สงครามโดรน (14) อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
สงครามโดรน (14)
อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน
“สำหรับนักบินของกองทัพอากาศแล้ว ห้องนักบินของเครื่องบินรบในวันพรุ่งนี้ จะเป็นเพียงเก้าอี้หมุนที่อยู่ในศูนย์ควบคุมการบินใต้ดินที่สามารถป้องกันการโจมตีทิ้งระเบิด [ของข้าศึกได้]”
Edgar Ulsermer
Air Force Magazine (January 1972)
ผลจากสถานการณ์สงครามเวียดนามที่ยุติลง ทำให้การใช้โดรนในภารกิจทางทหารแบบที่ “แมลงสายฟ้า” (The Lightening Bug) กระทำในภารกิจบินเหนือน่านฟ้าของเวียดนามเหนือได้สิ้นสุดตามไป อีกทั้งยังเป็นผลจากการสิ้นสุดของการสนับสนุนด้านงบประมาณต่อภารกิจของโดรน แต่ก็มิได้หมายความว่าความสนใจในเรื่องอากาศยานไร้คนขับของกองทัพสหรัฐจะยุติตามไปด้วย
ดังจะเห็นได้ว่าในระหว่างที่กองทัพสหรัฐนำโดรนออกทำภารกิจในสงครามเวียดนามนั้น ในอีกด้านสำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐ (CIA) มีความพยายามที่จะพัฒนาโดรนเป็นของตนเองในภารกิจข่าวกรอง ส่วนหนึ่งเป็นผลโดยตรงจากกรณีเครื่องบินยู-2 ที่ถูกยิงตกในดินแดนของสหภาพโซเวียตในปี 1960 ทำให้ทำเนียบขาวต้องการที่จะหาเครื่องมือใหม่ที่จะทดแทนต่อความเสี่ยงต่อการบินตรวจการณ์ทางยุทธศาสตร์ของเครื่องบินที่มีนักบิน
อีกทั้งการถูกยิงตกในครั้งนั้น ทำให้เกิดแรงกดดันทางการเมือง จนทำเนียบขาวต้องยุติการ “จารกรรมทางอากาศ” เหนือน่านฟ้าโซเวียตด้วยเครื่องบินยู-2 ทิศทางเช่นนี้เป็นคำตอบในตัวเองว่า อากาศยานไร้คนขับจะยังเป็นหัวข้อสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการตรวจการณ์ทางอากาศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความฝันที่ไร้นักบิน
ความสนใจในการทำภารกิจของการจารกรรมทางอากาศเช่นนี้ ทำให้เรื่องของอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนไม่ได้หายไปกับการสิ้นสุดของภารกิจในเวียดนามแต่อย่างใด เช่น ในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศสหรัฐได้ทำโครงการ “Compass Cope” เพื่อพัฒนาโดรนให้สามารถทำการบินได้ไกลขึ้น บินได้สูงขึ้น และบินได้นานขึ้น แม้โครงการจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง อาจจะด้วยเงื่อนไขของข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของยุคสมัย แต่โครงการนี้สร้างความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญคือ สามารถสร้างโดรนที่ทำการบินได้นานกว่า 24 ชั่วโมง ด้วยการควบคุมทางไกลจากภาคพื้นดิน
เส้นเวลาที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อกองทัพอากาศสหรัฐ คิดที่จะพัฒนาโดรนแมลงสายฟ้าให้สามารถทำภารกิจในการโจมตีทางอากาศ ไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่ในการบินตรวจการณ์ถ่ายภาพทางอากาศ หรือคิดที่จะสร้าง “แมลงติดอาวุธ” ไม่ใช่ “แมลงถ่ายภาพ” แบบในสงครามเวียดนาม
