โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทรดทองต้องรู้! เตรียมซื้อเป็นดอลลาร์ ลดแรงกระแทกค่าเงินบาท

PostToday

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 22.59 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 05.47 น.

ในช่วงเวลาที่ทองคำกำลังกลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยของโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ ทองจะไปต่อแค่ไหน แต่คือ ประเทศไทยจะรับมือกับแรงเงินทุนนี้อย่างไร

เบื้องหลังโต๊ะหารือระหว่างผู้ประกอบการทองรายใหญ่กับธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังค่อยๆก่อร่างเป็น"เกมใหม่ของตลาดทองคำไทย" เกมที่ไม่ได้วัดกันแค่กำไร แต่เชื่อมโยงไปถึงเสถียรภาพค่าเงินทั้งระบบ

และนี่คือครั้งแรกที่แนวคิด "เปลี่ยนหน่วยเทรดทอง" ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่

นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จำกัด (MTS Gold) หรือ แม่ทองสุก เผยกับ "โพสต์ทูเดย์" ถึงความคืบหน้าการหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 เพื่อหาทางลดแรงกระเพื่อมจากการซื้อขายทองคำที่ส่งผลต่อค่าเงินบาท

โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นออกมาแล้ว 4 แนวทางสำคัญ คือ

ข้อแรก พลิกระบบเทรดทองเป็น "ดอลลาร์สหรัฐ"

ผู้ประกอบการร้านทองรายใหญ่ทั้ง 14 ราย เตรียมพัฒนาระบบซื้อขายทองคำออนไลน์ใหม่ โดยเปลี่ยนหน่วยการซื้อขายจาก"เงินบาท" เป็น "ดอลลาร์สหรัฐ (USD)"

เป้าหมายชัดเจน คือ "ลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทลงไม่ต่ำกว่า 60%" โดยเฉพาะจากดีมานด์ของผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

ข้อสอง เดินเครื่องภายใน 6 เดือน

ระบบใหม่ถูกวางกรอบเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่หากผู้ประกอบการรายใดมีความพร้อมก่อนก็สามารถเริ่มใช้ระบบเทรดทองเป็นดอลลาร์ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอเทรดระบบพร้อมกันทั้งหมด

ข้อสาม ดันบัญชี FCD ให้ประชาชนเข้าถึงง่ายขึ้น

อีกโจทย์สำคัญ คือ การขอให้ ธปท. ช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเงินบาทเป็นดอลลาร์ ผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือระบบ Wallet เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำเงินดอลลาร์มาใช้ซื้อทองคำได้สะดวกขึ้น ลดขั้นตอน ลดอุปสรรค

ข้อสุดท้าย สื่อสารให้เข้าใจตรงกันทั้งระบบ

มาตรการนี้จะไม่เดินเดี่ยว แต่จะจับมือกับสื่อต่างๆเพื่อให้ความรู้กับประชาชนว่าเหตุใดการเทรดทองในสกุลเงิน USD จึงจำเป็นและช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้อย่างไร

ใครได้รับผลกระทบ ใครไม่เกี่ยว ?

มาตรการนี้ "เล็งเป้าเฉพาะจุด" ไม่ได้ครอบคลุมทุกคน

  • รายใหญ่ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ที่มีปริมาณซื้อขายสูงราว 700 ล้านบาทต่อเดือน หรือซื้อครั้งละ 5–10 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อโยกแรงซื้อไปอยู่ในระบบเทรดดอลลาร์ให้มากที่สุด
  • รายย่อย-รายกลาง แทบไม่กระทบ ยังสามารถซื้อขายทองเป็นเงินบาทกับร้านทองได้ตามปกติ เพราะยอดรวมไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อค่าเงินบาท
  • นิติบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการนี้ เนื่องจากอยู่ในระบบภาษีและการเงินที่ชัดเจนอยู่แล้ว

ขาขึ้นยังไม่จบ เป้าหมายไกลกว่าที่คิด

ในมุมการลงทุน นพ.กฤชรัตน์ ยังคงมองทองคำมีแนวโน้มเป็น"ขาขึ้น" อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าระดับโลกไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปี 2569 นี้ ซึ่งอาจผลักดันราคาทองในประเทศขึ้นไปทดสอบระดับ 72,000 บาท

ระยะสั้น ราคาทองที่พุ่งแรงในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในเวเนซุเอลา หากยืดเยื้อคาดว่าราคาทองคำอาจจะทดสอบ 4,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเดือนมกราคมนี้

ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในช่วงปลายเดือนนี้อย่างใกล้ชิด

ระยะยาว ประเมินว่ามีโอกาสสูงถึง 90% ที่ราคาทองอาจจะขึ้นไปเห็นระดับ 75,000 บาท

ส่วนที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่าราคามีโอกาสแตะ 100,000 บาทนั้น อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตแต่ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ ปัจจัยหนุนมาจากภาวะเงินเฟ้อ, การลดบทบาทของดอลลาร์ (De-dollarization) และธนาคารกลางทั่วโลกที่หันมาถือครองทองคำมากขึ้นแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯมากขึ้น โดยสัดส่วนอาจเพิ่มจาก 2% เป็นไม่น้อยกว่า 15%

กลยุทธ์ลงทุน ย่อคือโอกาส

คำแนะนำยังชัดเจน"รอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว" แนวรับสำคัญอยู่ที่ 65,000 บาท และ 64,500 บาทสามารถซื้อเพื่อถือลงทุน โดยมองว่าฐานราคาแถว 63,500-64,000 บาท เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก

และยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่แตกในตลาดทองคำ 100% เพราะฐานราคาทองคำแถว 63,500 – 64,000 บาทซึ่งผ่านการทดสอบมา 3 ครั้งได้อย่างแข็งแกร่ง

เกมทองคำรอบนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องกำไร แต่กำลังขยับไปสู่ "โครงสร้างใหม่" ที่เชื่อมโยงค่าเงิน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และทิศทางการลงทุนในระยะยาว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...