โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดิสนีย์แลนด์หรือจะเป็นหนี้แลนด์ ไทยไหวแค่ไหน? Disneyland ไม่ได้ดูแค่รัฐมีเงิน-มีที่ดินเหลือ

Thairath Money

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. เวลา 08.04 น.
ภาพไฮไลต์

"แนวคิดการดึง Disneyland" เข้ามาตั้งในประเทศไทยถูกโยนขึ้นมาบนโต๊ะอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 โดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย หวังใช้เป็นตัวเร่งให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เดินหน้าได้จริง พร้อมทั้งยังเป็นจุดขายใหม่ให้กับไทย สานฝันการมี“Man-Made Destination” แข่งขันในระดับโลก

Disneyland ประเทศไทย ทำไมรัฐบาลไทยสนใจ ไอเดียมาจากไหน?

สาระสำคัญจากถ้อยแถลงของพิพัฒน์ชัดเจนว่า การสร้างสนามแข่งขันระดับโลก (Sport Complex) เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับนานาชาติ โครงการเดิมที่ได้หารือไว้ก่อนหน้านี้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ประกอบไปด้วย สนามแข่งขันกีฬาในร่มที่สามารถจุผู้คนได้ 30,000 ที่นั่ง สนามฟุตบอล 80,000 ที่นั่ง รวมถึงสระว่ายน้ำมาตรฐานโลก แม้จะจำเป็นแต่ไม่ใช่แม่เหล็กที่ดึงดูดคนได้ทุกวัน แนวคิดการสร้าง Disneyland จึงถูกหยิบยกขึ้นมา

พิพัฒน์ กล่าวว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง, สุวรรณภูมิ, อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกยังไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ หากยืนอยู่ลำพัง นอกจากนี้พื้นที่ EEC ยังมีที่ดินว่างจำนวนมาก โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. มีแผนจะพัฒนาพื้นที่ตรงนี้อยู่แล้วจึงเหลือแค่การหาจุดขายใหม่ ๆ ใส่ลงไปอยู่แล้ว

โดยหลังจากนำเสนอไอเดียนี้ในปีที่แล้ว เบื้องต้นมีนักลงทุนที่แสดงความสนใจเข้ามา ซึ่งเป็นนักลงทุนไทยแต่ยังเปิดเผยไม่ได้ โดยยืนยันว่าการดึงดิสนีย์แลนด์เข้ามาจัดตั้งในประเทศไทยนั้นได้หารือกับสกพอ. เป็นที่เรียบร้อย พร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอแผนงานอย่างเป็นรูปธรรมโดยรัฐบาล

พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ไทยได้เปรียบทั้งในเรื่องพื้นที่ ขนาดโครงการ ต้นทุนการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทำเลที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคและการมีโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางที่พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ดังกล่าวได้ นักท่องเที่ยวสามารถลงสนามบินสุวรรณภูมิหรือสนามบินอู่ตะเภา และนั่งรถไฟความเร็วสูงมาเที่ยวได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง จากนั้นยังสามารถเดินทางไปเที่ยวยังจุดหมายอื่น ๆ ต่อภายในประเทศได้อีกด้วย

Disneyland Thailand ในบริบทนี้จึงไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่อาจเรียกได้ว่าเป็นหมากแก้เกม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปลุกชีวิตโครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่หยุดนิ่งมานานกว่า 5 ปี โดยคาดหวังว่าไอเดียนี้จะสนับสนุน 2 โครงการสำคัญ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ให้ดำเนินการก่อสร้างต่อ และทำให้เอกชนตัดสินใจง่ายขึ้นในการลงทุนเพิ่มเติมหลังจากนี้

ถ้า Disneyland มาไทย จะมาในรูปแบบไหน? มูลค่าลงทุนกี่แสนล้าน?

แนวทางที่เปิดเผยออกมาจัดได้เป็น 2 ระดับ อ้างอิงจากถ้อยแถลงวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา

  • เชิญ Disney มาลงทุนโดยตรง รัฐบาลไทยทำหนังสือเชิญชวนให้เอกชนไทยเป็นแกนร่วมลงทุน โดยรัฐบาลทำหน้าที่จัดพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน
  • หาก Disney ไม่มาลงทุนเอง ไทยสามารถซื้อลิขสิทธิ์ (License) เพื่อพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ คล้ายโมเดลสวนสนุกระดับโลกในบางประเทศ

หากดูจากข้อมูลที่พิพัฒน์อ้างถึง Disneyland ขนาดเล็กจะอยู่ที่ 960 ไร่ ขนาดกลางจะอยู่ที่ 1,800-2,000 ไร่ ขณะที่ขนาดใหญ่จะอยู่ที่ 3,000 ไร่ ซึ่งเมื่อรวมกับแนวคิดจากไอเดียเดิมที่จะสร้างสนามแข่งขันที่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างรองรับงานประชุมระดับนานาชาติ พื้นที่รวมอาจแตะราว 5,000 ไร่ ซึ่งใหญ่กว่าShanghai Disney Resort ประเทศจีนที่มีขนาดประมาณ 2,435 ไร่ ที่ใช้งบลงทุน 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 175,450 ล้านบาท

จากการเทียบสัดส่วนลงทุน ประเทศไทยอาจต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 7,000-8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 256,000-292,000 ล้านบาท บนสัดส่วนพื้นที่ 3,000 ไร่ เพื่อสร้างสวนสนุกระดับโลกให้ได้มาตรฐานระดับนานาชาติ ซึ่งยังไม่รวมกับต้นทุนการก่อสร้างในยุคปัจจุบันที่สูงขึ้น

แม้ยังไม่ระบุชื่อจังหวัดตรงๆ แต่จากเงื่อนไขทั้งหมด Disneyland แห่งนี้จะอยู่ในเขตพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าพื้นที่ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ ชลบุรี

ปัจจุบันสวนสนุก Disneyland และสวนสนุกในเครือของ The Walt Disney Company มีจำนวน 12 แห่ง กระจายอยู่ใน 6 รีสอร์ตหลักทั่วโลก ได้แก่

สหรัฐอเมริกา

- Disneyland Park (แคลิฟอร์เนีย)

- Disney California Adventure (แคลิฟอร์เนีย)

- Magic Kingdom (ฟลอริดา)

- EPCOT (ฟลอริดา)

- Disney’s Hollywood Studios (ฟลอริดา)

- Disney’s Animal Kingdom (ฟลอริดา)

ญี่ปุ่น
- Tokyo Disneyland
- Tokyo DisneySea

ฝรั่งเศส
- Disneyland Park (ปารีส)
- Walt Disney Studios Park (ปารีส)

จีนและฮ่องกง
- Shanghai Disney Resort (เซี่ยงไฮ้)
- Hong Kong Disneyland (ฮ่องกง)

ปัจจุบัน Disney กำลังสร้าง Disneyland Abu Dhabi ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะเป็นรีสอร์ตดิสนีย์แห่งแรกในตะวันออกกลางและเป็นแห่งที่ 7 จากทั่วโลก โดยคาดเสร็จช่วงประมาณต้นปี 2030 สำหรับภูมิภาคอาเซียนจะเห็นว่ายังไม่มีสวนสนุกของ Disney ตั้งอยู่เลย ดังนั้นถ้ารัฐบาลไทยสามารถดึง Disneyland หรือสวนสนุกในเครือเข้ามาตั้งจริงในไทยอย่างเป็นทางการ จะถือเป็นครั้งแรกที่มีสวนสนุกระดับโลกภายใต้แบรนด์ Disney ในภูมิภาคอาเซียน

พลิกเศรษฐกิจขนาดไหน บทเรียนจากสหรัฐฯ กับคำถามใหญ่ของประเทศไทย

หลัง Disneyland เปิดตัวครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 70 ปีก่อน ปัจจุบันแบรนด์ Disneyland สร้างความสำเร็จทั้งมิติของธุรกิจและวัฒนธรรม เป็นตัวอย่างของโมเดลธุรกิจสวนสนุกหรืออุตสาหกรรมธีมพาร์กสมัยใหม่ที่กลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจที่ทรงพลังของสหรัฐอเมริกา

Disney Parks & Resorts สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สหรัฐฯ สูงถึง 67,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 2.3 ล้านล้านบาทต่อปี และสนับสนุนการจ้างงานมากกว่า 403,000 ตำแหน่ง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ครอบคลุมรัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และลามไปถึงทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯ

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Disneyland ไม่ได้สร้างรายได้แค่จากตั๋วสวนสนุก แต่เป็นเครื่องจักรที่สร้างระบบเศรษฐกิจทั้งผืน ตั้งแต่โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง ซัพพลายเออร์ และบริการท้องถิ่นต่างๆ พร้อมสร้างรายได้ภาษีจำนวนมากให้กับรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาล ก่อให้เกิดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่

หากมองจากโมเดลสหรัฐฯ ผลกระทบเชิงบวกที่เราคาดการณ์ได้ในประเทศไทย คือ การลงทุนโดยตรงระดับแสนล้านบาท การจ้างงานจำนวนมากระยะยาว การเพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่กำลังซื้อสูงและยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ การเปลี่ยนพื้นที่โดยรอบให้เติบโตไปด้วย การใช้โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้แล้ว และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลก

มาถึงตรงนี้ คำถามที่คนไทยเอาใจช่วยว่าไทยจะถูกเลือกหรือไม่? เราพร้อมเป็นบ้านของ Disneyland ได้หรือยัง และเราพร้อมแค่ไหนกับโมเดลธุรกิจสวนสนุกระดับนี้ ?

