AOT พุ่ง +5.45% แตะ 43.50 บาท +2.25 บาท
AOT พุ่ง +5.45% แตะ 43.50 บาท +2.25 บาท
#ทันหุ้น #SET #AOT บล.เมย์แบงก์ : ปรับคำแนะนำ AOT จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 49 บาท (จากเดิม 40 บาท) โดยสะท้อนการปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) อีก 300 บาท เป็น 1,030 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีผลในครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (2HFY69) เรามองว่าความเสี่ยงด้านดาวน์ไซด์จำกัด แม้ MAG ของสัญญาดิวตี้ฟรีอาจถูกปรับลด 30% จากเดิม (372 บาทต่อผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ)
ขณะเดียวกันอัพไซด์อาจเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บ PSC ผู้โดยสารประเภท transit–transfer และรายได้สัมปทานที่สูงขึ้นจากธุรกิจภาคพื้นและคลังสินค้า ปัจจุบัน AOT เทรดที่ P/E ปี พ.ศ. 2569 ที่ 29 เท่า ใกล้เคียงบริษัทสนามบินในเอเชีย ขณะที่ความเสี่ยงหลักยังคงเป็นความสามารถของ KPD ในการชำระหนี้ และการฟื้นตัวของผู้โดยสารระยะสั้นที่ยังล่าช้า
ปัจจัยกดดันจากดิวตี้ฟรีเริ่มคลี่คลาย การเจรจาระหว่าง KPD และ AOT เกี่ยวกับโครงสร้างการชำระเงินสัมปทานมีความคืบหน้าอย่างมาก และคาดว่าจะได้ข้อสรุปช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 นอกจากนี้ AOT อยู่ระหว่างขออนุมัติคณะกรรมการในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อกำหนด MAG ใหม่ โดยเราคาดว่า MAG ต่อผู้โดยสารที่สนามบิน BKK, DMK และสนามบินภูมิภาคจะถูกปรับลดลงราว 30%
การปรับขึ้น PSC เพื่อรองรับการขยายสนามบินในอนาคต AOT จะยื่นขออนุมัติอัตรา PSC ใหม่ต่อ CAAT ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยอัตราใหม่จะสะท้อนต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น (รวม margin) และรองรับการลงทุนขยายสนามบินระยะยาว CEO ระบุว่าหากไม่ได้รับอนุญาตให้ปรับ PSC ผู้โดยสารในประเทศ AOT ควรได้รับอนุญาตให้ปรับ PSC ผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มอีก 300 บาท จากปัจจุบัน 730 บาท → 1,030 บาทต่อคน
อุปสงค์ผู้โดยสารเริ่มฟื้นตัว ข้อมูลจาก ForwardKeys คาดว่าดีมานด์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยใน 4Q พ.ศ. 2568 จะกลับมาใกล้ระดับ 4Q พ.ศ. 2567 ขณะที่การฟื้นตัวของความจุเที่ยวบินระหว่างประเทศจะขับเคลื่อนโดยผู้โดยสารระยะไกล (long-haul) AOT ยังเห็นความต้องการจอง slot สูงสำหรับฤดูหนาวและฤดูร้อนรอบถัดไป ในประมาณการฐานของเรา คาดจำนวนผู้โดยสารปี พ.ศ. 2569 เติบโต 6% YoY ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของบริษัทที่ 7% YoY
บล.พาย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า AOT จัดการประชุมให้ข้อมูลกับนักวิเคราะห์ฯ ความคืนหน้าเรื่องสัญญาส่วนแบ่งผลประโยชน์ธุรกิจปลอดภาษีกับทาง King Power คาดว่าจะมีความชัดเจนในวันที่ 28 พ.ย.นี้ และการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) จะมีการประชุมกันในวันที่ 3 ธ.ค. ในระยะสั้นยังคงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอความชัดเจน
เบื้องต้น AOT คาดว่าจะปรับขึ้น PSC เฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศ 300 บาท/คน หากทำได้จะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มจากเดิมได้กว่า 20% คาดว่าจะเพิ่มรายได้ประมาณปีละกว่า 10,000 ล้านบาท น่าจะได้ข้อสรุปในช่วงต้นเดือน ธ.ค. 68 และเริ่มรู้ในเดือน เม.ย. 69
สำหรับผลประกอบการงวดไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 3,863 ล้านบาท (-10%YoY,-0.1%QoQ) ใกล้เคียงกับไตรมาส 3/68 แต่ลดลง -10%YoY ทั้งนี้หากไม่รวมรายการพิเศษจะมีกำไรปกติที่ระดับ 4,018 ล้านบาท (-8%YoY,+8%QoQ) ดีกว่าที่คาด 22% สาเหตุหลักเพราะค่าใช้จ่ายพนักงานที่ต่ากว่าคาด
รายได้ที่ 15,766 ล้านบาท (-6%YoY,+3%QoQ) แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจการบิน 7,402 ล้านบาท (-4%YoY,-1%QoQ) ลดลงในส่วนของค่าบริการผู้โดยสารตามจำนวนผู้โดยสารที่ลดลง ส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับการบินอยู่ที่ 8,364 ล้านบาท (-8%YoY,+6%QoQ) เทียบกับปีก่อนลดลงในกลุ่มรายได้ค่าเช่าสำนักงานที่ปีก่อนมีการบันทึกย้อนหลังเพิ่มเข้ามา และรายได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ส่วนการเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/68 เพิ่มมากในส่วนรายได้ค่าบริการที่มีการเรียกเก็บค่าใช้ไฟในอาคาร SAT เพิ่มเข้ามา โดยไตรมาสนี้มีการบันทึกย้อนหลังตั้งแต่ปี 66 ถึงปัจจุบัน รวมกับรายได้ส่วนแบ่งประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นหลังสัดส่วนผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
ต้นทุนหลักอยู่ที่ 9,484 ล้านบาท (-2%YoY,-3%QoQ) โดยค่าใช้จ่ายที่ลดลงมากคือค่าใช้จ่ายพนักงานที่มีการปรับปรุงโบนัสพนักงาน ส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้น 470%YoY,34%QoQ จากดอกเบี้ยผิดนัดที่ King Power ขอเลื่อนการชำระผลตอบแทนให้ AOT
รวมทั้งปี AOT มีกาไรสุทธิ 18,125 ล้านบาท (-6%YoY)
ส่วนความคืบหน้าการเจรจากับคิงเพาวเวอร์ (KPD) เบื้องต้น AOT คาดว่าจะได้ข้อสรุปหลังการประชุมคณะกรรมการบริษัทในวันศุกร์นี้ (28 พ.ย.) โดยอัตราที่ AOT จะเจรจาคาดว่าจะยังสูงกว่าระดับที่ผู้ประกอบการรายที่ 2 ให้ผลตอบแทนโดยต้องมีหักส่วนที่เรียกคืนพื้นที่ด้วย เราประเมินเบื้องต้นอยู่ที่ระดับประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี
ภาพรวมผลประกอบการปี 69 ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยเฉพาะการปรับค่าตอบผลส่วนแบ่งผลประโยชน์กับทางคิงเพาเวอร์และการปรับค่า PSC เบื้องต้นปรับประมาณการขึ้นเล็กน้อยเพื่อสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายพนักงานต่ำกว่าคาดในปี 68 ทำให้ได้กำไรสุทธิใหม่ที่ 17,610 ล้านบาท (ภายใต้สมมติฐานผลตอบแทนของ King Power อิงกับผู้เสนอราคาลำดับที่ 2 และ ค่า PSC เดิม) ระยะสั้นเรายังคงแนะนำ “ถือ” จนกว่าจะมีความชัดเจนถึงผลตอบแทนและค่า PSC ตามที่กล่าวไป ประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ใหม่ 41 บาท
ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า AOT อัพเดตกรอบเวลาสำหรับสัญญา King Power (KP) และการปรับขึ้น PSC แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในระยะสั้น การเจรจาล่าสุดระหว่าง AOT และ KP ได้ถูกส่งกลับไปยังที่ปรึกษาเพื่อสรุปผลประโยชน์ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหาร (BOD) ในวันที่ 28 พ.ย.เพื่ออนุมัติ หากคณะกรรมการบริหารอนุมัติ สัญญาฉบับใหม่สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที มิฉะนั้นจะมีการเจรจาเพิ่มเติม
สำหรับการปรับขึ้น PSC คณะกรรมการอนุมัติภายใต้ CAAT มีกำหนดลงมติเกี่ยวกับการขึ้นราคาในวันที่ 3 ธ.ค. แนวทางของผู้บริหารเกี่ยวกับสัญญา KP ฉบับใหม่ระบุว่าอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MAG/หัว) จะอยู่ระหว่างคำขอของ AOT (ไม่ต่ำกว่าอันดับสอง) และคำขอของ KP (ไม่มี MAG/หัว) ในขณะที่ส่วนแบ่งรายได้ต่อหัวน่าจะยังคงอยู่ที่ 20%
