กสิกรไทย เผย ยอดคืนหนี้พุ่งแซงสินเชื่อใหม่ สะท้อนธุรกิจรัดเข็มขัดรับเศรษฐกิจซึม
กสิกรไทย มองเศรษฐกิจปี 69 เข้าสู่โหมดปรับสมดุล ยอดกู้สินเชื่อลดตาม GDP ต่ำ สวนทางยอดคืนสินเชื่อเพิ่มขึ้น เตรียมความพร้อมภาคธนาคารรับเกณฑ์รายงานเข้มสกัดธุรกรรมต้องสงสัย
14 ม.ค. 2569 - นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบัน แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศเล็กอาจไม่มีผลโดยตรงมากนักเมื่อเทียบกับเรื่องการปรับเปลี่ยน Supply Chain และความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการเติบโตของจีน
ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดเงินและค่าเงินบาท แม้จะมีความผันผวนแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารและลูกค้าสามารถรับมือได้ตามที่คาดการณ์ไว้
นายจงรักเปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจธนาคารในปี 2569 มีหลายเรื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อผลกำไร จากทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มเป็นขาลงและความยากในการหารายได้ใหม่ๆ ในขณะที่ความเสี่ยงทางด้านเครดิตยังคงมีอยู่เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เติบโต ทำให้ลูกค้าในประเทศหาช่องทางการขยายธุรกิจได้ยาก
โดยประเด็นที่พบในปัจจุบันคือยอดการชำระคืนเงินกู้ (Repayment) มีจำนวนสูงมาก โดยมียอดคืนเงินมากกว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งการคืนหนี้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าลูกค้ามีความกังวลและระมัดระวังตัวมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีหลักประกันดี หากมองเห็นว่าเศรษฐกิจไม่มีช่องทางเติบโตก็เลือกที่จะคืนเงินกู้แทนการลงทุนต่อเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจ ภาวะเช่นนี้ทำให้ภาพรวมสินเชื่อของทั้งประเทศมีแนวโน้มคงที่ หรืออาจติดลบเล็กน้อย
“ลูกค้าดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อมองว่าไม่ควรลงทุนเพิ่มก็คืนหนี้ไปก่อนเพื่อเก็บทุนไว้ หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็ค่อยกลับมาลงทุนใหม่ ซึ่งธนาคารยังพร้อมปล่อยสินเชื่อแต่ต้องปล่อยให้ลูกค้าที่ไปได้ด้วย ไม่อยากปล่อยไปแล้วลูกค้าไปต่อไม่ได้ ลูกค้าอาจจะเสียหายภายหลังได้ แบงก์ก็เสียหายด้วย ซึ่งเรื่องปล่อยสินเชื่อเป็นอีกเรื่องที่ยากหากจีดีพีไม่โต”
แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่ธนาคารกสิกรไทยยังคงรักษาความเป็น ผู้นำในด้าน Digital Banking (มีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด) และเป็นผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคงรวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม (Mutual Fund)
นายจงรัก กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ KBank จะเน้นการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าและอุตสาหกรรม (Selection) มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่
- อุตสาหกรรมการแพทย์และท่องเที่ยว: ซึ่งไทยมีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับระดับสากล,
- เกษตรแปรรูป เน้นกลุ่มที่มีการสร้าง Value Added
- กลุ่มบริษัทรายใหญ่ (Corporate): ที่ยังมีการขยายตัวได้ดีกว่า SME
- สินเชื่อบ้าน (Home Loan): ที่ยังเห็นการเติบโต
นายจงรัก กล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศธนาคารยังคงมองหาโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตสูง เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม โดยในอินโดนีเซีย ธนาคารเพิ่มการถือหุ้นในแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและจัดระเบียบองค์กรเพื่อให้พร้อมต่อการรุกตลาดอย่างเต็มตัว
สำหรับประเด็นด้าน ESG ธนาคารยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยถือเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) แม้ว่าในระดับโลกจะเริ่มมีบางประเทศเช่นสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอความสนใจลง แต่ไทยยังต้องเดินหน้าต่อเพื่อรองรับมาตรการทางภาษีและเกณฑ์ทางการค้าจากฝั่งยุโรป
“ปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ "Self-Correct" หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง (Deleverage) ที่ยอดกู้ลดลงตามภาวะ GDP ที่โตต่ำ ซึ่งธนาคารต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและเน้นความยั่งยืนร่วมกับลูกค้าเป็นหลัก”
อย่างไรก็ดี มาตรการยกระดับความเข้มงวดสกัดทุนเทาที่ให้ภาคธนาคารมีความเข้มงวดในการติดตามและต้องรายงานข้อมูลเข้มข้นนั้น นายจงรัก กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามักใช้ช่องทางทองคำในการฟอกเงิน ภาคธนาคารเป็นปลายทางของธุรกรรม เพราะจะเห็นข้อมูลเฉพาะเมื่อมีการนำทองมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์เท่านั้น แต่ภายใต้เกณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมา ธนาคารเตรียมพร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบต้นทางของแหล่งเงินและรายงานที่มาที่ไปมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการรอหลักเกณฑ์การรายงาน
คาดสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ -0.7% ในปี 2569
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า พฤติกรรมผู้กู้ยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง แม้ต้นทุนทางการเงินจะทยอยลดลง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมาแม้จะช่วยลดภาระต้นทุนการกู้ยืม แต่ในเชิงพฤติกรรมผู้กู้จำนวนมากยังคงชะลอการตัดสินใจก่อหนี้เพิ่มเติมซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่การฟื้นตัวของรายได้มีความไม่แน่นอนกว่ากลุ่มธุรกิจรายใหญ่ สะท้อนจากดัชนี Diffusion Index ที่ความต้องการสินเชื่อของ SME ที่มีทิศทางชะลอลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะยังคงทยอยลดลง
สัญญาณเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภาคการผลิต จำกัดการฟื้นตัวของสินเชื่อ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรงและความเสี่ยงในภาคการผลิตและการส่งออก มีผลกระทบต่อเนื่องต่อบรรยากาศการลงทุนและการเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้สถานการณ์ Debt Deleveraging ยังดำเนินต่อไปในปี 2569
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือระบบแบงก์ไทย ในปี 2569 จะหดตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ที่ -0.7% ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะปิดปี 2568 ที่ -2.3% สอดคล้องกับหลายปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
สินเชื่อธุรกิจอาจกลับมาขยายตัวที่ 0.2% ในปี 2569 นำโดย สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่จะกลับมาขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2569 ขณะที่สินเชื่อ SME อาจยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -4.0% ส่วนสินเชื่อรายย่อยปี 2569 คาดว่าจะหดตัวลงต่อเนื่องที่ -1.0% เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ยังเปราะบาง
โดยคาดว่า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ฯ จะหดตัวลง -0.5% และ -8.0% ตามลำดับ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันและสินเชื่อบัตรเครดิต อาจขยายตัวที่ 0.7% และ 1.2% ในปี 2569ตามลำดับ