การขยายอาณาจักรของดิสนีย์ในเอเชียไม่ได้ใช้สูตรสำเร็จเดียวกัน แต่ละแห่งมีรูปแบบธุรกิจที่สะท้อนถึงกลยุทธ์ในช่วงเวลานั้นๆ รวมถึงการพิจารณาไปถึงกฎหมายและสภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่สะท้อนระดับความเสี่ยงในการควบคุมและการปรับเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่แตกต่างกัน

1) Tokyo Disneyland โมเดลใช้ลิขสิทธิ์ (The Licensing Model) Tokyo Disneyland (ปี 2526) คือ สวนสนุกแห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกาและเป็นแห่งเดียวในโลกที่ดิสนีย์ไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เลือกที่จะขายลิขสิทธิ์แทนการลงทุนด้วยตัวเอง

  • โครงสร้าง: บริษัท Oriental Land Co., Ltd. (OLC) กลุ่มทุนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของและผู้บริหารจัดการ 100%
  • ข้อตกลง: ดิสนีย์ไม่ต้องลงทุนสร้างแม้แต่บาทเดียว แต่ให้สิทธิ์ในการใช้ตัวละคร (IP) และงานออกแบบแลกกับค่าธรรมเนียม (Royalties) ประมาณ 10% จากค่าบัตรผ่านประตู และ 5% จากยอดขายอาหารและของที่ระลึ
  • ผลลัพธ์ : เป็นสวนสนุกที่สร้างรายได้และกำไรอย่างมหาศาล ความสำเร็จนี้ทำให้ในโครงการต่อๆ มา ดิสนีย์เปลี่ยนมาใช้โมเดลการร่วมทุนแทน

2) Hong Kong Disneyland โมเดลร่วมทุนรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) Hong Kong Disneyland (ปี 2548) เปลี่ยนมาใช้โมเดลร่วมลงทุน (Joint Venture) กับรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • โครงสร้าง: เป็นการร่วมทุนระหว่าง The Walt Disney Company (47%) และ รัฐบาลฮ่องกง (53%) และบริหารงานโดยบริษัท Hong Kong International Theme Parks Limited (HKITP)
  • ข้อตกลง : รัฐบาลฮ่องกงเป็นฝ่ายทุ่มเงินเองเพื่อสนับสนุนที่ดินและการถมทะเล ส่วนดิสนีย์ดูแลแบรนด์และการบริหาร โดยดิสนีย์เปลี่ยนจากแค่กินค่าลิขสิทธิ์ มาเป็นผู้ถือหุ้นที่แบ่งกำไรและขาดทุนจริง
  • ผลลัพธ์: แม้ที่ฮ่องกงจะมีขนาดเล็กที่สุด แต่ก็เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวพรีเมียมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาด้วยโลเคชันที่ไม่ไกลมาก โมเดลนี้ทำให้เห็นว่าการตัดสินใจขยายสวนสนุกได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพราะต้องใช้งบประมาณรัฐ

3)Shanghai Disney Resort โมเดลร่วมทุนภายใต้การบริหารของดิสนีย์ (Modified JV) Shanghai Disney Resort (ปี 2559) เป็นโมเดลที่ซับซ้อนที่สุดเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายจีน โดยมีการแยกโครงสร้างออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  • โครงสร้าง

  • ส่วนเจ้าของสินทรัพย์ (Owner Companies):
    Shanghai Shendi Group: 57% (กลุ่มรัฐวิสาหกิจของจีน)
    The Walt Disney Company: 43%

    • ส่วนบริษัทบริหารจัดการ (Management Company):
      The Walt Disney Company: 70%
      Shanghai Shendi Group: 30%
  • ข้อตกลง : โครงสร้างนี้ช่วยให้ Disney สามารถควบคุมมาตรฐานการดำเนินงาน (Operational Control) ได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้จะเป็นผู้ถือหุ้นน้อยในแง่ของทรัพย์สิน รวมถึงการคุมมาตรฐานการบริการและทิศทางการสร้างสรรค์

  • ผลลัพธ์ : โมเดลนี้ทำให้สวนสนุกที่มาทีหลังใครประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยมีเอกลักษณ์การผสมผสานความเป็นดิสนีย์เข้ากับวัฒนธรรมจีนอย่างเข้มข้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสวนสนุกสมัยใหม่ที่ใหญ่และล้ำหน้าที่สุดในเอเชีย

ในสายตาของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney ทำเลสวยและตัวเลขนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการตัดสินใจ แม้บ้านเราจะติดท็อป Tourism Hub ขวัญใจนักท่องเที่ยวมีที่ดิน มีทรัพยากร มีชื่อเสียงด้านการบริการ เพราะตัวอย่างของ Disneyland ในเอเชีย บทเรียนจากโตเกียว ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ ชี้ชัดว่า Disney เลือกประเทศจาก “ความพร้อมเชิงโครงสร้าง”