ดังนั้น ช่วงทศวรรษที่ 1970 จึงเป็นเวลาของการสร้างความฝันในเรื่องของ “เครื่องบินหุ่นยนต์” (robot plane) หรือจะเรียกว่า “หุ่นยนต์บิน” (flying robot) ก็คงไม่ผิดนัก ความฝันในเรื่องนี้ทำให้เกิดคำวิจารณ์ว่า นักคิดและนักสร้างโดรนเหล่านี้กำลังสร้าง “อติพจน์” (hyperbole) กล่าวคือ พวกเขากำลังสร้างวาทกรรมการบินที่ถูกมองว่าเป็นคำกล่าวเกินจริงในเรื่องการสิ้นสุดของยุคเครื่องบินที่มีนักบิน หรือ “the end of the human pilot” เพราะด้วยเงื่อนไขของเวลาและเทคโนโลยีแล้ว “การสิ้นสุดของยุคนักบิน” ดูจะเป็นความฝันที่เกินจริง
อย่างไรก็ตาม “อติพจน์ของโดรน” อาจจะเป็นตัวแทนของความฝันทางเทคโนโลยีการบินในยุคนั้น หากเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นได้ว่าผู้ควบคุมโดรนในช่วงทศวรรษที่ 1950 มีข้อจำกัดอย่างมาก แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ที่เทคโนโลยีการบินมีความก้าวหน้ามากขึ้น ผู้ควบคุมการบินของโดรนจึงเสมือนกับเกิดการต่อขยายในความหมายของความไกลของสายตา และความยาวของมือ ที่ถูกต่อออกไปด้วยการบินระยะไกลของโดรน
พัฒนาการของโดรนทำให้เกิดความเชื่อในหมู่คนที่ทำงานทางด้านนี้ว่า “วันเวลาของสงครามอัตโนมัติใกล้เข้ามาแล้ว” และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของแบบแผนการสงครามทางอากาศ เพราะนักบินในอนาคตจะไม่ใช่คนที่อยู่ในห้องนักบินอีกต่อไป แต่จะเป็นคนที่อยู่ในห้องควบคุมต่างหาก และเครื่องบินอาจจะไม่ได้บินด้วยนักบิน แต่บินด้วยผู้ควบคุมการบินที่อยู่บนภาคพื้นดิน
เรื่องราวเช่นนี้อาจจะดูเป็นความฝันอย่างมากในยุคสมัยเช่นนั้น จนถูกเรียกว่าเป็น “อติพจน์การบิน” ที่ไม่น่าจะเป็นความจริงได้ เพราะสำหรับผู้คนในสังคมโดยทั่วไป หรือแม้กับนักการทหารที่ไม่มีความรู้เท่าทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางอากาศแล้ว คำถามง่ายๆ คือจะเป็นไปได้อย่างไรที่อากาศยานจะบินออกปฏิบัติภารกิจทางทหารได้โดยปราศจากนักบิน ประกอบกับเรื่องราวของโดรนในสงครามเวียดนาม ก็ไม่ใช่ข้อมูลที่เปิดเผยในเวทีสาธารณะแต่อย่างใด (แม้ในปัจจุบันหลายคนก็อาจแปลกใจที่ทราบว่าปฏิบัติการทางทหารของโดรนเกิดตั้งแต่ยุคสงครามเวียดนามแล้ว)
นอกจากนี้ ผลของความสำเร็จที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญในทางเทคโนโลยีทหารว่า เป็นไปได้ไหมที่จะสร้าง “โดรนโจมตี” (strike drone) หรืออาจกล่าวได้ว่า เราเริ่มเห็นการก่อตัวของแนวคิดเรื่อง “โดรนติดอาวุธ” (armed drone) ซึ่งไม่ใช่การใช้โดรนในภารกิจแบบสงครามเวียดนามที่หมายถึงการบินลาดตระเวนถ่ายภาพทางอากาศเท่านั้น แต่มีความหมายถึง การใช้โดรนในภารกิจของการโจมตีในแบบที่อากาศยานที่มีนักบินทำได้
ความฝันที่ไม่เคยหยุด
