โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กสิกรไทย เผย ยอดคืนหนี้พุ่งแซงสินเชื่อใหม่ สะท้อนธุรกิจรัดเข็มขัดรับเศรษฐกิจซึม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 02.19 น.

กสิกรไทย มองเศรษฐกิจปี 69 เข้าสู่โหมดปรับสมดุล ยอดกู้สินเชื่อลดตาม GDP ต่ำ สวนทางยอดคืนสินเชื่อเพิ่มขึ้น เตรียมความพร้อมภาคธนาคารรับเกณฑ์รายงานเข้มสกัดธุรกรรมต้องสงสัย

14 ม.ค. 2569 - นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์โลกในปัจจุบัน แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยในฐานะประเทศเล็กอาจไม่มีผลโดยตรงมากนักเมื่อเทียบกับเรื่องการปรับเปลี่ยน Supply Chain และความพยายามของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นการเติบโตของจีน

ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดเงินและค่าเงินบาท แม้จะมีความผันผวนแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ธนาคารและลูกค้าสามารถรับมือได้ตามที่คาดการณ์ไว้

นายจงรักเปิดเผยว่า ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจธนาคารในปี 2569 มีหลายเรื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อผลกำไร จากทิศทางดอกเบี้ยที่เริ่มเป็นขาลงและความยากในการหารายได้ใหม่ๆ ในขณะที่ความเสี่ยงทางด้านเครดิตยังคงมีอยู่เนื่องจากเศรษฐกิจไม่เติบโต ทำให้ลูกค้าในประเทศหาช่องทางการขยายธุรกิจได้ยาก

โดยประเด็นที่พบในปัจจุบันคือยอดการชำระคืนเงินกู้ (Repayment) มีจำนวนสูงมาก โดยมียอดคืนเงินมากกว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ ซึ่งการคืนหนี้เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าลูกค้ามีความกังวลและระมัดระวังตัวมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีหลักประกันดี หากมองเห็นว่าเศรษฐกิจไม่มีช่องทางเติบโตก็เลือกที่จะคืนเงินกู้แทนการลงทุนต่อเพื่อป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจ ภาวะเช่นนี้ทำให้ภาพรวมสินเชื่อของทั้งประเทศมีแนวโน้มคงที่ หรืออาจติดลบเล็กน้อย

“ลูกค้าดูแลตัวเองมากขึ้น เมื่อมองว่าไม่ควรลงทุนเพิ่มก็คืนหนี้ไปก่อนเพื่อเก็บทุนไว้ หากเศรษฐกิจดีขึ้นก็ค่อยกลับมาลงทุนใหม่ ซึ่งธนาคารยังพร้อมปล่อยสินเชื่อแต่ต้องปล่อยให้ลูกค้าที่ไปได้ด้วย ไม่อยากปล่อยไปแล้วลูกค้าไปต่อไม่ได้ ลูกค้าอาจจะเสียหายภายหลังได้ แบงก์ก็เสียหายด้วย ซึ่งเรื่องปล่อยสินเชื่อเป็นอีกเรื่องที่ยากหากจีดีพีไม่โต”

แม้ภาพรวมจะท้าทาย แต่ธนาคารกสิกรไทยยังคงรักษาความเป็น ผู้นำในด้าน Digital Banking (มีฐานลูกค้า 1 ใน 3 ของตลาด) และเป็นผู้นำด้านเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์ (CASA) ซึ่งเป็นต้นทุนที่มั่นคงรวมถึงความเป็นผู้นำในกลุ่มกองทุนรวม (Mutual Fund)

นายจงรัก กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ KBank จะเน้นการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าและอุตสาหกรรม (Selection) มากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่

  • อุตสาหกรรมการแพทย์และท่องเที่ยว: ซึ่งไทยมีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับระดับสากล,
  • เกษตรแปรรูป เน้นกลุ่มที่มีการสร้าง Value Added
  • กลุ่มบริษัทรายใหญ่ (Corporate): ที่ยังมีการขยายตัวได้ดีกว่า SME
  • สินเชื่อบ้าน (Home Loan): ที่ยังเห็นการเติบโต