ผลกระทบทางการเงินของสัญญา KP และการปรับขึ้น PSC ได้รับการชี้แจงแล้ว สำหรับหนี้ค้างชำระจำนวน 1.45 หมื่นล้านบาทที่ KP ค้างชำระกับ AOT เหลือพื้นที่น้อยมากสำหรับหนี้ในอนาคตที่จะได้รับจากการค้ำประกันของธนาคาร แต่ AOT ก็มีมุมมองเชิงบวกที่จะเรียกเก็บเงินค้ำประกันได้หาก KP ไม่สามารถชำระหนี้ได้ คาดว่าการเจรจาเรื่อง KP Duty Free ที่ DMK จะเสร็จสิ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้ แม้ว่าสถานะของสนามบินภูมิภาคจะยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของที่ปรึกษา
สำหรับการปรับขึ้นค่า PSC นั้น AOT เสนอทางเลือกสองทางต่อคณะกรรมการ CAAT ได้แก่ การเพิ่ม PSC ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือการเพิ่ม PSC เฉพาะระหว่างประเทศ กรณีหลังมีความเป็นไปได้มากกว่า การอนุมัติใดๆ ในวันที่ 3 ธ.ค.จะรวมถึงการบังคับใช้การปรับขึ้นนี้ โดยจะเริ่มดำเนินการภายในสี่เดือนหลังจากวันที่อนุมัติ
การคาดการณ์ปริมาณและ CAPEX ของ AOT แสดงให้เห็นถึงแผนการเติบโตในมุมมองที่ดี AOT คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารรวม 135 ล้านรายการในปี 69 ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% จากจำนวนผู้โดยสารรวม 126 ล้านรายการในปี 68 เป้าหมายจำนวนเที่ยวบินก็เพิ่มขึ้น 7% เช่นกัน
บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อความต้องการเที่ยวบินในช่วงฤดูหนาว คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 17% เนื่องจากมีพื้นที่รองรับที่เพิ่มขึ้นจากรันเวย์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารคาดว่าจะยังคงมีการยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนเนื่องจากความต้องการอาจลดลงบางเส้นทาง ในด้านการลงทุน AOT ตั้งเป้าใช้เงินลงทุน 9 พันล้านบาทในปี 69 โดยการอนุมัติโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิฝั่งตะวันออกจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายลงทุนนี้
ผลประกอบการในไตรมาส 4/68 มีความชัดเจน โดยเน้นย้ำถึงปัจจัยที่ทำให้กำไรดีเกินคาด ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายพนักงานลดลงจากเงินโบนัสที่ลดลง ในทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูงขึ้นนั้นมาจากสามส่วนหลัก ได้แก่ ระบบขนส่งสัมภาระ การบำรุงรักษาบันไดเลื่อน และการบำรุงรักษา APM ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ช่วยชดเชยความคลาดเคลื่อนเชิงบวกบางส่วน
นอกจากนี้ รายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้นเพียงครั้งเดียวยังเป็นปัจจัยสำคัญของผลประกอบการประจำไตรมาส AOT บันทึกกำไรนี้ในไตรมาส 4/68 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเก็บค่าไฟฟ้าย้อนหลังไป 24 เดือน นับตั้งแต่เปิดดำเนินการโครงการ SAT1 กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจำนวน 345 ล้านบาทนี้ หากไม่รวมกำไรนี้ กำไรจะเท่ากับประมาณการเบื้องต้น ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างของผลประกอบการรายไตรมาสได้อย่างชัดเจน และสามารถแยกแยะผลการดำเนินงานปกติออกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
บล.ทิสโก้ คงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ AOT โดยมูลค่าที่เหมาะสมเท่ากับ 33.00 บาท