ในสภาวะเช่นนี้คงต้องยอมรับว่า ผลพวงจากความสำเร็จของโดรนในสงครามเวียดนาม และพัฒนาการทางเทคโนโลยีการบินที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาเช่นนี้ ทำให้การเกิดของ “อติพจน์ทางอากาศ” ที่เหมือนกับ “ฝันเกินจริง” ในโลกการบินนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปดูแคลนได้ เพราะความฝันของพวกเขาเหล่านี้ต่างหาก ที่มีส่วนผลักดันอย่างสำคัญที่จะทำให้โดรนมีการพัฒนาที่เพิ่มมากขึ้น แม้พวกเขาจะต้องต่อสู้กับสัญญาณลบที่จะเกิดขึ้น และเป็นอุปสรรคอย่างสำคัญในเรื่องนี้ คือการขาดแคลนงบประมาณที่จะสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเรื่องโดรน
เนื่องจากในยุคสงครามเวียดนามนั้น งบประมาณทางด้านโดรนมาจาก “งบประมาณลับ” ของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน และงบประมาณเช่นนี้ยุติลงตามไปกับการสิ้นสุดของสงครามเวียดนาม ประกอบกับการใช้โดรนในยุคนั้นมีค่าใช้จ่ายอย่างมาก มีปัญหาในการเก็บเกี่ยวโดรนกลางอากาศ (MARS) มีปัญหาในการควบคุมโดรน และปัญหาการส่งผ่านข้อมูลของโดรน ปัญหาเช่นนี้มีผลอย่างมากที่ทำให้แนวคิดอคติแบบ “โปรนักบิน” (propilot bias) ที่ให้ความสำคัญกับอากาศยานที่มีคนขับ มีน้ำหนักมากกว่าทั้งในทางหลักนิยมและงบประมาณ
แต่การที่พวก “โปรโดรน” ต้องเผชิญกับสภาวะเช่นนี้ ก็มิได้หมายความว่าบรรดานักคิดและนักประดิษฐ์โดรนในสหรัฐจะยอมยุติความฝันของพวกเขา
ในอีกด้านหนึ่งของซีกโลก เราได้เห็นการมาของนักประดิษฐ์อากาศยานคนสำคัญ คือ อับราฮัม คาเรม (Abraham Karem) บุตรชายของพ่อค้าชาวยิวที่อพยพมาจากแบกแดดในปี 1951 คาเรมเป็นนักประดิษฐ์ที่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยเขาประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องบินที่ใช้การควบคุมระยะไกลให้แก่กองทัพอากาศอิสราเอล เครื่องบินที่ไม่มีคนขับของเขาออกบินครั้งแรกในปี 1973 โดยทำหน้าที่เป็น “เครื่องบินล่อเป้า” ในสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War)
ต่อมาคาเรมอพยพมาตั้งรกรากใหม่ที่ลอสแอนเจลิสในปี 1980 ซึ่งการประดิษฐ์ของเขานับจากนี้เป็นต้นไปจะมีนัยสำคัญกับการพัฒนาโดรนในอนาคตอย่างมาก แม้ต้องอพยพออกจากอิสราเอล เขาก็ไม่เคยละทิ้งความฝันในเรื่องของโดรนแต่อย่างใด
โรงเก็บรถของเขาได้ถูกแปลงให้เป็น “โรงงานผลิตโดรน” อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเขาเริ่มต้นด้วยการสร้างเครื่องบินขนาดเล็กที่ควบคุมการบินจากระยะไกล และในปีถัดมา เขาสร้างเครื่องบินไร้คนขับที่มีรูปร่างเหมือนกับ “บุหรี่ซิการ์” และตั้งชื่อตามนกทะเลว่า “อัลบาทรอส” (Albatross)
โดรนลำนี้ประดิษฐ์จากไม้อัดและไฟเบอร์กลาส และทำขึ้นจากวิศวกรไม่กี่คน แต่ความสำเร็จของ “อัลบาทรอส” คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการพัฒนาโดรนของสหรัฐในเวลาต่อมา เพราะโดรนของคาเรมสามารถบินในอากาศได้นานถึง 56 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จเช่นนี้จึงเป็นเหมือนกับ “สิ่งที่พระเจ้าได้ประทานให้มนุษย์อย่างพวกเราได้เห็น” กล่าวคือ โดรนลำนี้เป็นดัง “revelation” ในทางศาสนา