นายจงรัก กล่าวอีกว่า ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศธนาคารยังคงมองหาโอกาสในตลาดที่มีการเติบโตสูง เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม โดยในอินโดนีเซีย ธนาคารเพิ่มการถือหุ้นในแบงก์แมสเปี้ยนเป็น 89.48% เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นและจัดระเบียบองค์กรเพื่อให้พร้อมต่อการรุกตลาดอย่างเต็มตัว

สำหรับประเด็นด้าน ESG ธนาคารยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยถือเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) แม้ว่าในระดับโลกจะเริ่มมีบางประเทศเช่นสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอความสนใจลง แต่ไทยยังต้องเดินหน้าต่อเพื่อรองรับมาตรการทางภาษีและเกณฑ์ทางการค้าจากฝั่งยุโรป

“ปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ "Self-Correct" หรือการปรับสมดุลด้วยตัวเอง (Deleverage) ที่ยอดกู้ลดลงตามภาวะ GDP ที่โตต่ำ ซึ่งธนาคารต้องดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและเน้นความยั่งยืนร่วมกับลูกค้าเป็นหลัก”

อย่างไรก็ดี มาตรการยกระดับความเข้มงวดสกัดทุนเทาที่ให้ภาคธนาคารมีความเข้มงวดในการติดตามและต้องรายงานข้อมูลเข้มข้นนั้น นายจงรัก กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่ามักใช้ช่องทางทองคำในการฟอกเงิน ภาคธนาคารเป็นปลายทางของธุรกรรม เพราะจะเห็นข้อมูลเฉพาะเมื่อมีการนำทองมาขายเพื่อแลกเป็นเงินบาทหรือดอลลาร์เท่านั้น แต่ภายใต้เกณฑ์ใหม่ที่กำลังจะออกมา ธนาคารเตรียมพร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบต้นทางของแหล่งเงินและรายงานที่มาที่ไปมากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการรอหลักเกณฑ์การรายงาน

คาดสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ -0.7% ในปี 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า พฤติกรรมผู้กู้ยังอยู่ในภาวะระมัดระวัง แม้ต้นทุนทางการเงินจะทยอยลดลง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมาแม้จะช่วยลดภาระต้นทุนการกู้ยืม แต่ในเชิงพฤติกรรมผู้กู้จำนวนมากยังคงชะลอการตัดสินใจก่อหนี้เพิ่มเติมซึ่งจะกลายเป็นภาระผูกพันระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่ม SME ที่การฟื้นตัวของรายได้มีความไม่แน่นอนกว่ากลุ่มธุรกิจรายใหญ่ สะท้อนจากดัชนี Diffusion Index ที่ความต้องการสินเชื่อของ SME ที่มีทิศทางชะลอลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะยังคงทยอยลดลง

สัญญาณเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของภาคการผลิต จำกัดการฟื้นตัวของสินเชื่อ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดัน ทั้งจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรงและความเสี่ยงในภาคการผลิตและการส่งออก มีผลกระทบต่อเนื่องต่อบรรยากาศการลงทุนและการเบิกใช้สินเชื่อของภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้สถานการณ์ Debt Deleveraging ยังดำเนินต่อไปในปี 2569

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือระบบแบงก์ไทย ในปี 2569 จะหดตัวลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ที่ -0.7% ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะปิดปี 2568 ที่ -2.3% สอดคล้องกับหลายปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

สินเชื่อธุรกิจอาจกลับมาขยายตัวที่ 0.2% ในปี 2569 นำโดย สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าสินเชื่อ SME โดยสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่จะกลับมาขยายตัวที่ 2.0% ในปี 2569 ขณะที่สินเชื่อ SME อาจยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ -4.0% ส่วนสินเชื่อรายย่อยปี 2569 คาดว่าจะหดตัวลงต่อเนื่องที่ -1.0% เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ รายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ยังเปราะบาง

โดยคาดว่า สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ฯ จะหดตัวลง -0.5% และ -8.0% ตามลำดับ สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันและสินเชื่อบัตรเครดิต อาจขยายตัวที่ 0.7% และ 1.2% ในปี 2569ตามลำดับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ วงการธนาคาร ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...