โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สสว. เผยสถานการณ์และทิศทาง SME ไทย ปี 2568-2569 แนะ SME ไทยต้อง “เร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจ” ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดได้อย่างยั่งยืน

TODAY

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 02.36 น. • TODAY

ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ SME ประจำปี 2568 และให้ข้อมูลในเรื่องกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ภายในงานสัมมนาวิชาการ “SME Symposium 2025” ภายใต้หัวข้อ “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทย สู่โลกดิจิทัล” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้มุ่งกระตุ้นให้ SME ได้มีการปรับใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

ภาพรวมของ SME ในปัจจุบัน SME ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในปี 2567 มีผู้ประกอบการ SME จำนวน3,255,957 ราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน โดยธุรกิจรายย่อยเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุด คือมีสัดส่วนถึง 84% เพิ่มขึ้น 0.4% และเมื่อจำแนกตามสาขาธุรกิจแล้ว มี SME อยู่ในภาคการค้ามากที่สุด รองลงมาคือภาคบริการ และภาคการผลิต สำหรับการจ้างงานของ SME นั้นมีการจ้างงานสูงถึง 13.4 ล้านคน คิดเป็น 68.8% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด โดยที่ภาคบริการมีการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็น 44.8%

สสว. ยังเปิดเผย SME GDP ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคบริการมีส่วนสร้าง SME GDP ได้มากที่สุดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท และ สสว. คาดการณ์ว่า SME GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0 – 2.8% ในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้านการส่งออก มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้จากภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อต่ำที่ยังช่วยประคองต้นทุนได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง สินค้าทะลักจากต่างประเทศ และภัยธรรมชาติ

สำหรับการค้าระหว่างประเทศของ SME ใน 10 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า SME มีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,329,783 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของ SME คือสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วน 20.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของ SME สำหรับการนำเข้า พบว่า SME มีมูลค่านำเข้าอยู่ที่ 1,645,492 ล้านบาท คิดเป็น 17.2% ของมูลค่าการนำเข้ารวม สินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ โดยแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญของ SME คือ จีน ที่มีสัดส่วนถึง 46.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของ SME

นอกจากนี้ สสว. ยังได้เปิดเผยข้อมูลกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มเฝ้าระวัง ประจำปี 2568 โดยวิเคราะห์จากการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยและจัดกลุ่มจากลักษณะของกิจกรรมภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยเติบโตเกินกว่า 100%) ซึ่งเติบโตสูงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ประกอบด้วย

  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เติบโตจากการขยายตัวของการค้าออนไลน์และการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีการใช้บริการการขนส่งสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 160,877 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย +500%)
  • การออกแบบ ARTWORK รูปแบบการจัดวาง การออกแบบงาน สินค้า บริการ ก่อนการดำเนินการสื่อสาร หรือจัดทำจริงให้ตรงตามความต้องการ (มูลค่า GDP SME รวม 28,498 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 430 %)
  • อาหารจากสัตว์น้ำ: ธุรกิจภาคการผลิตหลักเพื่อบริโภคในประเทศและการส่งออก (มูลค่า GDP SME รวม 25,600 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 721 %)
  • เฟอร์นิเจอร์โลหะ การปรับเปลี่ยนไปใช้สินค้าเพื่อความคงทน คุ้มค่ามากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 19,034 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 110 %)
  • วีดิโอเกมและซอฟต์แวร์ ก็เป็นกลุ่มดาวรุ่งเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ความบันเทิงและการใช้งานอย่างยั่งยืน (มูลค่า GDP SME รวม 11,015 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 191 %)
  • เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องใช้ทางการเกษตร: รองรับการปรับตัวสู่เกษตรกรรมยุคใหม่จากสังคมสูงวัย (มูลค่า GDP SME รวม 3,018 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 832 %)
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ : จากการที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ (มูลค่า GDP SME รวม 901 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 241 %)

ขณะที่กลุ่มธุรกิจเฝ้าระวัง (กำไรขั้นต้นหดตัวเฉลี่ยมากกว่า 50%) เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี พบว่า

  • การขายเครื่องสำอางเผชิญกับการแข่งขันสูงทั้งจากผู้ค้าและผู้ผลิต ซึ่งผู้บริโภคสามารถซื้อผ่านออนไลน์จากผู้ผลิต/ผู้ค้าโดยตรงจากต่างประเทศได้มากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 22,173 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -50%)
  • การขายรถยนต์มือสอง ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับราคารถยนต์ใหม่ (มูลค่า GDP SME รวม 13,390 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -97%)
  • ผลิตภัณฑ์ยาง เผชิญกับการแข่งขันสูงโดยเฉพาะสินค้านำเข้า (มูลค่า GDP SME รวม 10,454 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -76%)
  • ที่พักอาศัยนักเรียน/นักศึกษา ได้รับผลกระทบจากรูปแบบการเรียนแบบ Hybrid และความต้องการที่พักที่ทันสมัยอิสระมากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 1,014 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย
    หดตัว -165%)

ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของ SME คงหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับกลยุทธให้สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ให้สูงขึ้น ที่ผ่านมา TFP ของ SME มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 TFP ติดลบที่ 0.27 สะท้อนว่า SME ไทย ใช้ทรัพยากรทั้งในส่วนของทุนและแรงงานเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่ได้ผลผลิตน้อยลง ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา คำสั่งซื้อหดตัว และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี ในขณะที่ธุรกิจที่มีการลงุทนหรือเคยลงทุนด้านเทคโนโลยียังสามารถเพิ่ม TFP ให้ธุรกิจได้ ดังนั้นเทคโนโลยีและดิจิทัลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพการผลิตรวมของ SME โดยกลุ่มธุรกิจที่ยังรักษาค่า TFP เป็นบวกได้ คือกลุ่มที่ใช้ทักษะสูง และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัย อาทิเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์แร่อโลหะ ที่มี TFP +17.61% (ใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง) หรือกลุ่มที่มีการผลิตกระดาษ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสูงแต่ใช้ประสบการณ์ในการทำงานและยังสามารถทำให้ TFP สูง ได้แก่ กลุ่มศิลปะและความบันเทิง ที่มี TFP +6.83% (เน้นประสบการณ์และทักษะแรงงาน) จะเห็นได้ว่า โอกาสและการอยู่รอดของ SME ไม่ใช่แค่การหาเงินทุน แต่คือการรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมเพื่อ “ยกระดับผลิตภาพการผลิต” ดังนั้นการนำเทคโนโลยี หรือดิจิทัลมาใช้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพื่อพลิกฟื้นให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ภายในงาน ยังมีปาฐถาพิเศษในหัวข้อ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน – โอกาส ความท้าทาย และทางรอดของ SME” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ที่ได้เสนอแนวทางการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ในระยะต่อไป พร้อมจัดพื้นที่เสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ได้นำเทคโนโลมีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยีพลิกโฉม SME ไทยสู่โลกดิจิทัล” ได้แก่ ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้สร้างแบรนด์ยาดม NuaNose ที่เริ่นต้นธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค นายณัฐวุฒิ จันทร์เรือง นักธุรกิจเกษตรยุคใหม่แห่งจันทร์เรืองฟาร์ม (JR Farm) ที่ยกระดับคุณภาพผลผลิตด้วยเทคโนโลยีมาใช้ในสวนเพื่อลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต นายรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างระบบจัดการช่วยแก้ปัญหาการรอคิวให้กับคนไทย และนายสานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR FRESH Farm ผู้ผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีการผลิตพืชรูปแบบใหม่ผ่านระบบปิดและควบคุมทุกอย่างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

สำหรับ สสว. ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ก็พร้อมเป็นผู้ผลักดัน SME ให้เติบโตผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น SME Academy365 เป็นโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและองค์ความรู้ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ มีหลักสูตรตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเชิงลึก เช่น การทำการตลาดเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลและการบริหารธุรกิจด้วยเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่ สำหรับ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transform) โครงการนี้มีโค้ชหรือที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคอยเป็น partner ตั้งแต่การทำตลาดออนไลน์ การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม จนถึงการวางกลยุทธ์ และการพัฒนาระบบ Big Data สำหรับธุรกิจขนาดกลาง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการลงทุนเทคโนโลยี ผ่านโครงการ BDS ที่มีบริการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนงบประมาณในการพัฒนาธุรกิจแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 50 – 80% ผ่านระบบ “BDS” เพื่อจัดหาระบบต่าง ๆ เช่น ระบบบริหารจัดการหน้าร้าน, ระบบการออกใบกำกับภาษี, หรือระบบ ERP สำหรับบริหารจัดการคลัง นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มยอดขายด้วยโฆษณา Google Ads และ Facebook/IG ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทุกบริการของ SME ได้ในที่เดียวผ่าน Application “SME Connext” เพียงสมัคร SME One ID

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...