การกล่าวเปรียบเทียบเช่นนี้ เนื่องจากโดรนในสงครามเวียดนามนั้น มีระยะเวลาบินในอากาศได้ไม่นานมากนัก หรือโดรนนกอินทรี “อควิลา” (Aquila Drone) ที่สำนักข่าวกรองกลางของสหรัฐประดิษฐ์ขึ้นนั้น ต้องใช้คนทำการปล่อยโดรนมากถึง 30 คน แม้โดรนอยู่ในอากาศได้หลายนาที แต่ก็ไม่นานมากนัก และมักจะประสบอุบัติเหตุอยู่เสมอในทุก 20 ชั่วโมงของการบิน ซึ่งตอบได้ทันทีว่า นี่คือ “โดรนแห่งความล้มเหลว” เพราะไม่สามารถนำมาใช้ได้จริงในทางยุทธการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าโครงการโดรนของ CIA ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย แม้จะใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากก็ตาม
การปฏิวัติโดรน
ความสำเร็จของคาเรมทำให้เขาได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมอเมริกัน ซึ่งต้องการให้มีการสร้างโดรนที่มีขีดความสามารถมากขึ้น จึงทำให้เกิดโดรน “แอมเบอร์” (Amber Drone) ตามมา โดรนนี้ไม่ได้สร้างจากโรงงานผลิตอาวุธ แต่หากเป็นผลการสร้างด้วยทีมงานของตัวเขาเองและทำกันที่บ้าน และทำการบินครั้งแรกในปี 1986 โดยสามารถบินอยู่ในอากาศได้นานถึง 40 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถไต่ระยะสูงได้ถึง 30,000 ฟุต
แต่ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ถือว่าเพียงพอในการสร้างโดรนโจมตี เพราะไม่มีขีดความสามารถในการบรรทุกเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทั้งไม่สามารถแบกน้ำหนักมากในการติดตั้งอุปกรณ์และระบบเซ็นเซอร์ตามที่ต้องการได้ ต่อมา คาเรมก็สร้างความสำเร็จอีกครั้งด้วยการสร้างโดรน “GNAT-750” ในต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของโดรนในยุคปัจจุบัน
ความสำเร็จของคาเรมเช่นนี้ สอดรับกับความต้องการของสถานการณ์จริง ที่ CIA ต้องการใช้โดรนบินถ่ายภาพในภารกิจลับเหนือน่านฟ้าของบอสเนีย โดยโดรน GNAT จะถูกปล่อยออกจากฐานทัพอเมริกันในแอลเบเนีย และผู้อำนวยการ CIA จะสามารถ “ซูม” ดูภาพของจุดต่างๆ หรือภาพการเคลื่อนไหวต่างๆ ในบอสเนียได้ตามต้องการ แต่โดรนนี้ก็มีจุดอ่อนจากปัญหาอากาศ และระยะทางไกลของการควบคุมด้วยสัญญาณวิทยุ
ข้อจำกัดเช่นนี้ทำให้คาเรมพัฒนาโดรนตัวใหม่ออกมาชื่อ “พรีเดเตอร์” (Predator Drone) และโดรนตัวนี้แหละ ที่เข้ามาเป็นผู้ปฏิวัติวงการโดรน จนอาจกล่าวได้ว่า พรีเดเตอร์คือจุดเริ่มต้นของ “การปฏิวัติโดรน” ครั้งสำคัญของโลก!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามโดรน (14) อติพจน์การบินและการปฏิวัติโดรน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly