โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามโดรน (14) อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 ธ.ค. 2568 เวลา 01.36 น. • เผยแพร่ 10 ธ.ค. 2568 เวลา 01.36 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (14)

อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน

“สำหรับนักบินของกองทัพอากาศแล้ว ห้องนักบินของเครื่องบินรบในวันพรุ่งนี้ จะเป็นเพียงเก้าอี้หมุนที่อยู่ในศูนย์ควบคุมการบินใต้ดินที่สามารถป้องกันการโจมตีทิ้งระเบิด [ของข้าศึกได้]”

Edgar Ulsermer

Air Force Magazine (January 1972)

ผลจากสถานการณ์สงครามเวียดนามที่ยุติลง ทำให้การใช้โดรนในภารกิจทางทหารแบบที่ “แมลงสายฟ้า” (The Lightening Bug) กระทำในภารกิจบินเหนือน่านฟ้าของเวียดนามเหนือได้สิ้นสุดตามไป อีกทั้งยังเป็นผลจากการสิ้นสุดของการสนับสนุนด้านงบประมาณต่อภารกิจของโดรน แต่ก็มิได้หมายความว่าความสนใจในเรื่องอากาศยานไร้คนขับของกองทัพสหรัฐจะยุติตามไปด้วย

ดังจะเห็นได้ว่าในระหว่างที่กองทัพสหรัฐนำโดรนออกทำภารกิจในสงครามเวียดนามนั้น ในอีกด้านสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) มีความพยายามที่จะพัฒนาโดรนเป็นของตนเองในภารกิจข่าวกรอง ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากกรณีเครื่องบินยู-2 ที่ถูกยิงตกในดินแดนของสหภาพโซเวียตในปี 1960 ทำให้ทำเนียบขาวต้องการที่จะหาเครื่องมือใหม่ที่จะทดแทนต่อความเสี่ยงต่อการบินตรวจการณ์ทางยุทธศาสตร์ของเครื่องบินที่มีนักบิน

อีกทั้งการถูกยิงตกในครั้งนั้น ทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมือง จนทำเนียบขาวต้องยุติการ “จารกรรมทางอากาศ” เหนือน่านฟ้าโซเวียตด้วยเครื่องบินยู-2 ทิศทางเช่นนี้เป็นคำตอบในตัวเองว่า อากาศยานไร้คนขับจะยังเป็นหัวข้อสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจการณ์ทางอากาศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความฝันที่ไร้นักบิน

ความสนใจในการทำภารกิจของการจารกรรมทางอากาศเช่นนี้ ทำให้เรื่องของอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนไม่ได้หายไปกับการสิ้นสุดของภารกิจในเวียดนามแต่อย่างใด เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศสหรัฐได้ทำโครงการ “Compass Cope” เพื่อพัฒนาโดรนให้สามารถทำการบินได้ไกลขึ้น บินได้สูงขึ้น และบินได้นานขึ้น แม้โครงการจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง อาจจะด้วยเงื่อนไขของข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของยุคสมัย แต่โครงการนี้สร้างความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญคือ สามารถสร้างโดรนที่ทำการบินได้นานกว่า 24 ชั่วโมง ด้วยการควบคุมทางไกลจากภาคพื้นดิน

เส้นเวลาที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐ คิดที่จะพัฒนาโดรนแมลงสายฟ้าให้สามารถทำภารกิจในการโจมตีทางอากาศ ไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่ในการบินตรวจการณ์ถ่ายภาพทางอากาศ หรือคิดที่จะสร้าง “แมลงติดอาวุธ” ไม่ใช่ “แมลงถ่ายภาพ” แบบในสงครามเวียดนาม

ดังนั้น ช่วงทศวรรษที่ 1970 จึงเป็นเวลาของการสร้างความฝันในเรื่องของ “เครื่องบินหุ่นยนต์” (robot plane) หรือจะเรียกว่า “หุ่นยนต์บิน” (flying robot) ก็คงไม่ผิดนัก ความฝันในเรื่องนี้ทำให้เกิดคำวิจารณ์ว่า นักคิดและนักสร้างโดรนเหล่านี้กำลังสร้าง “อติพจน์” (hyperbole) กล่าวคือ พวกเขากำลังสร้างวาทกรรมการบินที่ถูกมองว่าเป็นคำกล่าวเกินจริงในเรื่องการสิ้นสุดของยุคเครื่องบินที่มีนักบิน หรือ “the end of the human pilot” เพราะด้วยเงื่อนไขของเวลาและเทคโนโลยีแล้ว “การสิ้นสุดของยุคนักบิน” ดูจะเป็นความฝันที่เกินจริง

