที่คล่องตัวขึ้นของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรระหว่างไทยกับจีน
2. การเพิ่มเติมจุดนำเข้าและจุดส่งออกในภาคผนวกดังกล่าว เป็นการช่วยเพิ่มช่องทางการเข้าสู่ตลาดจีนของผลไม้ไทยและเพิ่มทางเลือกในการขนส่งผลไม้ทางบก อันเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและ ผู้ประกอบการไทย อีกทั้งช่วยลดความแออัดจากการขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางเดิมในช่วงฤดูกาลผลไม้ด้วย
ตั้ง ‘พรชัย ฐีระเวช’ คุมบอร์ดออมสิน- ‘ธีรลักษ์ แสงสนิท’ ประธาน ยสท.
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ/อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยรัฐ มีรายละเอียดดังนี้
1. เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอ นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ต่อไป อีกวาระหนึ่ง และสมาชิกอื่น (ฝ่ายไทย) อีก 6 คน ในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนราชการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คงองค์ประกอบเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2541 (เรื่อง การแต่งตั้งประธานร่วมและสมาชิกฝ่ายไทยในองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย) โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
2. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 4 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายณัฏฐา พาชัยยุทธ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
2. นายธนศักดิ์ มังกโรทัย ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
3. นางสาวณฐิณี สงกุมาร ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร.
4. นางสาวจิตตา กิตติเสถียรนนท์ ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร. ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
3. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงคมนาคม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงคมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
4. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
1. นายคมกฤช จันทร์ขจร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2. นางธรรมพร แข็งกสิการ รองศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการภาค 2 สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3. นางจีรนันท์ เพ่งพินิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5. นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
5. เรื่อง การโอนข้าราชการพลเรือนสามัญ
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอรับโอน นายชยันต์ เมืองสง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับการบริหารราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เห็นชอบ และผู้มีอำนาจสั่งบรรจุของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยินยอมในการโอนแล้ว
6. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งว่างและเพื่อการสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1. นายพีรพันธ์ คอทอง พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ (นักบริหารระดับสูง) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
2. นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมส่งเสริมการเกษตร
3. นายศรัญญู พูลลาภ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารระดับสูง) กรมหม่อนไหม
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
7. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการธนาคารออมสิน ดังนี้
1. นายพรชัย ฐีระเวช ประธานกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
2. นายพลจักร นิ่มวัฒนา กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
3. นายนรพรรษ เพ็ชรตระกูล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)
4. นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ กรรมการ
5. รองศาสตราจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการ
6. นางสาวศศิธร พลัตถเดช กรรมการ
7. นายอนุรักษ์ นิยมเวช กรรมการ
8. นายวิษณุ ตัณฑวิรุฬห์ กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
8. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการในคณะกรรมการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ดังนี้
1. นายธีรลักษ์ แสงสนิท (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) ประธานกรรมการ
2. นางชนันภรณ์ พิศิษฐวานิช (ผู้แทนกระทรวงการคลัง) กรรมการ
3. พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา กรรมการ
4. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทศพล สอตระกูล กรรมการ
5. นายทองเปลว กองจันทร์ กรรมการ
6. นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ กรรมการ
7. นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ กรรมการ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
9. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายสมฤกษ์ จึงสมาน (ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข) กรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม แทน นายพงศธร พอกเพิ่มดี ประธานกรรมการที่ขอลาออก แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม ทั้งนี้ ให้มีผลในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และให้มีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับประธานกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง คือ เท่ากับวาระของคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมชุดปัจจุบันที่คงเหลืออยู่
10. เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้ง นายดิชวัฒน์ จันทร์อี่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568
11. เรื่อง การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง โดยแต่งตั้ง นายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นโฆษกกระทรวงยุติธรรม ฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้ง นายเผด็จ ลายทอง ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว
อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เพิ่มเติม