Disney ใช้การประเมินเชิงยุทธศาสตร์หลายมิติเพื่อให้การลงทุนระดับหลายพันล้านสามารถสร้างผลตอบแทนได้ยาวนานกว่า 50 ปี โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างความเป็นแบรนด์ Disneyland และวัฒนธรรมท้องถิ่นประเทศนั้นๆ

สิ่งที่ประเทศไทยยังต้อง “เติมให้เต็ม” หากหวังดึง Disneyland

1. ตลาดในประเทศต้องแข็งแรง ไม่พึ่งนักท่องเที่ยวอย่างเดียว

Disneyland ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก แต่ต้องพึ่งผู้เข้าชมซ้ำจากตลาดในประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง สำหรับไทย ความท้าทาย คือ กำลังซื้อชนชั้นกลางยังเปราะบาง ค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิงระดับพรีเมียมยังไม่ใช่พฤติกรรมหลักของครัวเรือน ส่งผลให้การเดินทางซ้ำเพื่อ “ประสบการณ์” มากกว่าการท่องเที่ยว ยังไม่แข็งแรงเท่าญี่ปุ่นหรือจีน หากไทยต้องการเป็นฐาน Disneyland จริง ตลาดภายในประเทศต้องพิสูจน์ได้ว่ารองรับการใช้จ่ายระยะยาวไม่ใช่แค่ช่วงไฮซีซัน

2. เสถียรภาพเชิงนโยบาย

Disney มองการลงทุนยาวกว่า 50 ปี นั่นหมายความว่า ความเสี่ยงเชิงนโยบายสำคัญไม่แพ้ผลตอบแทน โจทย์ของไทยจึงเป็นเรื่องของความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ ความชัดเจนด้านกฎหมาย การถือครองที่ดิน สิทธิประโยชน์ และการกำกับดูแล โดยเฉพาะความสามารถในการรักษาข้อตกลงข้ามรัฐบาล ในมุมมองนักลงทุนโลก ความไม่แน่นอนเหล่านี้ คือ ต้นทุนที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างยิ่ง

3. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระบบ

ไทยยังต้องพิสูจน์ว่าระบบขนส่งมวลชนสามารถรองรับผู้คนหลายหมื่นต่อวันได้จริง สนามบิน รถไฟความเร็วสูง ถนน โรงแรม และเมืองโดยรอบ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ การบริหารพื้นที่โดยรอบไม่ปล่อยให้เติบโตแบบกระจัดกระจาย เพราะ Disney มองเมืองรอบสวนสนุก ไม่แพ้ตัวสวนสนุกเอง ดังนั้นความชัดเจนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของ EEC อาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรีบแก้

4. ระบบแรงงานและบริการ

Disneyland จัดเป็นธุรกิจบริการขั้นสูงที่วัดกันที่รายละเอียดระดับวินาทีและรอยยิ้ม ไทยมีจุดแข็งด้าน Hospitality แล้วแต่ยังต้องยกระดับแรงงานให้ทำงานภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ สร้างวัฒนธรรมบริการที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่เก่งเฉพาะบางพื้นที่ รองรับแรงงานจำนวนมากในระยะยาว พร้อมระบบฝึกอบรมและพัฒนา

5. โมเดลการลงทุนต้องชัด

ในเอเชีย Disney ใช้หลายโมเดล ตั้งแต่ Licensing แบบญี่ปุ่น หรือ Joint Venture แบบจีน ไทยต้องตอบให้ได้ว่า ใครคือเจ้าภาพหลัก รัฐมีบทบาทแค่ไหน เอกชนไทยพร้อมรับความเสี่ยงระดับหมื่นล้านเหรียญจริงหรือไม่ หากโครงสร้างนี้ยังไม่ชัด ความสนใจก็ยากจะขยับเป็นสัญญา

สำหรับประเทศไทย ดีล Disneyland เราไม่อาจมองได้ว่าเป็นแค่เรื่องการเร่ขายไอเดีย เชิญนักลงทุนกระเป๋าหนามาลงทุน แต่นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ของหลายภาคส่วนที่ยังไม่ถูกพูดถึง และควรกลับมาเช็คความพร้อมของประเทศโดยด่วน ไทยพร้อมยกระดับทั้งระบบเพื่อให้ถูกเลือกแล้วหรือไม่ หากไทยสามารถทำได้ Disneyland อาจไม่ใช่แค่ความฝันเชิงสัญลักษณ์ แต่จะกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้อยู่แค่ในจินตนาการของรัฐบาล

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดิสนีย์แลนด์หรือจะเป็นหนี้แลนด์ ไทยไหวแค่ไหน? Disneyland ไม่ได้ดูแค่รัฐมีเงิน-มีที่ดินเหลือ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...