อย่างไรก็ตาม “อติพจน์ของโดรน” อาจจะเป็นตัวแทนของความฝันทางเทคโนโลยีการบินในยุคนั้น หากเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ควบคุมโดรนในช่วงทศวรรษที่ 1950 มีข้อจำกัดอย่างมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่เทคโนโลยีการบินมีความก้าวหน้ามากขึ้น ผู้ควบคุมการบินของโดรนจึงเสมือนกับเกิดการต่อขยายในความหมายของความไกลของสายตา และความยาวของมือ ที่ถูกต่อออกไปด้วยการบินระยะไกลของโดรน

พัฒนาการของโดรนทำให้เกิดความเชื่อในหมู่คนที่ทำงานทางด้านนี้ว่า “วันเวลาของสงครามอัตโนมัติใกล้เข้ามาแล้ว” และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการสงครามทางอากาศ เพราะนักบินในอนาคตจะไม่ใช่คนที่อยู่ในห้องนักบินอีกต่อไป แต่จะเป็นคนที่อยู่ในห้องควบคุมต่างหาก และเครื่องบินอาจจะไม่ได้บินด้วยนักบิน แต่บินด้วยผู้ควบคุมการบินที่อยู่บนภาคพื้นดิน

เรื่องราวเช่นนี้อาจจะดูเป็นความฝันอย่างมากในยุคสมัยเช่นนั้น จนถูกเรียกว่าเป็น “อติพจน์การบิน” ที่ไม่น่าจะเป็นความจริงได้ เพราะสำหรับผู้คนในสังคมโดยทั่วไป หรือแม้กับนักการทหารที่ไม่มีความรู้เท่าทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางอากาศแล้ว คำถามง่ายๆ คือจะเป็นไปได้อย่างไรที่อากาศยานจะบินออกปฏิบัติภารกิจทางทหารได้โดยปราศจากนักบิน ประกอบกับเรื่องราวของโดรนในสงครามเวียดนาม ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เปิดเผยในเวทีสาธารณะแต่อย่างใด (แม้ในปัจจุบันหลายคนก็อาจแปลกใจที่ทราบว่าปฏิบัติการทางทหารของโดรนเกิดตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามแล้ว)

นอกจากนี้ ผลของความสำเร็จที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญในทางเทคโนโลยีทหารว่า เป็นไปได้ไหมที่จะสร้าง “โดรนโจมตี” (strike drone) หรืออาจกล่าวได้ว่า เราเริ่มเห็นการก่อตัวของแนวคิดเรื่อง “โดรนติดอาวุธ” (armed drone) ซึ่งไม่ใช่การใช้โดรนในภารกิจแบบสงครามเวียดนามที่หมายถึงการบินลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศเท่านั้น แต่มีความหมายถึง การใช้โดรนในภารกิจของการโจมตีในแบบที่อากาศยานที่มีนักบินทำได้

ความฝันที่ไม่เคยหยุด

ในสภาวะเช่นนี้คงต้องยอมรับว่า ผลพวงจากความสำเร็จของโดรนในสงครามเวียดนาม และพัฒนาการทางเทคโนโลยีการบินที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้ ทำให้การเกิดของ “อติพจน์ทางอากาศ” ที่เหมือนกับ “ฝันเกินจริง” ในโลกการบินนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปดูแคลนได้ เพราะความฝันของพวกเขาเหล่านี้ต่างหาก ที่มีส่วนผลักดันอย่างสำคัญที่จะทำให้โดรนมีการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น แม้พวกเขาจะต้องต่อสู้กับสัญญาณลบที่จะเกิดขึ้น และเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญในเรื่องนี้ คือการขาดแคลนงบประมาณที่จะสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเรื่องโดรน

เนื่องจากในยุคสงครามเวียดนามนั้น งบประมาณทางด้านโดรนมาจาก “งบประมาณลับ” ของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน และงบประมาณเช่นนี้ยุติลงตามไปกับการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ประกอบกับการใช้โดรนในยุคนั้นมีค่าใช้จ่ายอย่างมาก มีปัญหาในการเก็บเกี่ยวโดรนกลางอากาศ (MARS) มีปัญหาในการควบคุมโดรน และปัญหาการส่งผ่านข้อมูลของโดรน ปัญหาเช่นนี้มีผลอย่างมากที่ทำให้แนวคิดอคติแบบ “โปรนักบิน” (propilot bias) ที่ให้ความสำคัญกับอากาศยานที่มีคนขับ มีน้ำหนักมากกว่าทั้งในทางหลักนิยมและงบประมาณ

แต่การที่พวก “โปรโดรน” ต้องเผชิญกับสภาวะเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่าบรรดานักคิดและนักประดิษฐ์โดรนในสหรัฐจะยอมยุติความฝันของพวกเขา

ในอีกด้านหนึ่งของซีกโลก เราได้เห็นการมาของนักประดิษฐ์อากาศยานคนสำคัญ คือ อับราฮัม คาเรม (Abraham Karem) บุตรชายของพ่อค้าชาวยิวที่อพยพมาจากแบกแดดในปี 1951 คาเรมเป็นนักประดิษฐ์ที่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยเขาประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องบินที่ใช้การควบคุมระยะไกลให้แก่กองทัพอากาศอิสราเอล เครื่องบินที่ไม่มีคนขับของเขาออกบินครั้งแรกในปี 1973 โดยทำหน้าที่เป็น “เครื่องบินล่อเป้า” ในสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)

