พรรคประชาชนเปิดตัวทีมบริหารคนที่ 3 ปลดล็อกการศึกษาไทย ไม่ให้เป็นความทุกข์ของชาติ
(7 ม.ค. 69) ซีรีส์ The Professional ตอนที่ 3 ของพรรคประชาชน เปิดตัวคนที่จะเข้ามารับหน้าที่ในทีมบริหาร หากพรรคประชาชนสามารถตั้งรัฐฐาลได้ โดยในวันนี้พรรคเปิดตัว รศ.อนุชาติ พวงสำลี ประธานคณะกรรมการอำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อดีตคณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, และอดีตคณบดีคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เข้ามารับผิดชอบงานด้านการศึกษาของพรรค
.
“การศึกษาคือความทุกข์ของแผ่นดิน” คือนิยามสั้นๆ แต่สะท้อนภาพใหญ่ที่ รศ.อนุชาติ มองเห็นถึงปัญหาเรื้อรังของระบบการศึกษาไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันทุกองคาพยพ ตั้งแต่เด็ก ครู ผู้ปกครอง ไปจนถึงระดับนโยบาย ล้วนติดอยู่ในกับดักของระบบที่ออกแบบมาเพื่อโลกเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
.
รศ.อนุชาติระบุว่า หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สิ่งแรกที่จะทำทันทีคือการประกาศให้โรงเรียนทุกแห่งเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับทุกคนภายใน 3 เดือนแรก เพื่อสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้
.
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้ปัญหาความทุกข์ของครูอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการ ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอน เช่น งานตรวจรับพัสดุหรืองานเอกสารราชการที่ดึงเวลาครูออกจากห้องเรียน เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่หลักในการดูแลและพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ
.
แนวคิดหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ระบบรวมศูนย์” มาเป็นการสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ในมิติต่างๆ ทั้ง เคารพความแตกต่างหลากหลาย เลิกจัดการศึกษาแบบ “ตัดเสื้อโหล” ที่บังคับให้ทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน แต่จะเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เติบโตตามศักยภาพและวิถีของตนเอง, การศึกษาไร้รอยต่อ (Seamless Education) เชื่อมโยงทรัพยากรนอกรั้วโรงเรียน เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน องค์กรเอกชน พิพิธภัณฑ์ และแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา, แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ สร้างพื้นที่ออนไลน์ที่บรรจุหลักสูตรหลากหลาย ทันโลก (เช่น AI, ทักษะการเงิน) และอนุญาตให้เด็กมีส่วนร่วมในการกำหนดคอนเทนต์ที่ต้องการเรียน, กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ส่งเสริมให้โรงเรียนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเอง ทั้งเรื่องงบประมาณและการบรรจุบุคลากร
.
นอกจากนี้ รศ.อนุชาติเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้กระทรวงถอยออกมาทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” และ “ผู้คุมกติกา” ทำหน้าที่ดูมาตรฐาน วิเคราะห์ทิศทางแรงงาน และกำกับดูแลเชิงวิชาการ มากกว่าที่จะลงไปผูกขาดจัดการศึกษาเองเพียงลำพัง พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงแรงงาน หรือกระทรวง อว. เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
.
สำหรับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม รศ.อนุชาติได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์บริหาร โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า การเรียนแบบเชิงรุกที่เคารพตัวตนเด็ก ไม่เพียงแต่ทำให้เด็กมีความสุข แต่ยังส่งผลให้เด็กมีภาวะผู้นำ คิดเชิงวิพากษ์ และสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสาขาที่ตนเองสนใจได้สูงถึง 80-90%
.
“หน้าที่ของการศึกษาคือทำให้ดอกไม้และต้นไม้เจริญเติบโตงอกงามไปในทิศทางของเขา” รศ.อนุชาติกล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในระยะ 4 ปี หากได้รับโอกาสเข้าไปบริหาร เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าห้องเรียนไทยให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขและความงอกงามอย่างแท้จริง