ต่อมาคาเรมอพยพมาตั้งรกรากใหม่ที่ลอสแอนเจลิสในปี 1980 ซึ่งการประดิษฐ์ของเขานับจากนี้เป็นต้นไปจะมีนัยสำคัญกับการพัฒนาโดรนในอนาคตอย่างมาก แม้ต้องอพยพออกจากอิสราเอล เขาก็ไม่เคยละทิ้งความฝันในเรื่องของโดรนแต่อย่างใด

โรงเก็บรถของเขาได้ถูกแปลงให้เป็น “โรงงานผลิตโดรน” อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างเครื่องบินขนาดเล็กที่ควบคุมการบินจากระยะไกล และในปีถัดมา เขาสร้างเครื่องบินไร้คนขับที่มีรูปร่างเหมือนกับ “บุหรี่ซิการ์” และตั้งชื่อตามนกทะเลว่า “อัลบาทรอส” (Albatross)

โดรนลำนี้ประดิษฐ์จากไม้อัดและไฟเบอร์กลาส และทำขึ้นจากวิศวกรไม่กี่คน แต่ความสำเร็จของ “อัลบาทรอส” คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาโดรนของสหรัฐในเวลาต่อมา เพราะโดรนของคาเรมสามารถบินในอากาศได้นานถึง 56 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จเช่นนี้จึงเป็นเหมือนกับ “สิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์อย่างพวกเราได้เห็น” กล่าวคือ โดรนลำนี้เป็นดัง “revelation” ในทางศาสนา

การกล่าวเปรียบเทียบเช่นนี้ เนื่องจากโดรนในสงครามเวียดนามนั้น มีระยะเวลาบินในอากาศได้ไม่นานมากนัก หรือโดรนนกอินทรี “อควิลา” (Aquila Drone) ที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐประดิษฐ์ขึ้นนั้น ต้องใช้คนทำการปล่อยโดรนมากถึง 30 คน แม้โดรนอยู่ในอากาศได้หลายนาที แต่ก็ไม่นานมากนัก และมักจะประสบอุบัติเหตุอยู่เสมอในทุก 20 ชั่วโมงของการบิน ซึ่งตอบได้ทันทีว่า นี่คือ “โดรนแห่งความล้มเหลว” เพราะไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางยุทธการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าโครงการโดรนของ CIA ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย แม้จะใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากก็ตาม

การปฏิวัติโดรน

ความสำเร็จของคาเรมทำให้เขาได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน ซึ่งต้องการให้มีการสร้างโดรนที่มีขีดความสามารถมากขึ้น จึงทำให้เกิดโดรน “แอมเบอร์” (Amber Drone) ตามมา โดรนนี้ไม่ได้สร้างจากโรงงานผลิตอาวุธ แต่หากเป็นผลการสร้างด้วยทีมงานของตัวเขาเองและทำกันที่บ้าน และทำการบินครั้งแรกในปี 1986 โดยสามารถบินอยู่ในอากาศได้นานถึง 40 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถไต่ระยะสูงได้ถึง 30,000 ฟุต

แต่ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ถือว่าเพียงพอในการสร้างโดรนโจมตี เพราะไม่มีขีดความสามารถในการบรรทุกเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถแบกน้ำหนักมากในการติดตั้งอุปกรณ์และระบบเซ็นเซอร์ตามที่ต้องการได้ ต่อมา คาเรมก็สร้างความสำเร็จอีกครั้งด้วยการสร้างโดรน “GNAT-750” ในต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของโดรนในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จของคาเรมเช่นนี้ สอดรับกับความต้องการของสถานการณ์จริง ที่ CIA ต้องการใช้โดรนบินถ่ายภาพในภารกิจลับเหนือน่านฟ้าของบอสเนีย โดยโดรน GNAT จะถูกปล่อยออกจากฐานทัพอเมริกันในแอลเบเนีย และผู้อำนวยการ CIA จะสามารถ “ซูม” ดูภาพของจุดต่างๆ หรือภาพการเคลื่อนไหวต่างๆ ในบอสเนียได้ตามต้องการ แต่โดรนนี้ก็มีจุดอ่อนจากปัญหาอากาศ และระยะทางไกลของการควบคุมด้วยสัญญาณวิทยุ

ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้คาเรมพัฒนาโดรนตัวใหม่ออกมาชื่อ “พรีเดเตอร์” (Predator Drone) และโดรนตัวนี้แหละ ที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิวัติวงการโดรน จนอาจกล่าวได้ว่า พรีเดเตอร์คือจุดเริ่มต้นของ “การปฏิวัติโดรน” ครั้งสำคัญของโลก!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามโดรน (14) อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...